รูปแบบ harmonic ในการเทรด forex

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

Contents

รูปแบบ Harmonic ในการเทรด Forex

รูปแบบราคา Harmonic เป็นการทำรูปแบบราคาเรขาคณิตไปสู่ระดับถัดไปโดยการใช้ Fibonacci retracement เพื่อกำหนดจุดเปลี่ยนที่แม่นยำ ซึ่งแตกต่างจากวิธีการเทรดทั่วไปอื่นๆ การเทรด Harmonic พยายามที่จะทำนายการเคลื่อนไหวในอนาคต ลองดูตัวอย่างวิธีใช้รูปแบบราคา Harmonic, รวมถึง Gartley, Butterfly, Bat, Crab, และ Shark ที่ใช้ในการเทรด

เรขาคณิตของรูปแบบ Harmonic

รูปแบบ Harmonic มีโครงสร้างมาจากรูปแบบเรขาคณิต (การย้อนกลับ และการแกว่งตัวหรือขา) การใช้ ชุดตัวเลขของ Fibonacci โครงสร้าง harmonic เหล่านี้ ถูกระบุรูปแบบเจาะจง (harmonic) ที่ให้โอกาสที่ไม่ซ้ำสำหรับนักเทรด, เช่นการเคลื่อนไหวของราคาที่เป็นไปได้ และจุดเปลี่ยนสำคัญ หรือจุดกลับตัวของแนวโน้ม ปัจจัยนี้จะเพิ่มความได้เปรียบให้กับนักเทรด เนื่องจากรูปแบบ harmonic พยายามที่จะให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือสูงในรายการราคาเข้า, หยุด และข้อมูลเป้าหมาย ซึ่งอาจจะมีหลักสำคัญที่แตกต่างโดย indicator หรือ oscillators อื่นๆ และวิธีการทำงาน

มีบทความมากมายเกี่ยวกับ Fibonacci และทฤษฎีที่ว่าด้วยตัวเลขที่มีอยู่ในธรรมชาติ และในโลกของการเงิน สำหรับการอ่านข้อมูลเพิ่มเติมในบทความของเรา “Fibonacci คืออะไร” และ “การเทรดด้วย Fibonacci Retracements”

ภาพด้านล่างแสดงให้เห็นถึงวิธีการใช้อัตราส่วน Fibonacci เพื่อใช้ retracement, extension, projection, และ expansion swings

ประเภทของรูปแบบ Harmonic

มีรูปแบบ harmonic ที่ค่อนข้างจะหลากหลาย, ถึงแม้จะมีห้ารูปแบบที่ได้รับความนิยม ตามนี้:

  • Gartley pattern
  • Butterfly pattern
  • Bat pattern
  • Crab pattern
  • Shark pattern

คุณสามารถทดสอบสัญญาณการเทรดของรูปแบบ Harmonic โดยการเขียน EA Forex ด้วย Expert Advisor Generator (ทดลองใช้ฟรี 14 วัน)

รูปแบบ Gartley

รูปแบบ harmonic bullish มักเห็นได้ง่ายในช่วงต้นแนวโน้ม, และเป็นสัญญาณคลื่นที่กำลังจะสิ้นสุดลง และเคลื่อนที่ขึ้นไปตามจุด D

นี่คือวิธีการอ่านกราฟรูปแบบ Gartley เราจะใช้ตัวอย่าง bullish ราคาเคลื่อนที่ขึ้นไปที่ A, จากนั้นทำการปรับฐาน และ B คือ 0.618 retracement ของคลื่น A ราคาเคลื่อนที่ขึ้น BC, และจุด C เป็น 0.382 – 0.886 retracement ของ AB การเคลื่อนที่ถัดไปลงที่ CD, และเป็น 1.13 – 1.618 ของ AB จุด D คือ 0.786 retracement ของ XA นักเทรดหลายๆคน จะมองที่ CD เพื่อเป็นส่วนขยาย 1.27 – 1.618 ของ AB

พื้นที่ D ที่รู้จักกันว่าเป็นโซนกลับตัวที่อาจเป็นไปได้ ที่จะพบในตำแหน่ง long ที่สามารถจะเข้าได้, ถึงแม้ต้องรอการยืนยันจากการยืนยันบางอย่างของราคาเริ่มต้นในการขึ้น การ stop-loss ถูกวางไม่ไกลจากด้านล่างของจุดเข้า, ถึงแม้ว่าจะมีการพูดถึง วิธี stop-loss ที่ผ่านมา

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

สำหรับรูปแบบ harmonic bearish, ดูที่การเทรด short ใกล้ D, โดย stop loss ไม่ไกลจากด้านบน

รูปแบบ Butterfly

รูปแบบ Butterfly นั้นแตกต่างจาก the Gartley เนื่องจาก butterfly มีจุด D ขยายออกไปเกินกว่าจุด X

เราจะดูที่ตัวอย่าง bearish เพื่อทะลุลงมาตามตัวเลข ราคาจะเริ่มลงมาที่ A กลับขึ้นไปที่ AB คือ 0.786 retracement ของ XA BC คือ 0.382-0.886 retracement ของ AB CDคือ 1.1618-2.24 ส่วนขยายของ AB D คือที่ 1.27 ส่วนขยายของคลื่น XA D คือพื้นที่ที่จะพิจารณาเทรด short, ถึงแม้ต้องรอการยืนยันของราคาเริ่มต้นการเคลื่อนที่ลงต่ำ วางจุด stop loss ไม่ไกลจากด้านบน

ทั้งหมดของรูปแบบเหล่านี้, นักเทรดบางรายมองอัตราส่วนระหว่างตัวเลขที่กล่าวถึง, ขณะที่บางรายมองอย่างเดียวหรืออื่นๆ ตัวอย่าง, ด้านบนที่กล่าวถึง CD คือ 1.618-2.24 ส่วนขยายของ AB นักเทรดบางรายจะมองเพียง 1.618 หรือ 2.24, และไม่สนใจตัวเลขในระหว่างนั้นที่ใกล้ๆกันกับตัวเลขที่เจาะจงเหล่านี้

รูปแบบ Bat

รูปแบบ Bat คล้ายกับ Gartley ในภาพที่แสดง, แต่ไม่เหมือนกันที่การวัดค่า

ดูที่ตัวอย่าง Bullish มีการเคลื่อนที่ขึ้นตาม XA B ย้อนกลับมาที่ 0.382-0.5 ของ XA BC ย้อนกลับขึ้นไปที่ 0.382-0.886 ของ AB CD คือ 1.618-2.618 ส่วนขยายของ AB D คือ 0.886 retracement ของ XA D เป็นพื้นที่ที่จะมองเพื่อเข้า long, ถึงแม้ว่าต้องรอราคาเพื่อเริ่มขึ้นก่อนที่จะเข้าออเดอร์ การ stop-loss สามารถวางไม่ไกลจากจุดด้านล่าง

สำหรับรูปแบบ bearish, ดูการเข้า short ที่ใกล้ D, โดย stop loss ไม่ไกลจากด้านบน

รูปแบบ Crab

รูปแบบ Crab ถือเป็นรูปแบบ harmonic ที่แม่นยำที่สุดรูปแบบหนึ่ง, ที่ให้การกลับตัวที่ใกล้เคียงมากกับตัวเลข Fibonacci

รูปแบบ harmonic นี้ คล้ายกับ butterfly, แต่ต่างกันที่การวัดค่า

ในรูปแบบ bullish, จุด B จะดึงกลับมาที่ 0.382-0.618 ของ XA BC จะย้อนกลับขึ้นไปที่ 0.382-0.886 ของ AB CD ส่วนขยาย 2.618-3.618 ของ AB จุด D คือ 1.618 ส่วนขยายของ XA ทำการเข้า long ใกล้กับ D, โดยว่าง stop loss ไม่ไกลด้านล่าง

สำหรับรูปแบบ Crab bearish, เข้า short ใกล้จุด D, โดยวาง stop loss ไม่ไกลจากด้านบน

รูปแบบ Shark

รูปแบบ Shark คือรูปแบบใหม่ของ harmonic มันมีรูปแบบที่ไม่เหมือนใครที่เรียกว่า Extreme Harmonic Impulse Wave ซึ่งจะทำการทดสอบแนวรับ/แนวต้านใหม่อีกครั้ง ในขณะที่มาบรรจบกันในพื้นที่ของ 0.886 retracement – 1.13 ส่วนขยาย

ในทุกกรณี, จุดสิ้นสุดต้องรวมถึงแนวรับ/แนวต้านที่มีกำลัง 88.6% เป็นข้อกำหนดขั้นต่ำ นอกจากนี้, Harmonic Impulse Wave จะขยายขั้นต่ำที่ 1.618 ซึ่งประกอบด้วย 88.6% retracement ที่กำหนดโครงสร้างที่มีสองการวัด Harmonic เพื่อกำหนดระดับขั้นต่ำ ในหลายๆกรณี, price action จะกลับมาทดสอบใหม่ที่จุดเริ่มต้นของรูปแบบ และกำหนดโอกาสที่ดีที่สุดเพื่อให้ได้จุดได้เปรียบในตลาด forex ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วภายในช่วงที่จำกัดของเวลา

ตัวอย่างรูปแบบ Harmonic

รูปแบบ Gartley แสดงด้านล่างคือ 5-จุด รูปแบบ harmonic bullish รูปแบบนี้คล้ายกับรูปแบบตัว “M” หรือ “W” และถูกกำหนดโดย 5 จุดสำคัญ รูปแบบ Gartley เป็นการสร้าง2ขา retracement และ 2 ขา impulse swing, ตามรูปแบบ 5-จุด การแกว่งตัวทั้งหมดนี้สัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับอัตราส่วน Fibonacci จุดกึ่งกลาง (สายตา) ของรูปแบบคือ “B”, ที่กำหนดรูปแบบ, ขณะที่ “D” คือตัวกระทำ หรือจุดสำคัญที่เข้าการเทรด รูปแบบแสดงการเข้าเทรด, หยุด และระดับเป้าหมายจากระดับ “D”

ตามกราฟที่แสดงจุดอื่นๆ 5-จุด รูปแบบ harmonic (Butterfly Bearish) รูปแบบนี้คล้ายกับ 5-จุด รูปแบบ Gartley ด้านบน, แต่กลับหัวกัน รูปแบบนี้เป็นรูปร่างตัว “W” โดย “B” อยู่ตรงกลาง (สายตา) ของรูปแบบ รูปแบบนี้แสดงการเข้าเทรด, หยุด และระดับเป้าหมายจาก “D” ใช้ขา “XA”

การวิเคราะห์รูปแบบ Harmonic

รูปแบบ harmonic อาจจะยากที่จะมองดูด้วยตาเปล่าใน การเทรด forex และ การเทรดหุ้น, แต่, เมื่อนักเทรดเข้าใจโครงสร้างรูปแบบ, พวกเขาก็สามารถเห็นความสัมพันธ์จุดต่างๆด้วยเครื่องมือ Fibonacci รูปแบบหลัก harmonic คือรูปแบบ 5-จุด (Gartley, Butterfly, Crab, Bat, Shark) รูปแบบเหล่านี้เน้นที่ 3-จุด (ABC) หรือ 4-จุด (ABCD) ราคาทั้งหมดแกว่งตัวระหว่างจุดเหล่านี้ที่มีความสัมพันธ์กัน และมีอัตราส่วน harmonic บนพื้นฐานของ Fibonacci รูปแบบก่อตัว หรือ เป็นรูปแบบสมบูรณ์โครงสร้างรูปร่าง “M” หรือ “W” หรือการรวมกันของ “M” และ “W”, ในกรณีของ 3-drives รูปแบบ Harmonic (5-จุด) มีจุดเริ่มต้นสำคัญ (X) ตามด้วยคลื่น (XA) ตามมาด้วยคลื่นที่เป็น “EYE” ที่ (B) เพื่อเป็นขา AB ที่สมบูรณ์ จากนั้นตามมาด้วยคลื่นแนวโน้ม (BC) และสมบูรณ์ในอันดับสุดท้ายด้วยขา (CD) อัตราส่วน harmonic ที่สำคัญ ระหว่างขาที่กำหนดเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ บนพื้นฐาน retracement หรือบนพื้นฐานของ extension, ก็จะใช้ชื่อ (Gartley, Butterfly, Crab, Bat, Shark) เหมือนกัน หนึ่งในจุดสำคัญที่ควรจำคือ รูปแบบ harmonic 4-จุด และ 5-จุด ที่มีการเน้นรูปแบบ ABC (3-จุด)

รูปแบบ harmonic 5-จุด ทั้งหมด (Gartley, Butterfly, Crab, Bat, Shark) มีหลักการและโครงสร้างที่คล้ายกัน ถึงแม้จะแตกต่างกันในแต่ละอัตราส่วน และตำแหน่งของจุดหลักสำคัญ (X, A, B, C, D), เมื่อคุณเข้าใจหนึ่งรูปแบบ, มันก็จะง่ายที่จะเข้าใจรูปแบบอื่นๆ ซึ่งมันอาจจะช่วยนักเทรดในการใช้ซอฟแวร์ให้จดจำรูปแบบได้แบบอัตโนมัติ เพื่อกำหนดรูปแบบเหล่านี้, มากกว่าที่จะใช้ตาเปล่าในการหา หรือจัดการกับรูปแบบ

ทำความเข้าใจวิธีดูรูปแบบ Harmonic นั้นสำคัญ, แต่ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือ, MT5 platform ให้คุณใช้เครื่องมือ Fibonacci และผู้สอนของเราสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องสำหรับคุณ เปิด บัญชี forex และสังเกตวิธีที่ รูปแบบ Gartley, Butterfly หรือ Crab สามารถทำเงินให้คุณได้อย่างจริงจัง

คุณสามารถทดสอบสัญญาณการเทรดของรูปแบบ Harmonic โดยการเขียน EA Forex ด้วย Expert Advisor Generator (ทดลองฟรี 14วัน)

รูปแบบราคา Harmonic

คุณมีรูปแบบกราฟพื้นฐาน ในกล่องเครื่องมือ มาก พอสมควร ตอนนึ้ถึงเวลาที่จะเดินก้าวต่อไป และ หาเครื่องมือที่รุดหน้ากว่า เพื่อใช้ในการเทรด .

วิธีเลือก EA Forex ที่ดีในการเทรด

การเทรดแบบฮาร์โมนิค (Harmonic)

ฮาร์โมนิค (Harmonic)

ความคล้ายคลึงกันระหว่างรูปแบบแผนภูมิพื้นฐาน คือว่าสำหรับรูปร่างแต่ละรูปร่างและโครงสร้างเป็นปัจจัยสำคัญในการรับรู้และตรวจสอบความถูกต้องเฉพาะเจาะจง แบบแผน การเคลื่อนไหวของราคาต่อไปจึงสามารถคาดการณ์ได้โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนรูปแบบเหล่านี้เป็นผลกำไร อย่างไรก็ตามความแตกต่างที่สำคัญคือรูปแบบฮาร์มอนิกมีการกำหนดอย่างแม่นยำมากขึ้น มีโครงสร้างการกลับรายการ 5 จุดซึ่งประกอบด้วยชุดค่าผสมที่ระบุไว้เป็นอย่างดี การย้อนกลับ Fibonacci และ ส่วนขยาย Fibonacci ทำให้ไม่สามารถตีความได้อย่างยืดหยุ่น
รูปแบบฮาร์โมนิคทำซ้ำได้เองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรวมตลาด มี 2 ​​ประเภทคือรูปแบบ: โครงสร้างการหักเห 5 จุดเช่น Gartley และ Bat และรูปแบบส่วนขยาย 5 จุดเช่น Butterfly และ Crab การค้ารูปแบบฮาร์โมนิต้องใช้ความอดทนเนื่องจากความจำเพาะของอัตราส่วนรูปแบบที่ปรากฏฮาร์มอนิกอาจไม่ได้หากไม่สอดคล้องกับการวัดที่เหมาะสม

3 ขั้นตอนในการเทรดโดยใช้รูปแบบราคาแบบ Harmonic

อย่างที่คุณได้รู้มาจากบทเรียนนี้ เราจะทำกำไรได้จากการเทรดแบบ ฮาร์โมนิคได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถระบุการเกิดรูปแบบอย่างสมบูรณ์แบบ และส่ง order เมื่อมันเกิดรูปแบบที่สมบูรณ์แล้ว

– ขั้นที่ 1: ระบุการเกิดรูปแบบ Harmonic

– ขั้นที่ 2: ประเมินรูปแบบ Harmonic ว่าอยู่ในระดับใด (Fibonacci)

– ขั้นที่ 3: ส่ง order Buy หรือ sell หลังจากที่รูปแบบ Harmonic เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว

ตามขั้นตอนดังกล่าว คุณสามารถระบุการเกิดรูปแบบ Harmonic ที่มีความน่าจะเป็นสูงในการทำกำไรได้

ขั้นที่ 1: ระบุการเกิดรูปแบบ Harmonic

ดูเหมือนรูปแบบ Harmonic ขึ้นมาบ้างรึยัง และ ณ จุดนี้ เราไม่แน่ใจว่ามันเป็นรูปแบบอะไร มันเหมือนรูปแบบ three drive แต่ว่าอาจจะเป็นรุปแบบ Bat หรือ Crab อีกก็เป็นได้

รึว่าอาจจะเป็นกวางมูส ก็ได้ แต่ช่างมันเถอะ เรามาหาจุดกลับตัวกันดีกว่า

ขั้นที่ 2: ประเมินรูปแบบ Harmonic ว่าอยู่ในระดับใด (Fibonacci)

ใช้เครื่องมือ Fibonacci ปากกา กระดาษ แล้วมาดูกัน

1. เส้น BCอยู่ที่ระดับ .618 ของเส้น AB

2. เส้น CD อยู่ที่ระดับ 1.272 extension ของเส้น BC

3. ความยาวของเส้น AB จะมีความยาวใกล้เคียงกับความยาวของเส้น CD

รูปแบบนี้ จะทำให้เกิดรูปแบบตลาดกระทิง ABCD ซึ่งเป็นสัญญาณให้เราซื้อ

ขั้นที่ 3: ส่ง order Buy หรือ sell หลังจากที่รูปแบบ Harmonic เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว

หลังจากที่เกิดรูปแบบราคาแล้ว สิ่งที่คุณจะต้องทำคือส่ง order ให้ถูกทาง ไม่ว่าจะเป็น Buy หรือ Sell

ในกรณีนี้ คุณควรจะซื้อที่จุด D ซึ่งอยู่ที่ 1.272 ของเส้น Fibonacci extension ของเส้น CB และใส่ stop loss ให้ต่ำกว่าราคาที่คุณส่ง order นิดหน่อย

ปัญหาของรูปแบบ Harmonic คือมันยากที่จะระบุจุดที่มันเกิดได้ ยากที่จะระบุประเภทของมันได้

นอกจากคุณจะเข้าใจขั้นตอนในการวิเคราะห์ต่าง ๆ แล้วคุณ่ต้องมีสายตาเฉียบคมในการระบุการเกิดรูปแบบฮาร์โมนิค และต้องอดทนเพื่อไม่ให้ตัวเองเขาไปในช่วงที่รูปแบบ Harmonic จะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว

สรุป รูปแบบราคาแบบ Harmonic

รูปแบบทิศทางราคาแบบ Harmonic ทำให้เราบอกได้ว่าจุดไหนที่เทรนด์จะไปต่อหรือจะเกิดจุดกลับตัว

รูปแบบทิศทางราคาแบบ Harmonic มี 6 แบบ :

– รูปแบบ Bat (ค้างคาว)

– รูปแบบ Butterfly (ผีเสื้อ)

ขั้นตอนพื้นฐานในการระบุการเกิดรูปแบบทิศทางราคาแบบ Harmonic มีดังนี้

– ขั้นที่ 1: ระบุการเกิดรูปแบบ Harmonic

– ขั้นที่ 2: ประเมินรูปแบบ Harmonic ว่าอยู่ในระดับใด (Fibonacci)

– ขั้นที่ 3: ส่ง order Buy หรือ sell หลังจากที่รูปแบบ Harmonic เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว

และ อีกครั้งรูปแบบ Harmonic จะมีความสมบูรณ์แบบเพียงใด แต่ว่ามันยากในการระบุ

เทคนิคการเทรด COT REPORT

Commitment Report of Trader (COT Report) คือ อะไร ?

รายงาน COT หรือ COT Report จัดเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการวิเคราะห์แนวโน้มของราคา ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ด้านพื้นฐาน (Fundamental Analysis) หรือ การวิเคราะห์ด้านเทคนิค (Technical Analysis) แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งๆที่มันมีประโยชน์อย่างมหาศาล แต่กลับไม่ค่อยได้รับความนิยมหรือถูกพูดถึงในวงกว้างนัก ด้วยระยะเวลาการออก COT Report แต่ละครั้งนั้นจะออกเพียง 1 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้ง ทำให้นักลงทุนส่วนหนึ่งมีความรู้สึกว่ารายงานตัวนี้ค่อนข้างช้าและไม่เป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะนักลงทุนที่เล่นใน TF ระยะสั้น และซื้อขายเร็ว จะแทบไม่เห็นประโยชน์ของรายงานฉบับนี้เลย

COT Report หรือ สถานะการถือครองสัญญา คืออะไร

COT Report คือการรายงานสถานะการถือครองสัญญา Futures ของนักลงทุนในกลุ่มต่างๆ โดยถูกจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

  1. Commercials = ผู้ที่ใช้สินค้าจริง (เส้นสีแดง) หมายถึง นักลงทุนที่ใกล้ชิดกับการผลิตสินค้าชนิดนั้น หรือเกี่ยวข้องโดยตรงกับปริมาณสินค้าในตลาด ยกตัวอย่างเช่น สำหรับตลาดทองคำ Commercials นี้จะหมายถึงนักลงทุนที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับเหมืองทอง ผู้ค้าทองรูปพรรณ ส่วนตลาด Forex ก็จะหมายถึง ผู้นำเข้า/ส่งของสินค้า Importer/Exporter เป็นต้น
  2. Large Speculators = นักลงทุนรายใหญ่ (เส้นสีเขียว) หมายถึง นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรทั่วไป แต่จะถูกจำแนกให้เป็นนักลงทุนรายใหญ่ด้วยปริมาณเงินทุนที่มากกว่านักลงทุนรายย่อยทั่วไป
  3. Small Trader = นักลงทุนรายย่อย (เส้นสีฟ้า) หมายถึง นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรทั่วไป ที่มีปริมาณเงินทุนไม่ถึงระดับที่จะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ได้

ความสำคัญของ COT Report

โดยทั่วไปแล้ว COT Report จะถูกใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ด้านเทคนิค เช่นเดียวกับ ข้อมูลพื้นฐานตัวอื่นๆ แต่มันจะให้ข้อมูลที่แตกต่างจากอินดิเคเตอร์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว อินดิเคเตอร์ก็คือเครื่องมือวัดการเคลื่อนไหวของราคา คือการนำเอาตัวเลขราคาในอดีตมาหาความสัมพันธ์ หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของตัวนักลงทุนว่าจะตีความหรือพยากรณ์สิ่งที่อินดิเคเตอร์แสดงผลออกมาในทิศทางใด

จากด้านบน จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เป็นปัจจัยให้อินดิเคเตอร์เคลื่อนไหว มีแค่ราคาเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น อินดิเคเตอร์ยอดฮิตอย่าง Moving Average ถ้าราคาปรับตัวขึ้น เส้น MA ก็จะปรับขึ้นด้วย และในทางตรงกันข้าม ถ้าราคาปรับตัวลง เส้น MA ก็จะปรับตัวลงด้วย ฉะนั้น ถ้ามองในมุมของคณิตศาสตร์ อินดิเคเตอร์ก็เป็นเพียงสมการ 1 ตัวแปร ที่แทบจะไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรกับนักลงทุนเลย กลับมาพูดถึงรายงาน COT อีกครั้ง รายงานตัวนี้จะบอกสถานะถือครองของนักลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถรับรู้ได้จากอินดิเคเตอร์ตัวใดๆเลย

คำถามคือ เราจะรู้ไปทำไมว่าใครซื้อขายอะไร มันสำคัญอย่างไร?

คำตอบของคำถามนั้น เป็นคำตอบเดียวกับการที่นักลงทุนไม่เลือกใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค หรือพึ่งพาอินดิเคเตอร์เพียงอย่างเดียว พวกเขาจะไม่เพียงแค่ดูกราฟแล้วพยายามมองมันให้ออก แต่พวกเขาจะพยายามหา ‘ราคาที่แท้จริง’ ของสินค้าตัวนั้น

COT REPORT แสดงให้เห็นอะไรบ้าง

COT Report แสดงปริมาณสัญญาของผู้เข้าร่วมหรือนักเทรดสามประเภทในแต่ละตลาดฟิวเจอร์ส เก็บข้อมูลตอนปิดวันทำการของวันอังคาร

  1. Commercial เป็นกลุ่มมีอำนาจมากที่สุดในตลาดและใน Forex นั้นจะเป็นผู้ทำประกันความเสี่ยง ไม่ใช่นักเก็งกำไร
  2. Non-commercial นักเทรดที่ใหญ่ที่สุดเป็นลำดับสองและใน Forex มักจะเป็นที่รู้จักกันในฐานะนักเก็งกำไรรายใหญ่เช่น เฮดจ์ฟันด์ ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ (CTA) และนักเทรดที่ปริมาณเทรดสูง
  3. Non-reportableเป็นนักเทรดรายย่อยที่เทรดในปริมาณน้อยและใน Forex ที่เป็นรู้จักในฐานะนักเก็งกำไรรายเล็ก

ราคาที่แท้จริง กับ COT Report

การหาราคาที่แท้จริงของสินค้าตัวใดนั้น นักลงทุนทั่วไปคงไม่สามารถพยากรณ์ราคาเองได้ แต่กลุ่มคนที่ใกล้ชิดกับราคาที่แท้จริงมากที่สุด ก็คือกลุ่มคนที่ใช้สินค้าจริง หรือ กลุ่ม Commercials ยกตัวอย่างเช่น ราคาทองคำ ในฐานะนักลงทุนทั่วไปอย่างเรา สิ่งที่เราจะเห็นก็มีเพียงราคาที่ขึ้นลงในกราฟเท่านั้น แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่า ราคาที่เห็นอยู่ในตลาดนั้น เป็นราคาที่สมเหตุสมผลหรือไม่ แพงไป หรือถูกเกินไป ซึ่งกลุ่มคนที่จะรู้ข้อมูลส่วนนี้ ก็คือกลุ่มคนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องโดยตรงกับทองคำ นั่นคือ ถ้ากลุ่ม Commercials เริ่มเข้าซื้อ นั่นแปลว่าราคาเริ่มลงมากเกินไปแล้ว พยากรณ์ได้ว่าราคาจะปรับตัวกลับขึ้นไปในไม่ช้านี้ แต่ถ้า Commercials เริ่มลดปริมาณการถือครองลง นั่นแปลว่าราคาเริ่มสูงเกินไปแล้ว พยากรณ์ได้ว่าราคาจะปรับตัวลงมาในไม่ช้านี้

สรุป

สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรทำเมื่อทำการเทรดโดยใช้ COT Report คือไม่ใช่แค่ว่ากลุ่ม Commercial หรือนักเก็งกำไรเป็นผู้ขายหรือผู้ซื้อสุทธิ แต่ว่าพวกเขาเปิดสัญญาซื้อหรือขายนานแค่ไหนเมื่อเทียบกับประวัติที่ผ่านมา ในเรื่องนี้ การเทรดที่จะให้ผลตอบแทนดีจะเกิดเมื่อสัญญาซื้อ/ขายทำลายสถิติเดิม

คนหรือ Bot ลงทุนให้เราดีกว่ากัน?

Robot or Ai trading

ใช้คนหรือ Bot ลงทุนให้เราดีกว่ากัน

การลงทุนล่ะ Robot จะทำได้ดีกว่าคนไหม

แนวคิดในการนำระบบเทรดอัตโนมัติ หรือ Robot Trading มาใช้ในการลงทุน เกิดจากจุดอ่อนที่ว่า “มนุษย์มีจิตใจ” ส่งผลให้การวิเคราะห์และตัดสินใจนั้นมีอคติ อ่อนไหวง่าย ทำให้มีอารมณ์เหนือการตัดสินใจ นอกจากนี้มนุษย์คือเผ่าพันธุ์ที่ขี้เกียจ ไม่ชอบทำงานที่ต้องใช้เวลา และทำแบบเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา ที่สำคัญมนุษย์ไม่ได้มีหน้าที่ลงทุนเพียงอย่างเดียว การโฟกัสหรือสมาธิมักจะถูกดึงออกไปได้ง่าย ทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้เสมอ

ดังนั้นจึงเกิดไอเดียการนำ Robot หรือคอมพิวเตอร์มาลงทุนแทนมนุษย์ โดยการสร้างระบบการเทรดอัตโนมัติขึ้น มีชื่อเรียกที่หลากหลาย เช่น Algorithmic Trading, Program Trading, Automated Trading, System Trading และ Robot Trading ซึ่งล้วนมีความหมายใกล้เคียงกัน นั่นคือ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์มาส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นได้ด้วยตัวมันเองทันที เมื่อราคาหุ้น สภาวะตลาดหรือตัวแปรอื่น ๆ เข้าเงื่อนไขของโมเดลที่ถูกเขียนขึ้นโดยมนุษย์นั่นเอง

Robot จะทำงานได้ดีกว่าคนได้อย่างไร

1. Robot ไร้อารมณ์: ซึ่งทำให้มันมีความโดดเด่นในด้าน “ความคงที่ของการตัดสินใจ” เนื่องจากมันไม่มีความรู้สึก จึงทนต่อแรงกดดันจากสภาวะต่าง ๆ ได้ โดยไม่มีผลกระทบต่อการคิดและตัดสินใจ ต่างจากมนุษย์ที่หากวันไหนใจไม่นิ่ง ความสามารถในการเทรดหุ้นก็จะลดลง นักลงทุนส่วนใหญ่ที่อ่อนไหวกับการเทรดมักกอดหุ้นที่ขาดทุนโดยหวังว่าจะขึ้นในอนาคต และพอได้กำไรก็รีบขายไม่เก็บไว้ ซึ่งจะต่างกับหุ่นยนต์ที่จะซื้อขายตามโปรแกรมที่กำหนดเท่านั้น

2. Robot ไม่ขี้เกียจ: ทำงานตามคำสั่งอย่างมีวินัย ด้วย Robot ทำงานตามกลยุทธ์การลงทุน เงื่อนไขต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นแล้ว พร้อมที่จะทำงานได้โดยอัตโนมัติอย่างไม่มีอิดออดแม้ว่าจะอยู่ในช่วงตลาดผันผวนก็ตาม หุ่นยนต์จะไม่มีวันเหลวไหล เพราะมันถูกป้อนคำสั่งให้ทำหน้าที่นั้นแล้ว เวลาได้กำไรก็จะไม่หลงระเริง เวลาตัดขาดทุนจะไม่มีอาการเสียดาย เวลาขายหมูก็จะไม่มานั่งคร่ำครวญเสียใจ

3. เราสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้: โดยส่วนใหญ่แล้วโปรแกรมจะนำข้อมูลย้อนหลังมาทำการพิสูจน์ไอเดียหรือกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลาย และนำไปออกแบบระบบเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติ การนำข้อมูลมาพิสูจน์ย้อนหลัง หรือ Backtesting นั้น จะช่วยให้เห็นภาพว่าผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นอย่างไร หากเราใช้กลยุทธ์แบบนี้แล้ว ความเป็นไปได้ที่จะได้กำไรนั้นมีมากน้อยแค่ไหน

4. มีประสิทธิภาพมากกว่า: Robot จะตัดสินใจและส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นเข้าไปในระบบอัตโนมัติ จึงทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มนุษย์ไม่จำเป็นต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอให้เสียเวลา หรือต้องส่งคำสั่งซื้อขายเองด้วยมือ เพราะบางครั้งก็ส่งคำสั่งผิด ๆ ถูก ๆ หลายคนจะสั่งขายแต่ไปกดซื้อเสียอย่างนั้น สู้ดีเราเอาเวลาไปทำอย่างอื่น เช่น ค้นหากลยุทธ์ในการลงทุนใหม่ ๆ จะดีกว่า

5. เพิ่มความเร็วในการซื้อขายได้ดีกว่า: หุ่นยนต์ทำได้เร็วกว่าแน่นอน เพราะถูกลงคำสั่งไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อเกิดสัญญาณซื้อหรือขายก็จะทำตามคำสั่งทันที ต่างจากมนุษย์ที่ต้องประมวลการตัดสินใจในสมองก่อน ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยีการเทรดความเร็วสูง (High Frequency Trading) พัฒนาไปเร็วมากถึงขั้นส่งคำสั่งได้หลายครั้งในช่วงเวลาแค่กะพริบตา และทำให้เราสามารถเทรดหุ้นหรือสินทรัพย์อื่น ๆ ได้มากขึ้น บ่อยขึ้น เทรดข้ามตลาดหุ้นหรือแม้แต่เทรดตลอด 24 ชม. ในบางตลาด เช่น FOREX ก็ได้

6. กระจายความเสี่ยงได้ดีและเลือกลงทุนได้หลายกลยุทธ์: การใช้ Robot เทรดหุ้นนั้นจะอนุญาตให้เราเทรดได้หลายบัญชีและหลากกลยุทธ์ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง ระบบคอมพิวเตอร์สามารถสแกนเพื่อหาโอกาสการลงทุนข้ามตลาดได้ทั่วโลก พร้อมส่งคำสั่งซื้อและเฝ้าสังเกตให้กับเรา

ข้อเสียของ Robot

1. ระบบคอมพิวเตอร์อาจล้มเหลว: ต้องการการตรวจสอบดูแลตลอดเวลา แม้จะบอกว่าการเทรดด้วย Robot ทำให้เรามีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอทั้งวัน แต่จริง ๆ แล้ว การทำงานอย่างอัตโนมัติก็ต้องมีการตรวจสอบและเฝ้าดูอยู่เป็นระยะ ๆ เพราะอาจเกิดเหตุระบบล้มเหลวได้ เช่น การเชื่อมต่อขัดข้อง เซิร์ฟเวอร์มีปัญหา ส่งผลทำให้การส่งคำสั่งซื้อขาย Error ตกหล่น หรือทำซ้ำก็ได้

2. Robot ทำงานตามคำสั่งเป๊ะมากเกินไป: ด้วยความเถรตรงเกินไปของเจ้าหุ่นยนต์ บางครั้งราคาอาจไม่เป็นไปตามทฤษฎีใด ๆ หรืออาจจะมีเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลต่อราคาหุ้น ซึ่งอยู่นอกเหนือการประเมินของหุ่นยนต์ จึงทำงานพลาดพลั้งได้ ดังเช่น เหตุการณ์ Black Monday ที่เกิดขึ้นในปี 1987 ที่ Robot ถล่มขายหุ้นออกจากตลาด เนื่องจากไม่ได้คำนวณแรงเทขายที่เกิดขึ้น จากความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยส่งผลให้นักลงทุนและกองทุนต่าง ๆ ต้องแห่ขายหุ้นตามกันไป กดดันให้ดัชนีดาวโจนส์ ดิ่งต่ำลงถึง 22% และใช้เวลานานถึง 14 เดือนกว่าตลาดจะฟื้นตัวกลับมาดังเดิม

3. ความปลอดภัยและข้อมูลที่อาจรั่วไหล: ในกรณีที่มีผู้ล่วงรู้ถึงรูปแบบ ช่วงราคาการซื้อและขายของโปรแกรมก็อาจซื้อหรือขายหุ้นเพื่อดักทาง จนสร้างความเสียหายแก่นักลงทุนที่ใช้ระบบได้ จึงต้องมีการพัฒนาระบบบนมาตรฐานความปลอดภัย มีการป้องกันการเจาะข้อมูล และการรั่วไหลของข้อมูลเป็นอย่างดี

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

รายได้ออนไลน์
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: