รูปแบบสามเหลี่ยมกลยุทธ์การซื้อขาย Forex

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

สร้างกำไร จากรูปแบบ กราฟ Forex ทั้ง 7

โดยทั่วไป รูปลักษณ์ของกราฟแท่งเทียน หรือรูปแบบของราคา (Price Pattern)ที่ปากฎในแต่ล่ะช่วงเวลา (Time frame) มีลักษณะหลากหลายรูปแบบ ในบทความนี้ จะขอหยิบยกเอาเฉพาะ รูปแบบของกราฟแท่งเทียนหรือรูปแบบของราคา ที่นักลงทุน forex ส่วนใหญ่ นิยมใช้วิเคราะห์หาจุดเข้าเทรดเพื่อทำกำไร ซึ่งประกอบด้วย

กราฟ Forex ที่มีรูปแบบทั้ง 7 ดังนี้

  • สามเหลี่ยมธง (Symmetrical Triangles)
  • สามเหลี่ยมเฉียงขึ้น (Ascending Triangles)
  • สามเหลี่ยมเฉียงลง (Descending Triangles)
  • หัวยก (Double Top)
  • ก้นหยัก (Double Bottom)
  • หัวและไหล่ (Head and Shoulders)
  • หัวและไหล่กลับหัว (Reverse Head and Shoulders)

1.สามเหลี่ยมธง (Symmetrical Triangles) แบ่งย่อยออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

  • สามเหลี่ยมธง-ขาขึ้น (Symmetrical Triangles in an up trend)
  • สามเหลี่ยมธง-ขาลง (Symmetrical Triangles in a downtrend)

สามเหลี่ยมธง (Symmetrical Triangles in an up trend) ลักษณะของกราฟแท่งเทียนก็เหมือนกับชื่อที่เรียกคือ เป็นรูปสามเหลี่ยมธง ที่เกิดจากปลายเส้นของแนวรับกับแนวต้าน เฉียงเข้าหากันจนเป็นรูปสามเหลี่ยม การที่เส้นแนวต้านกับแนวรับเฉียงบีบเข้าหากันมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดแรงอัดฉีด ของราคา จนราคาระเบิดทำให้ทะลุ (Break out) เส้นแนวรับหรือแนวต้าน จากแรงของระเบิด ราคาจึงพุ้งกระฉูด แล้วกระโดนไปอย่างรวดเร็ว รูปแบบกราฟเช่นนี้ จึงเป็นอีกโอกาสหนึ่ง ในการหาจังหวะเข้าซื้อหรือขายของนักเก็งกำไรเป็นอย่างดี

ตัวอย่าง จังหวะเข้าเทรด และเป้าหมายกำไร (กราฟแท่งเทียนรูปแบบสามเหลี่ยมธง-ขาลง )

จากตัวอย่างภาพข้างบน ซึ่งเป็นการอธิบายเกี่ยวกับการหาจังหวะเข้าเทรด และกำหนดเป้าหมายกำไร ของกราฟแท่งเทียนรูปแบบสามเหลี่ยมธง-ขาลง (Symmetrical Triangles in a downtrend) ในกรณีที่เป็นขาขึ้น (Symmetrical Triangles in an up trend) หลักการหรือวิธีใช้ก็มีลักษณะแบบเดียวกัน แต่เป็นคนล่ะเทรนด์เท่านั้นเอง

2.สามเหลี่ยมเฉียงขึ้น (Ascending Triangles)

กราฟแท่งเทียนรูปแบบสามเหลี่ยมเฉียงขึ้น เกิดจากเส้นแนวต้านเป็นเส้นตรงหรือใกล้เคียง และมีเส้นแนวรับ เฉียงขึ้น เข้าหาเส้นแนวต้าน เมื่อเฉียงเข้าใกลักันมากๆ จะเกิดเป็นรูปแบบสามเหลี่ยมเฉียงขึ้น ทำให้ราคามีโอกาสที่จะระเบิด แล้วทะลุ (Break out)เส้นแนวรับหรือแนวต้านได้ ความหมายของกราฟรูปแบบนี้คือ แรงซื้อไม่สามารถทะลุแนวต้านได้ แต่แรงซื้อก็ยังสามารถผักดันราคาที่ต่ำ ให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ จากกราฟที่มีรูปแบบนี้ ในหลายๆสำนัก(หนังสือหรืออาจารย์) มักกล่าวว่าราคาที่อยู่ในเทรนด์ขาขึ้นนั้น จะยังคงขึ้นต่อไป รูปแบบของกราฟ บางครั้ง (บ่อยเหมือนกัน) อาจจะการเกิด double top or triple top (false) หลอกเกิดขึ้นแต่ท้ายสุดราคาก็สามารถดีดตัวขึ้นไปต่อ หรืออาจจะสวนเทรนด์กลับก็ได้เช่นกัน

ในมุมมองนักเขียนบทความนี้ ในฐานะที่เชื่อและได้ทำตามคำแนะนำของอาจารย์หลายๆท่าน ด้วยประสบการณ์ (เกือบ 20 ปี) และผ่านการขาดทุนมาอย่างโซกโซน ข้าพเจ้าเชื่อว่า 50/ 50 เนื่องจากดูจากหลายๆกราฟที่ผ่านมา ค่อนข้างจะตรงกันข้ามกับทฤษฎีเพราะมันมักกลับตัวจากขึ้นเป็นลงบ่อยเหมือนกัน

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

ฉนั้นเรื่องกราฟควรฟังหูไว้หู ไม่ใช่เชื่อสนิทแล้วทำตามทั้งหมด เพราะบางสถานะการ ราคามันก็ไม่วิ่งตามทฤษฎีที่กล่าวอ้างกัน

3.สามเหลี่ยมเฉียงลง (Descending Triangles)

แท่งเทียนรูปแบบสามเหลี่ยมเฉียงลง ลักษณะรูปแบบของมัน ก็ตรงกันข้ามกับกราฟแท่งเทียนรูปแบบสามเหลี่ยมเฉียงขึ้น รายละเอียดโดยรวมทั้งหมดก็คล้ายคลึงกัน ต่างกันแค่มันเฉียงไปคนล่ะทาง (รู้แล้วล่ะครับอิอิ) สรุปรูปแบบของมันคือ เส้นแนวรับเป็นเส้นตรง ส่วนเส้นแนวต้านเป็นเส้นเอียง คือมันจะเอียงหรือเฉียงลงมาบรรจบกับเส้นแนวรับ รูปแบบเช่นนี้หมายถึง เส้นแนวต้านมีความแข็งแกร่งมาก สถานะการณ์ตอนนี้บอกว่า ผู้ขายกำลังมาแรง แบบแซงทางโค้ง ผู้ขายอยู่เหนือผู้ซื้อ มีความได้เปรียบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาที่สูงสุด (High) ทยอยต่ำลงเรื่่อยๆ จนสามารถทะลุแนวรับได้ และยังคงปรับตัวลดลงต่อไป

ปกติโดยทั่วไป ตลาดที่เป็นช่วงขาลง จะวิ่งเร็วกว่าตลาดช่วงขาขึ้น ฉะนั้นการเข้าออเดอร์ Sell จึงเป็นโอกาสของทำกำไรที่ดีและเร็วกว่า ออเดอร์ Buy นั่นเอง แต่ก็ต้องเข้าให้มันถูกทางด้วยนะครับ ไม่ใช้่ไปเข้าออเดอร์ sell กับตลาดที่มันกำลังวิ่งขึ้น (!!แซวเล่น อิอิ)

4.หัวหยัก หรือ ตัว M (Double Top)

กราฟเเท่งเทียนรูปแบบหัวหยัก หรือตัว M มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Double Top มีลักษณะคือ ราคาวิ่งขึ้นมาชนแนวต้าน 2 ครั้ง โดยที่ไม่ทะลุ ทำให้เกิดเป็นเหมือนหัวหยักหรือรูปตัว M ที่ใช้เราเรียก

จากภาพตัวอย่าง จะเห็นว่ากราฟรูปแบบ Double Top มีการกลับตัวคือ เปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง และเมื่อราคาทะลุ (Break out) เส้น Neckline แล้ว ราคาก็ยังมีการปรับตัวลงอยู่ตลอด เราจึงสามารถใช้กราฟ Double Top นี้ เป็นสัญญาณเตือนบอกว่า ราคาอาจจะมีการกลับตัวหรือสวนเทรนด์ และยังใช้เป็นสัญญาณบอกจุดเข้าออเดอร์ Sell หากราคาวิ่งทะลุ (Break out) เส้น Neckline แล้ว

5.ก้นหยัก หรือตัว w (Double Bottom)

กราฟแท่งเทียนรูปแบบก้นหยัก หรือที่ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Double bottoms มีรูปแบบลักษณะเช่นเดียวกันกับ หัวหยัก จะต่างกันก็เพียงแค่มันกลับหัวเท่านั้น สาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนี้คือ มีแรงขายวิ่งเข้ามาชนเส้นแนวรับ 2 ครั้ง โดยที่ไม่สามารถทะลุเส้นแนวรับได้ นี่จึงเป็นเหมือนสัญญาณบอกว่า เทรนด์ที่กำลังเป็นอยู่ อาจจะมีการกลับตัว หรือสวนทาง เพราะแรงขายกำลังจะอ่อนตัว หรือหมดกำลังลงไป และถ้าหากเด้งกลับแล้วทะลุ (Break out) เส้น Neckline ขึ้นมา นั่นคือจุดที่เทรดเดอร์ ควรเข้าออเดอร์ Buy ทันที ตามตัวอย่าง

6.หัวและไหล่ ( Head and Shoulders)

กราฟแท่งเทียนที่มีรูปแบบ หัวและไหร่ ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่บ่งบอกถึงการกลับตัวของเทรนด์ รูปลักษณ์ของกราฟชนิดนี้ คือจะมีจุดสูงสุด 3 จุด โดยจุดแรกกับจุดสุดท้าย(จุดที่ 3 ) จะมีความสูงเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ส่วนจุดที่ 2 ซึ่งอยู่ตรงกลาง จะสูงกว่าพื้นเพื่อน จึงทำให้เหมือนรูป หัวและไหล่ (Head and Shoulders) ตามที่เราเรียก

ตัวอย่าง กราฟแท่งเทียนรูปแบบหัวและไหร่ (Head and Shoulders)

จากภาพตัวอย่าง จะเห็นว่าเทรนด์มีการกลับตัว เปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง เมื่อราคาทะลุแนวรับ (เส้น Neck Line) นั่นคือจุดที่ควรเข้าออเดอร์ sell และควรกำหนดเป้าหมายการทำกำไร ตามระยะห่วงจากจุด Head กับเส้นแนวรับ

7.หัวและไหล่กลับหัว ( Reverse Head and Shoulders)

กราฟแท่งเทียนที่มีรูปแบบ หัวและไหร่กลับหัว ก็จะเหมือนกับ Head and Shoulders เพียงแต่มันกลับหัวเท่านั้น สามารถใช้เป็นสัญญาณเตือนว่า ราคาอาจจะเกิดการกลับตัวหรือสวนเทรนด์ได้

จากภาพตัวอย่าง จุดที่ควรเข้าออเดอร์ คือจุดที่ราคาทะลุ (Break out) เส้นแนวต้าน (Neck Line) จะสังเกตเห็นว่า ราคาเริ่มขยับตัวขึ้นไปเรื่อยๆ และอาจจะมีลงบ้าง แต่ท้ายสุดก็สามารถขยับตัวเป็นขาขึ้นต่อไปในที่สุด

กลยุทธ์หาจังหวะเข้าจังหวะออก

ในการซื้อขายค่าเงิน หรือการเทรดคู่เงินในตลาด Forex นั้น การหาจังหวะเข้า หรือออกออเดอร์ที่ดีที่สุด ก็เท่ากับเรามีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ถ้าหากเราออกออเดอร์ผิดที่ เทรดกี่ทีก็ไม่ได้กำไร ต้องมาเสียเวลาแก้ไขอยู่ร่ำไป จนสุดท้ายก็ต้องไปตายเอาดาบหน้า กุมชะตากรรม ยอมรับการขาดทุนไปในที่สุด มันจึงดูไม่เข้าท่าเอาซะเลย ว่าไหมครับ?

ฉนั้นการรู้จังหวะเข้า รู้จังหวะออก(ออเดอร์) จึงเป็นศาสตร์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการเทรดให้ได้กำไร ช่วยให้สามารถอยู่ในตลาดได้นาน เพราะเมื่อเราเริ่มต้นมาดีแล้ว ย่อมมีความได้เปรียบมากกว่าเสียเปรียบนั่นเอง

กลยุทธ์หาจังหวะเข้า หรือจากออกออเดอร์ด้วย Oscillators CCI , MACD

เป็นกลยุทธ์หาจังหวะเข้าออกออเดอร์ง่ายๆ โดยอาศัย สัญญาณที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง จากจุดเข้า-จุดออกในตลาด ซึ่งประกอบด้วย 2 ตัวช่วย(อินดี้) คือการใช้ Oscillators CCI กับ MACD ในหน้าต่างเดียวกัน (ทับซ้อนกัน) ซึ่งจะใช้ได้ผล หรือให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด กับไทมเฟรมที่ M1 – H1 สำหรับไทมเฟรมที่แนะนำคือ M5
การตั้งค่าตัวชี้วัดกำหนดตามนี้คือ

  • MACD: Period (Fast EMA – 12, slow EMA – 26, Signal SMA – 2)
  • CCI : Period – 14

เนื่องจากเราใช้อินดี้ 2 ตัว (MACD,CCI) ในหน้าต่างเดียวกัน เราจึงต้องลากอินดี้ทั้งสองตัวดังกล่าวมาทับซ้อนกัน โดยไปที่เมนู Navigator >> indicators >> แล้ว MACD ไปยังกราฟก่อน >> จากนั้นลาก CCI ไปทับซ้อนอีกที ในหน้าต่างโซนเดียวกัน และอย่าลืม Set ค่า MACD ไว้ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น

ตัวอย่างการ Set ค่า MACD: Period (Fast EMA – 12, slow EMA – 26, Signal SMA – 2)

1. การจับหวะหาตำแหน่งเข้า-ออกออเดอร์กรณีซื้อ (ฺBuy)

เปิดออเดอร์ซื้อ (เข้าออเดอร์) เมื่อเส้น CCI (สีฟ้า) ข้ามเส้น +100 จากล่างขึ้นบน ในขณะที่ตัวชี้วัด MACD จะต้องอยู่เหนือเส้นแบ่ง 0

ปิดออเดอร์ซื้อ (ออกจากออเดอร์) เมื่อเส้น CCI ย้อนกลับมาที่ระดับ +100 หรือข้ามขอบ MACD แนะนำดูจากภาพตัวอย่างด้านล่างกรณีซื้อ

2. การจับหวะหาตำแหน่งเข้า-ออกออเดอร์กรณีขาย (ฺSell)

เปิดออเดอร์ขาย (เข้าออเดอร์) เมื่อเส้น CCI (สีฟ้า) ข้ามเส้น -100 ลงมา ในขณะที่ตัวชี้วัด MACD อยู่ต่ำกว่าเส้นแบ่ง 0

ปิดออเดอร์ขาย (ออกจากออเดอร์) เมื่อเส้น CCI ย้อนกลับมาที่ระดับ -100 หรือข้ามขอบ MACD แนะนำดูจากภาพตัวอย่างด้านบนกรณีขาย

ในการเทรดด้วยกลยุทธ์นี้คุณจะต้องเฝ้าติดตามเทอมินัลอ่านตัวชี้วัด เพราะตัวเลือกนี้ไม่ได้ให้ฟังก์ชั่นในการวาง stop loss หรือ take profit

หมายเหตุ: มุมมองผู้เขียนจากการใช้กลยุทธ์นี้ มองว่า กรณีที่จะปิดหรือออกจากออเดอร์ไม่ว่าจะซื้อหรือขายนั้น ควรปิดทันทีเมื่อมองเห็นว่าราคาจะไม่ไปต่อ หรือมันกำลังจะสวนทาง

รูปแบบกราฟ forex ราคาบอกควรซื้อหรือขาย Price Pattern

ข้อมูลจากอดีต ที่มีสถิติบอกอนาคตให้เห็นเป็นตัวอย่าง(ได้ผล) สามารถเลือกนำไปใช้ได้ตามความเหมาะสม ก็ไม่ได้มากมายอะไร แล้วทำไมต้องไปศึกษาอะไร วุ่นวาย มากมาย เยะแยะ ให้มันปวดหัวทำไม.

. อ้าว เห้ย !! ไหงพูดอย่างงั้น? คนขยันเขาก็เสียความรู้สึกนะซิ อุตสาห์ตั้งใจใฝ่หาความรู้ใหม่ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น?

. แฮะๆ ครับ สำหรับท่านใดที่มุ่งมั่น ขยัน มั่นเพียร เก็บเกี่ยวความรู้ต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุน ท่านทำถูกต้องดีแล้วครับ ขอเป็นกำลังใจ ให้สู้ๆต่อไปนะครับ ที่เกริ่นๆออกมาแนวนี้ ก็เผื่อเอาใจ นักลงทุนบางท่านที่ค่อนข้างจะขี้เกียจ ซึ่งมันก็ไม่ค่อยจะเข้าท่าเท่าไหร่ และตัวผู้เขียนเองก็เป็นเหมือนกัน 5555 อย่าว่ากันเลยนะครับ ..อ่า..ไร้สาระมากไปหน่อย ไปเข้าเรื่องเงินๆทองๆ ดีกว่า

ในบทความนี้จะมาพูดถึงรูปแบบกราฟ หรือรูปแบบราคา (Price Pattern) ที่มันช่วยบอกอนาคตได้ โดยอิงสถิติจากอดีต ที่เป็นที่ยอมรับกัน แต่เวลาเอามาใช้ ก็ใช่ว่ามันจะได้ผลเสมอไป หรือเหมาะกับทุกคนนะครับ เพราะรูปแบบราคาที่ว่านี้เขา ศึกษากันทั้งโลก แล้วเมื่อคนส่วนใหญ่มองเห็นเหมือนกัน ก็ต้องมีคนบางส่วนที่มองต่าง แล้วถ้าคนบางส่วนที่มองต่างนั้นเป็นขาใหญ่ (ใหญ่มากๆระดับเจ้ามือ) สามารถเทซื้อหรือขาย ให้ราคาไม่ไปตามทางที่คนส่วนมากมองกัน นั่นก็คือ งานเข้า ทุนหายกำไรหด แม่งเม่าโดดเข้ากองไฟโดนเล่นงานไปตามๆกันก็เห็นมาเยอะ ฉนั้นไม่มีสูตรไหนตายตัว หรือดีที่สุดครับ เพราะดวงจะมีหรือไม่มีโชค มันก็มีส่วนอยู่เหมือนกัน สำหรับสไตล์การเทรดนั้นก็มีหลายแบบ บางท่านก็อาจจะมีเทคนิคการเทรดแบบเป็นระบบ หรือบางท่านก็อาจจะเทรดกราฟเปล่าๆ แบบ Price Action แต่ในขณะที่บางท่านก็ชอบใช้อินดี้ด้วยกลยุทธ์ต่างๆนาๆ ในการทำกำไร สรุปไม่ว่าใครจะเป็นเทรดเดอร์สไตล์ไหน แต่ถ้าทำแล้วมันได้กำไร แบ่งเงินมาให้ผมใช้ด้วยบ้างก็ดีนะครับ (แฮะๆแซวเล่นครับ)

รูปแบบราคาที่บอกแนวโน้มอนาคตได้ (Price Pattern) แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

  1. รูปแบบราคา ทิศทางต่อเนื่อง (Continuation Pattern)
  2. รูปแบบราคา เปลี่ยนทิศทาง (Reversal Pattern)
  3. รูปแบบราคา ยังไม่ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง (Sideway Pattern)

ตัวอย่าง รูปแบบราคาทิศทางต่อเนื่อง (Continuation Pattern) ขาขึ้น (Bullish)

ตัวอย่าง รูปแบบราคา ทิศทางต่อเนื่อง (Continuation Pattern) ขาลง (Bearish)

ตัวอย่างรูปแบบราคา เปลี่ยนทิศทาง (Reversal Pattern)ขาขึ้น (Bullish)

ตัวอย่างรูปแบบราคา เปลี่ยนทิศทาง (Reversal Pattern)ขาลง (Bearish)

ตัวอย่าง รูปแบบราคา ยังไม่ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง (Sideway Pattern)

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

รายได้ออนไลน์
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: