อย่างไร Bollinger

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

วิธีใช้ Bollinger Bands และการตั้งค่า

Bollinger Bands เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางเทคนิคที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นกัน เป็นเครื่องมือที่ใช้ดูเทรนด์และการกลับตัวเป็นหลัก บ่งบอกถึงความต่อเนื่องและการเคลื่อนที่ของราคา นักเทคนิคโดยส่วนใหญ่ จะนิยมใช้ Bollinger bans วิเคราะห์ ในกราฟระยะสั้นๆ เช่น รายวัน หรือรายสัปดาห์ มากกว่ารายปี ผู้ที่คิดค้นคือ นาย จอห์น โบลินเจอร์ (John Bollinger)

เขาเป็นนักเล่นหุ้นทางเทคนิค โดย Bollinger Bands นั้น เขาได้พัฒนาและต่อยอดมาจาก การใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบล้อมกรอบ (Moving Average Envelopes) รูปลักษณ์ของ Bollinger Bands จะประกอบด้วยสามเส้น คือ เส้นบน = Upper Band ( BB Top) เส้นกลาง = Middle Band (BB average) และเส้นล่าง = Lower Band (BB Bottom) เมื่อเส้นทั้งสามนี้ทำงานร่วมกันบนกราฟแล้ว ภาพที่ออกมาก็จะคล้ายๆ ตัวหนอน หรือไส้เดือน 3 ตัวที่กำลังทำงานกันอย่างเป็นทีม มีความกลมเกลียวแน่นแฟ้นกันเป็นอย่างดี บางทีก็ใกล้ชิด บางทีก็อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ แบบว่าจะไม่ทอดทิ้งกันไปไหนเลยก็ว่าได้ (รักกันจังน่ะเรา ฮ่าๆๆ) สำหรับการตั้งค่าใช้งานนั้น โดยปกติจะนิยมใช้ตามต้นฉบับที่ MT4 ให้มา คือกำหนด Period ไว้ที่ 20 ตามตัวอย่าง

ให้ไปที่ Insert ˃ Indicator ˃ Trend ˃ Bollinger Bands ˃ กำหนดค่า (เอาตามต้นฉบับ) ˃ ตกลง

ประโยชน์และการใช้งาน Bollinger bands

  • ใช้วัดความผันผวนของตลาด
  • ใช้เป็นแนวรับและแนวต้าน
  • ใช้หาแนวโน้มของราคา
  • ใช้ดู Overbought, Oversold (ซื้อหรือขายมากเกินไป)
  • ใช้เทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts

1. ใช้วัดความผันผวนของตลาด Bollinger Bands สามารถบอกเราให้ทราบว่า สถานะของตลาดเป็นยังไง กำลังคึกคัก หรืออยู่ในช่วงเงียบซบเซา โดยให้ดูจากเส้น คือถ้าเส้นมีลักษณะ บีบ ชิดเข้าหากัน แบบแคบๆ นั้นหมายถึงตลาดกำลังเงียบเชียบหรืออยู่ในช่วงซบเซาอยู่ แต่ถ้าเส้นแยกออกจากกัน แล้วอยู่ห่างๆ กันเมื่อไหร่ นั้นหมายถึง ตลาดมีความคึกคัก บ่งบอกว่ามีนักลงทุน กำลังมีการซื้อ-ขาย กันเป็นจำนวนมาก

2. ใช้เป็นแนวรับและแนวต้าน Bollinger Bands ที่ประกอบกันด้วย 3 เส้นนั้น จะเคลื่อนที่ไปตามแนวโน้มของราคา โดยมีหน้าที่แตกต่างกันดังนี้

  • เส้นบน หรือ Upper Band = ทำหน้าที่เป็นแนวต้าน
  • เส้นกลาง หรือ Middle Band = ทำหน้าที่เป็นทั้งแนวรับและแนวต้าน
  • และเส้นล่าง หรือ Lower Band = ทำหน้าที่เป็นแนวรับ

3.ใช้หาแนวโน้มของราคา เราสามารถนำ Bollinger Bands มาใช้เพื่อหาแนวโน้มของราคา ดังนี้

  • แนวโน้มขาขึ้น = ลักษณะของราคาจะอยู่บริเวณเส้นขอบบน และไม่ค่อยจะทะลุเส้นขอบกลางลงไปได้
  • แนวโน้มขาลง = ลักษณะของราคาจะอยู่บริเวณเส้นขอบล่าง และไม่ค่อยจะทะลุเส้นขอบกลางขึ้นไป
  • แนวโน้มของราคาที่อยู่ในรูปแบบ Sideway = เมื่อราคาเพิ่มขึ้นจนถึงเส้นขอบบน แล้วเกิดการกลับตัวเปลี่ยนจากขึ้นเป็นลง นั้นหมายถึงแนวโน้มราคากำลังจะลง (เป็นสัญญาณขาย) ในทางกลับกัน ราคาที่ลดลงจนชนเส้นกรอบด้านล่าง จากนั้นเกิดการกลับตัว เปลี่ยนจากลงเป็นขึ้น นั้นหมายถึง แนวโน้มราคากำลังจะขึ้น (เป็นสัญญาณซื้อ)

ตัวอย่าง ใช้ Bollinger Bands หาแนวโน้มขาขึ้น

ตัวอย่าง ใช้ Bollinger Bands หาแนวโน้มขาลง

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

ตัวอย่าง แนวโน้มของราคาที่อยู่ในรูปแบบ Sideways

4.ใช้ดู Overbought, Oversold (ซื้อหรือขายมากเกินไป) กรณีใช้ดูการซื้อหรือขายที่มากเกินไปนั้น ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก

เพียงแค่ดูจากเส้น ก็เข้าใจได้โดยง่าย วิธีการดูหรือแปลความหมายคือ เส้นขอบบน (Upper Band) หมายถึงการซื้อที่มากเกินไป

เส้นขอบล่าง (Lower Band) หมายถึงการขายที่มากเกินไป ฉะนั้นเส้นขอบกลาง (Middle Band) ก็คือการซื้อหรืขายที่อยู่ในระดับปานกลางหรือเท่าเทียมกัน นั้นเอง

5. ใช้เทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts

การเทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts คือการเข้าเทรดทันที เมื่อราคาเกิดการทะลุแนวต้าน หรือแนวรับ โดย Bollinger bands สามารถนำมาใช้ได้ในทุกสภาวะของตลาด ไม่ว่าจะช่วง ขาขึ้น ขาลง หรือ ไซต์เวย์ แต่การนำไปใช้ในตลาดที่แตกต่างกัน ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนบางกลยุทธ์หรือเทคนิค เพื่อให้เข้ากับสถานะการณ์ของตลาดในปัจจุบัน การใช้งานนั้นก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแค่ดูราคาที่มันทะลุ แล้วก็เข้าเทรดตาม แนวโน้ม หรือภาวะของตลาดที่กำลังเป็นอยู่

ตัวอย่าง ใช้เทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts

ตามตัวอย่างจะเห็นว่า เมื่อตลาดเงียบ ความผันผวนจะต่ำทำให้เส้น Bollinger bands บีบตัวเข้าหากัน จากการที่บีบตัวเข้าหากันมากๆ นี่ ถือเป็นโอกาสที่ดี ในการหาจุดทะลุแนวรับหรือแนวต้าน (Breakouts) ในการเข้าเทรด ตามกลยุทธ์ป

ในการใช้ Bollinger bands นั้น ถ้าจะให้ดี ควรใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์ตัว อื่นๆ ประกอบด้วย เช่น Commodity Channel Index (CCI) , Relativa Strength Index (Rsi) , Oscillators (OCT) เพราะบางจังหวะ หรือบางสถานะการณ์ เพื่อความมั่นใจยิ่งขึ้น ควรมีอินดิเคเตอร์ ตามที่ยกตัวอย่าง มาช่วยยืนยันอีกที

โบรกเกอร์ forex แนะนำ
XM | EXNESS | FBS

Bollinger Bands คืออะไร ใช้งานอย่างไร

Bollinger Bands เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางเทคนิคที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นกัน เป็นเครื่องมือที่ใช้ดูเทรนด์และการกลับตัวเป็นหลัก บ่งบอกถึงความต่อเนื่องและการเคลื่อนที่ของราคา นักเทคนิคโดยส่วนใหญ่ จะนิยมใช้ Bollinger bans วิเคราะห์ ในกราฟระยะสั้นๆ เช่น รายวัน หรือรายสัปดาห์ มากกว่ารายปี ผู้ที่คิดค้นคือ นาย จอห์น โบลินเจอร์ (John Bollinger)

การใช้อินดี้ Bollinger bands ช่วยในการเทรด forex

เขาเป็นนักเล่นหุ้นทางเทคนิค โดย Bollinger Bands นั้น เขาได้พัฒนาและต่อยอดมาจาก การใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบล้อมกรอบ (Moving Average Envelopes) รูปลักษณ์ของ Bollinger Bands จะประกอบด้วยสามเส้น คือ เส้นบน = Upper Band ( BB Top) เส้นกลาง = Middle Band (BB average) และเส้นล่าง = Lower Band (BB Bottom) เมื่อเส้นทั้งสามนี้ทำงานร่วมกันบนกราฟแล้ว ภาพที่ออกมาก็จะคล้ายๆ ตัวหนอน หรือไส้เดือน 3 ตัวที่กำลังทำงานกันอย่างเป็นทีม มีความกลมเกลียวแน่นแฟ้นกันเป็นอย่างดี บางทีก็ใกล้ชิด บางทีก็อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ แบบว่าจะไม่ทอดทิ้งกันไปไหนเลยก็ว่าได้ (รักกันจังน่ะเรา ฮ่าๆๆ) สำหรับการตั้งค่าใช้งานนั้น โดยปกติจะนิยมใช้ตามต้นฉบับที่ MT4 ให้มา คือกำหนด Period ไว้ที่ 20 ตามตัวอย่าง
ตัวอย่าง การตั้งค่าและเปิดใช้งาน

ให้ไปที่ Insert ˃ Indicator ˃ Trend ˃ Bollinger Bands ˃ กำหนดค่า (เอาตามต้นฉบับ) ˃ ตกลง

วิธีการตั้งค่าเทรด Forex ด้วยอินดี้ Bollinger Bands ใน MT4

ประโยชน์และการใช้งาน Bollinger bands

  • ใช้วัดความผันผวนของตลาด
  • ใช้เป็นแนวรับและแนวต้าน
  • ใช้หาแนวโน้มของราคา
  • ใช้ดู Overbought, Oversold (ซื้อหรือขายมากเกินไป)
  • ใช้เทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts

1. ใช้วัดความผันผวนของตลาด Bollinger Bands สามารถบอกเราให้ทราบว่า สถานะของตลาดเป็นยังไง กำลังคึกคัก หรืออยู่ในช่วงเงียบซบเซา โดยให้ดูจากเส้น คือถ้าเส้นมีลักษณะ บีบ ชิดเข้าหากัน แบบแคบๆ นั้นหมายถึงตลาดกำลังเงียบเชียบหรืออยู่ในช่วงซบเซาอยู่ แต่ถ้าเส้นแยกออกจากกัน แล้วอยู่ห่างๆ กันเมื่อไหร่ นั้นหมายถึง ตลาดมีความคึกคัก บ่งบอกว่ามีนักลงทุน กำลังมีการซื้อ-ขาย กันเป็นจำนวนมาก

ตัวอย่างการใช้ Bollinger Bands วัดความผันผวนของตลาด

2. ใช้เป็นแนวรับและแนวต้าน Bollinger Bands ที่ประกอบกันด้วย 3 เส้นนั้น จะเคลื่อนที่ไปตามแนวโน้มของราคา โดยมีหน้าที่แตกต่างกันดังนี้

  • เส้นบน หรือ Upper Band = ทำหน้าที่เป็นแนวต้าน
  • เส้นกลาง หรือ Middle Band = ทำหน้าที่เป็นทั้งแนวรับและแนวต้าน
  • และเส้นล่าง หรือ Lower Band = ทำหน้าที่เป็นแนวรับ

ตัวอย่างการใช้ Bollinger Bands เป็นแนวรับและแนวต้าน

3.ใช้หาแนวโน้มของราคา เราสามารถนำ Bollinger Bands มาใช้เพื่อหาแนวโน้มของราคา ดังนี้

  • แนวโน้มขาขึ้น = ลักษณะของราคาจะอยู่บริเวณเส้นขอบบน และไม่ค่อยจะทะลุเส้นขอบกลางลงไปได้
  • แนวโน้มขาลง = ลักษณะของราคาจะอยู่บริเวณเส้นขอบล่าง และไม่ค่อยจะทะลุเส้นขอบกลางขึ้นไป
  • แนวโน้มของราคาที่อยู่ในรูปแบบ Sideway = เมื่อราคาเพิ่มขึ้นจนถึงเส้นขอบบน แล้วเกิดการกลับตัวเปลี่ยนจากขึ้นเป็นลง นั้นหมายถึงแนวโน้มราคากำลังจะลง (เป็นสัญญาณขาย) ในทางกลับกัน ราคาที่ลดลงจนชนเส้นกรอบด้านล่าง จากนั้นเกิดการกลับตัว เปลี่ยนจากลงเป็นขึ้น นั้นหมายถึง แนวโน้มราคากำลังจะขึ้น (เป็นสัญญาณซื้อ)

ตัวอย่าง ใช้ Bollinger Bands หาแนวโน้มขาขึ้น

การใช้ Bollinger Bands ดูแนวโน้มขาขึ้น

ตัวอย่าง ใช้ Bollinger Bands หาแนวโน้มขาลง

การใช้ Bollinger Bands หาแนวโน้มขาลง

ตัวอย่าง แนวโน้มของราคาที่อยู่ในรูปแบบ Sideways

การใช้ Bollinger Bands หาแนวโน้มของราคาที่อยู่ในรูปแบบ Sideways

4.ใช้ดู Overbought, Oversold (ซื้อหรือขายมากเกินไป) กรณีใช้ดูการซื้อหรือขายที่มากเกินไปนั้น ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก

เพียงแค่ดูจากเส้น ก็เข้าใจได้โดยง่าย วิธีการดูหรือแปลความหมายคือ เส้นขอบบน (Upper Band) หมายถึงการซื้อที่มากเกินไป

เส้นขอบล่าง (Lower Band) หมายถึงการขายที่มากเกินไป ฉะนั้นเส้นขอบกลาง (Middle Band) ก็คือการซื้อหรืขายที่อยู่ในระดับปานกลางหรือเท่าเทียมกัน นั้นเอง

การใช้ Bollinger Bands บ่งบอกภาวะซื้อหรือขายมากเกินไป

5.ใช้เทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts

การเทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts คือการเข้าเทรดทันที เมื่อราคาเกิดการทะลุแนวต้าน หรือแนวรับ โดย Bollinger bands สามารถนำมาใช้ได้ในทุกสภาวะของตลาด ไม่ว่าจะช่วง ขาขึ้น ขาลง หรือ ไซต์เวย์ แต่การนำไปใช้ในตลาดที่แตกต่างกัน ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนบางกลยุทธ์หรือเทคนิค เพื่อให้เข้ากับสถานะการณ์ของตลาดในปัจจุบัน การใช้งานนั้นก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแค่ดูราคาที่มันทะลุ แล้วก็เข้าเทรดตาม แนวโน้ม หรือภาวะของตลาดที่กำลังเป็นอยู่

ตัวอย่าง ใช้เทรดด้วยกลยุทธ์แบบ Breakouts

การใช้ Bollinger bans เทรดกลยุทธ์ Breakouts

ตามตัวอย่างจะเห็นว่า เมื่อตลาดเงียบ ความผันผวนจะต่ำทำให้เส้น Bollinger bands บีบตัวเข้าหากัน จากการที่บีบตัวเข้าหากันมากๆ นี่ ถือเป็นโอกาสที่ดี ในการหาจุดทะลุแนวรับหรือแนวต้าน (Breakouts) ในการเข้าเทรด ตามกลยุทธ์ป

ในการใช้ Bollinger bands นั้น ถ้าจะให้ดี ควรใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์ตัว อื่นๆ ประกอบด้วย เช่น Commodity Channel Index (CCI) , Relativa Strength Index (Rsi) , Oscillators (OCT) เพราะบางจังหวะ หรือบางสถานะการณ์ เพื่อความมั่นใจยิ่งขึ้น ควรมีอินดิเคเตอร์ ตามที่ยกตัวอย่าง มาช่วยยืนยันอีกที

Bollinger Band คืออะไร ?

Bollinger Band คืออะไร ?

Bollinger Band หรือ BBAND คือ เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคซึ่งบอกความผันผวนของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง โดยใช้วัดเครื่องมือทางการเงิน โภคภัณฑ์ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งแล้วแต่ผู้ใช้งานจะเรียกใช้ มันถูกสร้างโดย John Bollinger ในช่วงปี 1980s เทรดเดอร์จะใช้กราฟนี้ในการประกอบการตัดสินใจ หรือควบคุมระบบเทรดอัติโนมัติ หรือ ใช้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการวิเคราะห์ทางเทคนิค Bollinger Bands จะแสดงกราฟฟิค หรือภาพของช่วงที่ความผันผวนสูงสุดหรือต่ำสุด ซึ่งคล้ายคลึงกับ Keltner Chanel หรือ Donchian Channels ซึ่งหลักการของมันคือ การวัดความผันผวนของกราฟ โดยใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (หรือเส้น Moving Average) หมายความว่า ช่วงนี้ราคาเหวี่ยงออกจากเส้น Moving Average เท่าไหร่

วัตถุประสงค์เริ่มแรกของ Bollinger Bands คือ นิยามความสัมพันธ์ระหว่าง จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของราคา ของเส้น Band บนและ Band ล่าง ซึ่งทำให้เกิดรูปร่างของราคา ทำให้ใช้ในการวิเคราะห์รูปแบบของราคาได้ดียิ่งขึ้น

สูตรการคำนวณ Bollinger Band

สำหรับการคำนวณ Bollinger Band นั้น สามารถสร้างได้ด้วยสูตรง่าย ๆ แบบ Excel หรือการคำนวณด้วยโปรแกรม MT4 โดยเราต้องเห็นภาพของหลักการก่อน ดังนี้

ภาพที่ 1 Bollinger Band คืออะไร – หลักการของเส้น BBAND

หลักการของมัน คือ การที่เรากำหนดกรอบการแกว่งของราคาขึ้นมา ถ้าจะให้เปรียบ เส้นสีเขียว กับเส้นสีแดงก็เหมือนกับลำห้วย และสีน้ำเงิน (เส้นราคา) ก็เหมือนกับเรือที่ล่องอยู่ในลำห้วย มีช่วงที่น้ำเชี่ยง มีช่วงที่น้ำไหลเร็ว ช่วงห้วยแคบ และเส้นสีดำ คือ เส้น Moving Average คือเส้นกลางลำห้วยโดยประมาณจากการคำนวณ การแกว่งตัวของราคาจะแกว่งอยู่ในกรอบมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความผันผวน ของราคา ถ้าหากว่า ราคาผันผวนมาก ตัว Band ข้างบนและล่างจะโก่งออก ทำให้ลำห้วยกว้างขึ้น นั่นแสดงว่ามีความผันผวนมาก

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเกี่ยวกับหลักการของ Bollinger Band คือ ต้องไม่ลืมว่า Bollinger Band นั้นสร้างมาจากราคา การที่ราคาเคลื่อนไหวแล้วบอกว่ามีความผันผวนนั้น เราทราบได้จากการที่เห็นว่ามันผันผวนก่อนแล้ว ดังนั้น Indicator ประเภทนี้จึงมีการเคลื่อนไหวตามราคาเหมือน indicator ประเภทอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความเข้าใจให้มากขึ้น เราจึงต้องมาศึกษาสูตรในการคำนวณของ Bollinger Band

สูตรการคำนวณ Bollinger Band

สูตรของ Bollinger Band ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบ Moving Average องค์ประกอบ Upper Band และ องค์ประกอบ Lower Band โดยเราจะมาแสดงการคำนวณแยกกัน ดังนี้

Moving Average

สำหรับค่ามาตรฐานของ Bollinger Band คือ 20 ดังนั้น Moving Average ที่เราจะใช้คือ 20 โดยสูตรคือ

MA (20) = ผลรวมของ Close Price ของ 20 แท่งย้อนหลัง / 20

ภาพที่ 2 Bollinger Band คืออะไร – คำนวณเส้น MA

ในภาพ ราคาปิดของ 20 แท่งย้อนหลัง โดยผมใช้สูตร = sum() คือผลรวมของแท่งทั้งหมดตั้งแต่แท่งที่ 1 ไปจนถึงแท่ง 20 แต่ว่า ในการคำนวณแท่งถัดไป เราก็จะใช้แท่งที่ 2 – 21 และแท่งถัดไปอีก ก็ใช้แท่งที่ 3 – 22 มันถึงเรียกว่า Moving Average เพราะมันขยับเคลื่อนที่ไปตลอด เสร็จแล้วเมื่อนำผลลัพธ์ที่ได้จะได้เส้น Moving Average มาเส้นหนึ่ง ดังต่อไปนี้

ภาพที่ 3 Bollinger Band คืออะไร – เส้น MA

จากภาพจะเห็นว่า ราคาจะอยู่สูงกว่าเส้น MA เพราะว่า เส้น Moving average มันคำนวณค่าเฉลี่ยมาตั้งแต่วันแรก ทำให้ค่าเฉลี่ยถูกเอาไปรวมกัน เรียกว่า การปรับสมูทราคา เมื่อเราคำนวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ได้แล้ว เราจะไปดู องค์ประกอบถัดไป

เส้น Upper Band และ Lower Band

เส้น Upper Band มันคือ การหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือเส้นที่เบี่ยงออกจากศูนย์กลาง ซึ่งถ้าเส้นที่อยู่ตรงกลางของเราคือค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจึงเบี่ยงออกจากค่าเฉลี่ย โดยการคำนวณคือ เราใช้ค่า Standard Deviation โดยมีสูตรการคำนวณดังนี้

ผลรวมของ (xi – xbar) 2 ก็คือ

Xi = ราคาปิดของแท่งเทียนแต่ละแท่ง

Xbar = ค่าเฉลี่ยของราคาปิด หรือก็คือ เส้น MA นั่นเอง

การที่เอา Xi – ออกจากค่าเฉลี่ย ก็หมายความว่า เหวี่ยงออกจากค่าเฉลี่ย แต่ว่าเนื่องจาก ค่าที่ได้จะมีทั้งลบและบวก เนื่องจาก ค่า Xi บางค่าจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ย เมือ่ค่าลบนำมารวมกับค่าบวกค่าจะหักล้างกัน เพื่อให้ไม่หักล้างกัน จึงทำการยกกำลังสองค่าระยะห่างจากเส้นเบี่ยงเบนมาตรฐานเสียก่อนเพื่อให้ค่ามันเป็นบวกทั้งหมด เสร็จแล้วก็หารด้วยจำนวนของ N (หรือก็คือจำนวนแท่งเทียน – 1 นั่นก็คือค่าองคาอิสระ เราก็จะได้ค่าเฉลี่ยของจุดที่เหวี่ยงออกจากเส้น Moving Average อย่างไรก็ตามเมื่อกี๊เราได้ทำการยกกำลังมันไป ทำให้ค่าของมันมีขนาดเป็น 2 เท่าของค่าจริง

เพื่อให้ค่ามันใกล้เคียงกับจำนวนจริง เราจึงต้องทำการหารากที่ 2 เพราะเมื่อกี๊เรายกกำลัง 2 เราก็จะได้ค่าเฉลี่ยปรกติกลับมา

แม้ว่าคำอธิบายอาจจะยาว และยากจะเข้าใจแต่ในการทำ Excel นั้นง่ายมาก เพียงแค่ใช้ Function การคำนวณดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 4 Bollinger Band คืออะไร – สูตร Standard Deviation

จากภาพที่ 5 การใช้สูตรทำให้การคำนวณทำได้ง่าย ไม่ต้องไปคำนวณละเอียดซับซ้อนอีก พิมพ์แค่ = stdev() ก็จะสามารถคำนวณค่า Stardard Deviation ได้แล้ว อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ Upper Band ของ Bollinger Band เพราะค่าชองมันคือ นำเอา Moving Average ตั้ง แล้วบวกด้วย ค่า Starndard Deviation คูณ 2 สำหรับ Upper Band และ Lower Band ก็ทำตรงข้ามกัน คือ Moving Average ตั้งและทำการลบด้วย Standard Deviation x 2 โดยแสดงดังต่อไปนี้

ภาพที่ 5 Bollinger Band คืออะไร? – แสดงการคำนวณ Lower Band

ในภาพแสดงการคำนวณ Lower Band โดยนำค่า Moving Average ตั้งและลบด้วย วงเล็บเปิด Standard Deviation x 2 และทำวงเล็บปิด ถ้าไม่มีวงเล็บ ลำดับการคูณหารจะสับสนทำให้ค่าที่เราทำการคำนวณนั้นอาจจะผิดได้ ส่วนค่า Upper Band ก็เพียงแค่เปลี่ยนเครื่องหมายลบ เป็นเครื่องหมายบวกเท่านั้นเอง เรามาดูการ พล็อตกราฟ Bollinger Band กันครับ

ภาพที่ 6 Bollinger Band คืออะไร – Bollinger Band โดย Excel

ภาพข้างต้นเป็น Bollinger Band ที่มีคุณสมบัติตรงกับที่ใช้ในกราฟทุกประการ แต่ว่าขาดเพียงอย่างเดียว คือ ระยะของกราฟมันสั้นไป ทำให้ช่วงแรกมันแสดงไม่ได้ เพราะมันยังไม่ครบ 20 แท่ง อย่างไรก็ตาม การใช้งาน Bollinger Band สมัยนี้ไม่ต้องทำการคำนวณเองแบบนี้แล้ว คุณสามารถเพิ่มเข้าไปในกราฟเองได้เลยในโปรแกรม MT4 ซึ่งคำนวณให้คุณพร้อมแล้ว และคุณสามารถตั้งค่าการคำนวณเองได้ ดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 7 Bollinger Band คืออะไร Bollinger Band ใน MT4

ในภาพจะเห็นว่าเราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้จำนวนแท่งในการคำนวณเท่ากับเท่าไหร่ ซึ่งค่ามาตรฐานใน MT4 เท่ากับ 20 และนอกจากนี้เรายังเลือกระดับความผันผวนที่เบี่ยงออกจาก ค่ามาตรฐาน ซึ่ง 2 คือค่าเดิม ก็คือ 2 เท่ากับของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ที่บวกและลบออกจากเส้น Moving average เราสามารถปรับเป็น 2 เท่าหรือ 3 เท่าได้ นอกจากนี้เราสามารถเลือกใช้ราคาปิด ราคาเปิด ราคากลาง ราคาสูงสุดของแท่ง หรือต่ำสุดของแท่งในการคำนวณค่าต่าง ๆ ได้ เรียกว่าสามารถปรับใช้ได้หลากหลายและไม่ต้องคำนวณเองให้เสียเวลา

การใช้งาน Bollinger Band

การใช้งาน Bollinger Band นั้นอย่างที่กล่าวกันไปเบื้องต้นว่า Bollinger Band นั้นออกแบบมาเพื่อวัดความผันผวน ฉะนั้น ความผันผวนหรือช่วงที่ผันผวนก็คือ ช่วงที่กรอบของ Bollinger Band นั้นขยายกว้างขึ้น และถ้าหากราคาลง ก็คือให้ส่งสัญญาณ Sell ในทางตรงกันข้าม สำหรับสัญญาณ Buy ก็คือ ราคาขึ้นและ Bollinger Band ต้องขยายออกด้วย

นอกจากวิธีนี้แล้ว ยังมีการใช้ Bollinger Band เป็นสัญญาณ Overbought Oversold โดยการถ้ามันแตะหรือต่ำกว่าขอบด้านล่าง (Lower Band ) นั่นคือสัญญาณ Oversold ให้ส่งคำสั่ง buy ขณะที่ฝั่งตรงข้าม คือ Overbought เมื่อมันอยู่สูงกว่า Upper Band นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม Indicator นี้ก็จะมีข้อจำกัดเช่นเดียวกับ Indicator ทั่วไป เพราะว่า เราไม่สามารถแยกออกได้ว่าช่วงไหนจะเป็นช่วงเทรนด์ หรือช่วง Sideway นอกจากเสียว่ากราฟมันจะเกิดขึ้นไปแล้ว ฉะนั้นการใช้ที่เหมาะสมคือเพียงแค่การบอกความผันผวนของกราฟเท่านั้น

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

รายได้ออนไลน์
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: