MACD ชี่

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

MACD ถ้าอยากใช้ ต้องรู้อะไรบ้าง?

Indicator ที่พัฒนามาจาก Moving average

MACD (Moving Average Convergence Divergence อ่านว่า “Mac-Dee” หรือ “ M-A-C-D” ก็ได้) Indicator ตัวนี้เป็น Indicator ที่มีแนวคิดมาจากการวาด Moving Average ขึ้นพร้อมๆ กัน 2 เส้น แล้วนำมา วิเคราะห์ลักษณะที่เกิดขึ้นระหว่าง Moving Average ทั้ง 2 เส้น

จุดที่น่าสนใจเป็นพิเศษของ MACD คือ เป็น Indicator ที่ สามารถให้ข้อมูลได้ 2 มุมมองพร้อม ๆ กัน ได้แก่

1) ทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น (Trend)

2) แรงส่งของราคาหุ้น (Momentum)

ด้วยจุดเด่นตรงนี้จึงทำให้ MACD เป็น Indicator ที่แม้ว่าจะถูกพัฒนาและใช้งานมานานแล้ว แต่ยังเป็น Indicator ที่ยอมรับและได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบันนี้

เนื่องจากบทความนี้เกี่ยวกับ MACD ซึ่งเป็น Indicator ที่ประยุกต์เอาลักษณะของเส้น Moving Average 2 เส้นมาวิเคราะห์ด้วยหลักการที่ซับซ้อนขึ้น ผู้อ่านคนไหนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการแปลความหมายจากกราฟเส้น Moving Average ผมแนะนำให้ลองอ่านและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Moving Average ก่อนแล้วค่อยอ่านบทความนี้ตามทีหลัง เพราะจะทำให้สามารถทำความเข้าใจลักษณะของ MACD ได้ง่ายขึ้น

อ่านบทความ “Moving Average ถ้าอยากใช้ ต้องรู้อะไรบ้าง? >

ที่มาของ MACD คือ ระยะห่างระหว่าง Moving average 2 เส้น

ผู้คิดค้น MACD คือ Gerald Appel ได้ประยุกต์เอาลักษณะของกราฟเส้น Moving Average ที่วาดขึ้นมา 2 เส้นพร้อม ๆ กันมาคำนวณเป็น Indicator ตัวใหม่คือ MACD จากชื่อของ MACD (Moving Average Convergence Divergence) ที่มีคำว่า “Convergence” ที่แปลว่า วิ่งเข้าหากันหรือลู่เข้าหากัน และคำว่า “Divergence” ทีแปลว่า ห่างออกจากกันหรือแยกออกจากกัน

การคำนวณค่า MACD จึงเป็นการ วัดระยะห่างระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 เส้น เพื่อดูว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 เส้นกำลังเคลื่อนที่ลู่เข้าหากันหรือแยกออกจากกัน (เส้นไหนอยู่บน เส้นไหนอยู่ล่าง อยู่ห่างกันมากไหม)

สูตรในการคำนวณ MACD แบบดั้งเดิมจะนำเอาค่าของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ Exponential ที่คำนวณจากข้อมูลราคาย้อนหลัง 12 วัน (EMA12) ลบกับ ค่าของเส้นค่าเฉลี่ยแบบ exponential ที่คำนวณจากข้อมูลราคาย้อนหลัง 26 วัน (EMA26)

MACD = EMA(12) – EMA(26)

MACD = ผลต่างหรือระยะห่างของเส้น EMA(12) และ EMA(26)

รูปตัวอย่างแสดงลักษณะของเส้น EMA(12) และเส้น EMA(26) ที่ทำให้ค่า MACD มีค่าเป็น + และ –

หมายเหตุ : ผมเห็นบางคนอาจเปลี่ยนจำนวนวันย้อนหลังในการคำนวณเส้น EMA โดยไม่ใช้จำนวนวัน 12 วัน และ 26 วัน ถ้าใครมีสไตล์การซื้อขายที่ซื้อเร็วขายเร็วหรือระยะเวลาในการถือหุ้นไม่นานก็จะปรับจำนวนวันในการคำนวณเส้น EMA ให้สั้นลง แต่ถ้าใครมีระยะเวลาถือหุ้นที่นานอาจปรับจำนวนวันในการคำนวณเส้น EMA ให้ยาวขึ้นได้ (คล้ายกับหลักการในการปรับจำนวนวันในการคำนวณเส้น Moving Average)

การวิเคราะห์ MACD จะคำนวณค่าของ MACD ออกมาจำนวนหลาย ๆ ค่าต่อเนื่องกัน และนำค่าเหล่านั้นมา วาดเป็นกราฟเส้นควบคู่ไปกับกราฟของราคาหุ้น แต่จะวาดกราฟเส้นของค่า MACD บนพื้นที่ใหม่แยกออกมาจากกราฟราคาหุ้น และในพื้นที่ของกราฟเส้น MACD จะมีการลากเส้นแนวนอนของค่า MACD = 0 ไว้ด้วย (เส้นแนวนอนของค่า MACD = 0 เรียกว่า Center Line ที่จุดนี้ แปลว่า EMA12 มีค่าเท่ากับ EMA26 เพราะลบกันได้ 0)

รูปแสดงการวาดกราฟเส้น MACD ควบคู่กับกราฟราคาหุ้น โดยมีเส้น Center Line (MACD=0) แบ่งพื้นที่ของกราฟเส้น MACD ออกเป็นเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ด้านบน ค่าของ MACD มากกว่า (>) 0 และพื้นที่ด้านล่าง ค่า MACD น้อยกว่า ( MACD “เป็นบวก หรือ เป็นลบ”

ค่าของ MACD และลักษณะของกราฟเส้น MACD ที่วาดขึ้นสามารถอธิบายลักษณะของเส้น EMA(12) และ เส้น EMA(26) ได้ดังนี้คือ ดูว่าค่า MACD เป็นบวก (+), ลบ (-), หรือ ศุนย์(0)

1) ถ้า MACD มีค่าเป็นบวก แปลว่า EMA(12) มีค่ามากกว่า EMA(26) ถ้าดูจากกราฟจะเห็นได้ว่าเส้น EMA(12) ซึ่งเป็นเส้น EMA ระยะสั้น จะอยู่เหนือเส้น EMA(26) ซึ่งเป็นเส้น EMA ระยะยาว

2) ถ้า MACD มีค่าเป็นลบ แปลว่า EMA(12) มีค่าน้อยกว่า EMA(26) ถ้าดูจากกราฟจะเห็นได้ว่าเส้น EMA(12) ซึ่งเป็นเส้น EMA ระยะสั้น จะอยู่เหนือใต้ EMA(26) ซึ่งเป็นเส้น EMA ระยะยาว

3) ณ จุดที่ค่า MACD = 0 เป็นจุดตัดกันของเส้น EMA(12) และ EMA(26)

รูปแสดงตัวอย่างกราฟเส้น MACD และการแปลความหมายของค่า MACD และลักษณะของเส้น MACD เมื่อเปรียบเทียบกับเส้นลักษณะของเส้น EMA12 (สีฟ้า) และ EMA26 (สีชมพู) ที่ถูกวาดขึ้นพร้อมกัน โดยช่วงที่เส้น EMA(12) อยู่เหนือเส้น EMA(26) ค่า MACD จะเป็นบวก และช่วงที่เส้น EMA(12) อยู่ใต้เส้น EMA(26) ค่า MACD จะเป็นลบ (ที่มา : ASPEN Mobile)

MACD “บวกมากขึ้น หรือ บวกน้อยลง” “ลบมากขึ้น หรือ ลบน้อยลง”

4) ถ้า MACD มีเป็นค่าบวกและยิ่งมีค่าเป็นบวกมากขึ้น แสดงว่า เส้น EMA(12) อยู่เหนือเส้น EMA(26) และเส้น EMA(12) กับเส้น EMA(26) เคลื่อนที่แยกออกจากกัน ทำให้ความห่างระหว่าง EMA ทั้ง 2 เส้นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเส้น EMA(12) ปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าเส้น EMA(26) ทำให้เราเห็นว่าเส้น MACD เป็นเส้นที่มีแนวโน้มของทิศทางเป็นขาขึ้นในขณะที่มีค่าเป็นบวก (อยู่เหนือ Center Line)

5) แต่ถ้า MACD มีค่าเป็นลบและยิ่งเป็นค่าเป็นลบมากขึ้น แสดงว่าเส้น EMA(12) อยู่ใต้เส้น EMA(26) และเส้น EMA(12) กับเส้น EMA(26) เคลื่อนที่แยกออกจากกัน ทำให้ความห่างระหว่าง EMA ทั้ง 2 เส้นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเส้น EMA(12) ปรับตัวลดลงเร็วกว่าเส้น EMA(26) ทำให้เห็นว่าเส้น MACD เป็นเส้นที่มีแนวโน้มของทิศทางเป็นขาลงในขณะที่มีค่าเป็นลบ (อยู่ใต้เส้น Center Line)

รูปแสดงตัวอย่างกรณีที่กราฟเส้น MACD มีค่าเป็นบวกมากขึ้น และกรณีที่กราฟเส้น MACD มีค่าเป็นลบมากขึ้น เกิดจากเส้น EMA(12) และ เส้น EMA(26) เคลื่อนที่แยกออกจากกัน

6) ถ้า MACD มีเป็นค่าบวกแต่มีค่าเป็นบวกลดดลง แสดงว่า เส้น EMA(12) ยังอยู่เหนือเส้น EMA(26) และเส้น EMA(12) กับเส้น EMA(26) เคลื่อนที่ลู่เข้าหากัน ทำให้ความห่างระหว่างเส้น EMA 2 เส้นลดน้อยลง เนื่องจากเส้น EMA(12) ปรับตัวสูงขึ้นช้ากว่าเส้น EMA(26) หรือเป็นช่วงที่เส้น EMA(12) เริ่มจะปรับตัวลดลง แต่เส้น EMA(26) ปรับตัวลดลงในจังหวะที่ช้ากว่า ทำให้เห็นว่าเส้น MACD เป็นเส้นที่มีแนวโน้มของทิศทางเป็นขาลงในขณะที่มีค่าเป็นบวก (อยู่เหนือเส้น Center Line)

7) แต่ถ้า MACD มีค่าเป็นลบแต่มีค่าเป็นลบน้อยลง แสดงว่าเส้น EMA(12) ยังอยู่ใต้เส้น EMA(26) และเส้น EMA(12) กับเส้น EMA(26) เคลื่อนที่ลู่เข้าหากัน ทำให้ความห่างระหว่างเส้น EMA 2 เส้นลดน้อยลง เนื่องจากเส้น EMA(12) ปรับตัวลดลงช้ากว่าเส้น EMA(26) หรือเส้นเป็นช่วงที่เส้น EMA(12) เริ่มจะปรับตัวสูงขึ้น แต่เส้น EMA(26) ปรับตัวเพิ่มขึ้นในจังหวะที่ช้ากว่า ทำให้เห็นว่าเส้น MACD เป็นเส้นที่มีแนวโน้มของทิศทางเป็นขาขึ้นในขณะที่มีค่าเป็นลบ (อยู่เส้น Center Line)

รูปแสดงตัวอย่างกรณีที่กราฟเส้น MACD มีค่าเป็นบวกน้อยลง และกรณีที่กราฟเส้น MACD มีค่าเป็นลบน้อยลงเกิดจากเส้น EMA(12) และ เส้น EMA(26) เคลื่อนที่ลู่เข้าหากัน

จากที่ผมได้เกริ่นนำมาก่อนหน้านี้ว่าจุดแข็งของ MACD ที่เป็น Indicator ที่สามารถให้ข้อมูลได้ 2 อย่าง คือ

1) ทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น (Trend) และ

2) แรงส่งของราคาหุ้น (Momentum)

พร้อมๆ กัน ถ้าเราพิจารณาลักษณะของกราฟเส้น MACD จะสามารถแปลความหมายของกราฟเส้น MACD ได้ดังนี้

MACD ให้ข้อมูลของทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น (Trend)

ถ้ายังจำวิธีในการวิเคราะห์กราฟเส้นของ EMA กันได้ ประเด็นที่เกี่ยวกับการแปลความหมายของกราฟเส้น EMA ที่ถูกวาดขึ้นพร้อมกัน 2 เส้น ที่บอกว่า 1) ถ้าเส้น EMA ระยะสั้น อยู่เหนือเส้น EMA ระยะยาว จะแปลความหมายได้ว่า ทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นมีโอกาสสูงที่จะมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้น และ 2) ถ้าเส้น EMA ระยะสั้นอยู่ใต้เส้น EMA ระยะยาว จะแปลความหมายได้ว่า ทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นมีโอกาสสูงที่จะมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาลง

ช่วงที่ค่า MACD มีค่าเป็นบวก (+) หรือกราฟเส้น MACD อยู่เหนือ Center Line (เส้นที่แสดงค่า MACD = 0) แปลว่า เส้น EMA(12) ซึ่งเป็นเส้น EMA ระยะสั้นอยู่เหนือเส้น EMA(26) ซึ่งเป็นเส้น EMA ระยะยาว จึงแปลความหมายได้ว่าแนวโน้มของราคาหุ้นมีโอกาสสูงที่จะมีทิศทางเป็นแนวโน้มขาขึ้น

และในช่วงที่ค่า MACD มีค่าเป็นลบ (-) หรือกราฟเส้น MACD อยู่ใต้เส้น Center Line (เส้นที่แสดงค่า MACD = 0) แปลว่า เส้น EMA(12) ซึ่งเป็นเส้น EMA ระยะสั้นอยู่ใต้เส้น EMA(26) ซึ่งเป็นเส้น EMA ระยะยาว จึงแปลความหมายได้ว่าแนวโน้มของราคาหุ้นมีโอกาสสูงที่จะมีทิศทางเป็นแนวโน้มขาลง

MACD เป็นบวก กราฟราคาหุ้น น่าจะ กำลัง อ ยู่ในแนวโน้มที่เป็นขาขึ้น

MACD เป็นลบ กราฟราคาหุ้น น่าจะ กำลัง อยู่ ในแนวโน้มที่เป็นขาลง

รูปตัวอย่างแสดงการใช้ MACD เพื่อให้ข้อมูลทิศทางแนวโน้มราคาหุ้น

เมื่อพูดถึง Momentum ในมุมมองของ DADDY

เพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันเกี่ยวกับคำศัพท์ Momentum เวลาที่พูดถึง Momentum หรือแรงส่งของราคา ผมจะแบ่ง Momentum ออกเป็น 2 ทิศทาง โดย ใช้ทิศทางของแนวโน้มเป็นตัวกำหนด ว่าจะพูดถึง Momentum ในทิศทางไหน

ถ้าช่วงที่กราฟราคาหุ้นมีแนวโน้มเป็นทิศทางขาขึ้น (ซึ่งผมกำหนดจากการที่เส้น EMA ระยะสั้นอยู่เหนือเส้น EMA ระยะยาว) เมื่อพูดถึง Momentum ให้หมายถึง Momentum ในทิศทางขาขึ้นเพราะในช่วงที่ราคาหุ้นมีแนวโน้มทิศทางเป็นขาขึ้นผมจะถือว่าฝั่งแรงซื้อจะเป็นฝั่งที่ควบคุมตลาดหรือเป็นฝั่งที่ควบคุมทิศทางของราคาหุ้น

ในทางกลับกันถ้าช่วงที่กราฟราคาหุ้นมีแนวโน้มเป็นทิศทางขาลง (ซึ่งผมกำหนดจากเส้น EMA ระยะสั้นอยู่ใต้เส้น EMA ระยะยาว) หากพูดถึง Momentum ให้หมายถึง Momentum ในทิศทางขาลงเพราะช่วงที่ราคาหุ้นมีแนวโน้มทิศทางเป็นขาลงผมจะถือว่าแรงขายจะเป็นฝั่งที่ควบคุมตลาดหรือเป็นฝั่งที่ควบคุมทิศทางของราคาหุ้น

Momentum ในทิศทางขาขึ้น จะหมายถึงแรงซื้อหรือความสนใจของคนในตลาดว่ามีความต้องการซื้อหุ้นตัวนั้น ๆ มากหรือน้อย และมีความเร่งรีบหรือกระตือรือร้นในการซื้อหุ้นมากหรือไม่ ถ้า Momentum ในทิศทางขาขึ้น ยิ่งมีค่ามากแสดงว่าคนในตลาดมีความต้องการซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากและมีความเร่งรีบในการซื้อหุ้นมากด้วย ราคาหุ้นจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถ้า Momentum ขาขึ้น มีค่าน้อยแสดงว่ามีความต้องการซื้อหุ้นตัวนั้นมีจำนวนน้อยหรือไม่ค่อยมีความสนใจอยากซื้อหุ้นสักเท่าไหร่ ราคาหุ้นจึงเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ หรืออาจะอยู่นิ่งๆไม่ขึ้นไม่ลง เวลาที่กราฟราคาหุ้นมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้นเรามักจะสรุปว่ายังมี Momentum หรือแรงส่งในทิศทางขาขึ้นอยู่ แต่ Momentum หรือแรงส่งในทิศทางขาขึ้นจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือเท่าเดิมนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น

Momentum ในทิศทางขาลง จะหมายถึงแรงขายหรือความสนใจของคนในตลาดว่ามีความต้องการขายหุ้นตัวนั้น ๆ มากหรือน้อย และมีความเร่งรีบหรือกระตือรือร้นในการขายหุ้นมากหรือไม่ ถ้า Momentum ในทิศทางขาลง ยิ่งมีค่ามากแสดงว่าคนในตลาดมีความต้องการขายหุ้นเป็นจำนวนมากและมีความเร่งรีบในการขายหุ้นมากด้วย ราคาหุ้นจึงลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ถ้า Momentum ขาลง มีค่าน้อยแสดงว่ามีความต้องการขายหุ้นตัวนั้นมีจำนวนน้อยหรือไม่ค่อยมีความสนใจอยากขายหุ้นสักเท่าไหร่ ราคาหุ้นจึงลดลงอย่างช้าๆ หรืออาจะอยู่นิ่งๆไม่ขึ้นไม่ลง เวลาที่กราฟราคาหุ้นมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาลงเรามักจะสรุปว่ายังมี Momentum หรือแรงส่งในทิศทางขาลงอยู่ แต่ Momentum หรือแรงส่งในทิศทางขาลงนั้นจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือเท่าเดิมก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นเช่นเดียวกัน

ในช่วงที่แนวโน้มของราคาหุ้นอยู่ในทิศทางขาขึ้น (MACD มีค่าเป็น บวก (+)) การที่ ราคาหุ้นในช่วงปัจจุบันมีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าอัตราการเพิ่มสูงขึ้นของราคาหุ้นในอดีต (เทียบจากระยะเวลาเท่ากัน แต่ราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า) ยกตัวอย่างเช่น

เปรียบเทียบราคาจากวันที่ 1 ถึงวันที่ 10 ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น 2% (สมมติ 10 วันทำการ)

ถ้าเทียบเปรียบเทียบราคาจากวันที่ 2 ถึงวันที่ 11 ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น 3% (ระยะเวลา10 วันทำการเท่ากัน)

และเปรียบเทียบราคาจากวันที่ 3 ถึงวันที่ 12 ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น 4% (ระยะเวลา10 วันทำการเท่ากัน)

ก็จะแปลความหมายได้ว่า ตลอดเวลา 3 วันที่ผ่านมา Momentum ในทิศทางขาขึ้น เพิ่มขึ้นตลอดทั้ง 3 วันเพราะคนในตลาดมีความต้องการซื้อหุ้นตัวนี้เป็นจำนวนมากและมีความรีบเร่งในการซื้อหุ้นอีกด้วย จึงทำให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่เร็วขึ้น

ถ้าแนวโน้มของราคาหุ้นมีทิศทางเป็นขาขึ้น เส้น EMA(12) จะอยู่เหนือเส้น EMA(26) และถ้าราคาหุ้นในช่วงปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าอัตราการเพิ่มสูงขึ้นของราคาหุ้นในอดีต จะทำให้เส้น EMA(12) หรือเส้น EMA ระยะสั้น ปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าเส้น EMA(26) หรือเส้น EMAระยะยาว ทำให้ระยะห่างของเส้น EMA(12) กับเส้น EMA(26) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กรณีนี้ MACD ที่มีค่าเป็นบวก (+) ก็จะเป็นบวกเพิ่มขึ้น

รูปแสดงลักษณะของกราฟเส้น MACD ที่ให้ข้อมูลว่า Momentum ในทิศทางขาขึ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น

ในช่วงแนวโน้มของราคาหุ้นอยู่ในทิศทางเป็นขาขึ้น (MACD มีค่าเป็น บวก (+)) การที่ ราคาหุ้นในช่วงปัจจุบันมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่ช้ากว่าอัตราการเพิ่มสูงขึ้นของราคาหุ้นในอดีต (เทียบจากระยะเวลาเท่ากัน แต่ราคาเพิ่มขึ้นน้อยกว่า) ยกตัวอย่างเช่น

เปรียบเทียบราคาจากวันที่ 1 ถึงวันที่ 10 ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น 4% (สมมติ 10 วันทำการ)

ถ้าเทียบเปรียบเทียบราคาจากวันที่ 2 ถึงวันที่ 11 ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น 3% (ระยะเวลา10 วันทำการเท่ากัน)

และเปรียบเทียบราคาจากวันที่ 3 ถึงวันที่ 12 ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น 2% (ระยะเวลา10 วันทำการเท่ากัน)

ก็จะแปลความหมายได้ว่า ตลอดเวลา 3 วันที่ผ่านมา Momentum ในทิศทางขาขึ้นลดลงตลอดทั้ง 3 วันเพราะคนในตลาดมีความต้องการซื้อหุ้นตัวนี้อยู่ ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น แต่สังเกตว่าอัตราการเพิ่มของราคาลงลง ไม่ค่อยมีความเร่งรีบในการซื้อหุ้นเหมือนในอดีต

ถ้าแนวโน้มของราคาหุ้นมีทิศทางเป็นขาขึ้น เส้น EMA(12) จะอยู่เหนือเส้น EMA(26) ถ้าราคาหุ้นในช่วงปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่ช้ากว่าอัตราการเพิ่มสูงขึ้นของราคาหุ้นในอดีต จะทำให้เส้น EMA(12) หรือเส้น EMA ระยะสั้น ปรับตัวสูงขึ้นช้ากว่าเส้น EMA(26) หรือเส้น EMAระยะยาว ทำให้ระยะห่างของเส้น EMA(12) กับเส้น EMA(26) ลดลงเรื่อยๆ กรณีนี้ MACD ที่มีค่าเป็นบวก (+) ก็จะเป็นบวกลดลง

ข้อสังเกต : จะเห็นได้ว่าเมื่อ Momentum ในทิศทางขาขึ้นที่มีจำนวนมากแต่เริ่มลดลงไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนสนใจซื้อหุ้นตัวนั้น ๆ แล้ว แต่เป็นการบอกว่าความสนใจซื้อหุ้นที่มากเริ่มมีปริมาณลดน้อยลง แต่ยังมีคนสนใจซื้อหุ้นอยู่ ดังนั้นเมื่อ Momentum ทิศทางขาขึ้นเริ่มปรับตัวลดลง ราคาหุ้นไม่จำเป็นต้องลดลงในทันทีและยังอาจจะเพิ่มขึ้นต่อไปได้อีก การที่ Momentum ทิศทางขาขึ้นปรับตัวลดลงจึงเป็นเพียงสัญญาณเตือนให้เราติดตามการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางในอนาคตหรือไม่

รูปแสดงลักษณะของกราฟเส้น MACD ที่ให้ข้อมูลว่า Momentum ในทิศทางขาขึ้นปรับตัวลดลง

ในช่วงที่แนวโน้มของราคาหุ้นอยู่ในทิศทางเป็นขาลง (MACD มีค่าเป็น ลบ (-)) การที่ ราคาหุ้นในปัจจุบันปรับตัวลดลงในอัตราเร็วที่มากกว่าอัตราการลดลงของราคาหุ้นในอดีต (เทียบจากระยะเวลาเท่ากัน แต่ราคาลดลงมากกว่า) ยกตัวอย่างเช่น

เปรียบเทียบราคาจากวันที่ 1 ถึงวันที่ 10 ราคาหุ้นลดลง 2% (สมมติ 10 วันทำการ)

ถ้าเทียบเปรียบเทียบราคาจากวันที่ 2 ถึงวันที่ 11 ราคาหุ้นลดลง 3% (ระยะเวลา10 วันทำการเท่ากัน)

และเปรียบเทียบราคาจากวันที่ 3 ถึงวันที่ 12 ราคาหุ้นลดง 4% (ระยะเวลา10 วันทำการเท่ากัน)

ก็จะแปลความหมายได้ว่า ตลอดเวลา 3 วันที่ผ่านมา Momentum ทิศทางขาลง เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนในตลาดไม่ค่อยสนใจซื้อหุ้นตัวแต่กลับสนใจที่จะขายหุ้นมากกว่าและยิ่งมีความกระตือรือร้นในการอยากขายหุ้นมากขึ้น จึงทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงในอัตราที่เร็วขึ้น

ถ้าแนวโน้มของราคาหุ้นมีทิศทางเป็นขาลง เส้น EMA(12) จะอยู่ใต้ EMA(26) ถ้าราคาหุ้นในช่วงปัจจุบันลดต่ำลงในอัตราที่เร็วกว่าอัตราการลดต่ำลงของราคาหุ้นในอดีต จะทำให้เส้น EMA(12) หรือเส้น EMA ระยะสั้น ปรับตัวลดลงเร็วกว่าเส้น EMA(26) หรือเส้น EMAระยะยาว ทำให้ระยะห่างของเส้น EMA(12) กับเส้น EMA(26) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กรณีนี้ MACD ที่มีค่าเป็นลบ (-) ก็จะเป็นลบเพิ่มมากขึ้น

รูปแสดงลักษณะของกราฟเส้น MACD ที่ให้ข้อมูลว่า Momentum ในทิศทางขาลงปรับตัวเพิ่มขึ้น

ในช่วงที่แนวโน้มของราคาหุ้นมีทิศทางเป็นขาลง (MACD มีค่าเป็น ลบ (-)) การที่ ราคาหุ้นในปัจจุบันปรับตัวลดลงในอัตราที่ช้าลงกว่าอัตราการลดลงของราคาหุ้นในอดีต (เทียบจากระยะเวลาเท่ากัน แต่ราคาลดลงน้อยกว่า) ยกตัวอย่างเช่น

เปรียบเทียบราคาจากวันที่ 1 ถึงวันที่ 10 ราคาหุ้นลดลง 4% (สมมติ 10 วันทำการ)

ถ้าเทียบเปรียบเทียบราคาจากวันที่ 2 ถึงวันที่ 11 ราคาหุ้นลดลง 3% (ระยะเวลา10 วันทำการเท่ากัน)

และเปรียบเทียบราคาจากวันที่ 3 ถึงวันที่ 12 ราคาหุ้นลดง 2% (ระยะเวลา10 วันทำการเท่ากัน)

ก็จะแปลความหมายได้ว่า ตลอดเวลา 3 วันที่ผ่านมา Momentum ทิศทางขาลง ค่อยๆ ลดต่ำลงเรื่อยๆ เพราะคนในตลาดเริ่มสนใจที่จะขายหุ้นตัวนี้น้อยลง จึงทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงช้ากว่าการลดลงของราคาหุ้นในช่วงก่อนหน้า

ถ้าแนวโน้มของราคาหุ้นมีทิศทางเป็นขาลง เส้น EMA(12) จะอยู่ใต้ EMA(26) ถ้าราคาหุ้นในช่วงปัจจุบันลดต่ำลงในอัตราที่ช้ากว่าอัตราการลดต่ำลงของราคาหุ้นในอดีต จะทำให้เส้น EMA(12) หรือเส้น EMA ระยะสั้น ปรับตัวลดลงช้ากว่าเส้น EMA(26) หรือเส้น EMAระยะยาว ทำให้ระยะห่างของเส้น EMA(12) กับเส้น EMA(26) ลดลงเรื่อยๆ กรณีนี้ MACD ที่มีค่าเป็นลบ (-) ก็จะเป็นลบลดน้อยลง

ข้อสังเกต : จะเห็นได้ว่าเมื่อ Momentum ในทิศทางขาลงที่มีจำนวนมากแต่เริ่มลดลงไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนสนใจขายหุ้นตัวนั้น ๆ แล้ว แต่เป็นการบอกว่าความสนใจขายหุ้นที่มากก่อนหน้านี้เริ่มมีปริมาณลดน้อยลง แต่ยังมีคนสนใจขายหุ้นอยู่ ดังนั้นเมื่อ Momentum ทิศทางขาลงเริ่มปรับตัวลดลง ราคาหุ้นไม่จำเป็นต้องปรับตัวสูงขึ้นในทันทีและยังอาจจะปรับตัวลดลงต่อไปได้อีก การที่ Momentum ในทิศทางขาลงปรับตัวลดลงจึงเป็นเพียงสัญญาณเตือนให้เราติดตามการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางในอนาคตหรือไม่

รูปแสดงลักษณะของกราฟเส้น MACD ที่ให้ข้อมูลว่า Momentum ในทิศทางขาลงปรับตัวลดลง

เอา Indicators มาวิเคราะห์ MACD อีกชั้น

สำหรับเนื้อหาในส่วนถัดมาผมจะแนะนำให้รู้จักกับ Signal Line และ MACD Histogram ซึ่งเป็น Indictor ที่ใช้วิเคราะห์และให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้น MACD อีกต่อหนึ่ง ณ จุดนี้ ผมจึงขอย้ำประเด็นสำคัญให้ทำความเข้าใจกันก่อนอีกสักครั้งว่า Signal Line และ MACD Histogram ไม่ใช่ Indicator ที่ใช้สำหรับวิเคราะห์กราฟของราคาหุ้น แต่เป็น Indicator ที่ใช้วิเคราะห์ลักษณะที่เกดขึ้นของเส้น MACD ที่วาดขึ้นมาได้ (Indicator ของ MACD)

MACD เป็น Indicator เพื่อวิเคราะห์กราฟราคาหุ้น แต่ Signal Line และ MACD Histogram เป็น Indicator เพื่อวิเคราะห์ MACD (Indicator ของ Indicator)

เวลาที่เลือกใช้งาน MACD นั้นส่วนใหญ่โปรแกรมสำหรับวิเคราะห์กราฟหุ้นมักจะไม่วาดเส้น MACD ออกมาเดี่ยวๆ เพียงเส้นเดียว แต่จะวาดเส้น Signal Line และ MACD Histogram พร้อมๆ กันกับ MACD ในพื้นที่เดียวกัน (เลือกใช้งาน MACD แต่มี Indicator แสดงออกมาทั้ง3 ตัวพร้อมๆ กัน)

รูปแสดงตัวอย่างที่โปรแกรม Aspen Mobile ที่แสดงค่า 1) MACD (เส้นสีเขียว) 2) Signal Line (เส้นสีชมพู) และ3) MACD Histogram (แท่งสีเหลือง) พร้อมๆกัน เมื่อเลือกใช้งาน MACD (ที่มา : ASPEN Mobile)

หลังจากที่เห็นรูป Indicator ทั้ง 3 ตัวที่ถูกวาดพร้อมกันอย่าเพิ่งรีบงงนะครับ ค่อย ๆ อ่านเนื้อหาต่อไปเรื่อยๆ ผมรับรองว่าจะต้องได้รับความกระจ่างอย่างแน่นอน �� �� ��

Signal Line คือ Moving Average ของ MACD

จากที่ผมได้เกริ่นนำมาก่อนหน้านี้ว่า Signal Line เป็น Indicator ของ MACD ซึ่ง Signal Line จะคือเส้นค่าเฉลี่ยแบบ Exponential (EMA) ของ MACD โดยค่าตั้งต้นมาตรฐานของ Signal Line จะคำนวณ EMA ย้อนหลังเป็นเวลา 9 ช่วงเวลาและแบบต่อเนื่อง (EMA(9)) และวาด Signal Line เป็นกราฟเส้นควบคู่ไปกับกราฟเส้นของ MACD บนพื้นที่เดียวกัน

การวิเคราะห์ Signal Line จะใช้หลักการหรือวิธีการเดียวกันกับที่เราใช้ EMA วิเคราะห์กราฟของราคาหุ้น แต่ต้องใช้จินตนาการเพิ่มขึ้นสักเล็กน้อยว่าตอนนี้เรากำลังวิเคราะห์ MACD กับ EMA ของ MACD เพื่ออยากรู้ว่า ทิศทางแนวโน้มของเส้น MACD เป็นอย่างไร

Signal Line = EMA(9) ของ MACD

Signal Line คือ เส้น Exponential Moving Average ของ MACD

วัตถุประสงค์ในการวาดเส้น Signal Line ควบคู่กับกราฟเส้น MACD เพื่อต้องการระบุว่าเส้น MACD มีทิศทางแนวโน้มเป็นขาขึ้นหรือขาลง โดยใช้หลักการของการวิเคราะห์เส้นค่าเฉลี่ยเคลือนที่ (Moving Average) คือ ถ้าเส้น MACD อยู่เหนือเส้น Signal Line ซึ่งเป็น EMAของตัวมันเอง ก็จะสรุปว่าเส้น MACD น่าจะมีโอกาสสูงที่จะกำลังอยู่ในช่วงทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้น แต่ถ้าเส้น MACD อยู่ใต้เส้น Signal Line ซึ่งเป็น EMA ของตัวมันเอง ก็จะสรุปว่าเส้น MACD น่าจะมีโอกาสสูงที่จะกำลังอยู่ในช่วงทิศทางของแนวโน้มเป็นขาลง ซึ่งเนื้อหากก่อนหน้านี้ผมได้ให้ตัวอย่างว่าการที่เส้น MACD มีทิศทางแนวโน้มเป็นขาขึ้นจะแปลความหมายได้อย่างไร และการที่เส้น MACD มีทิศทางแนวโน้มเป็นขาลงจะแปลความหมายได้อย่างไร

Signal Line เป็น Indicator ที่ให้ข้อมูเกี่ยวกับทิศทางแนวโน้มของเส้น MACD

ส่วนทิศทางแนวโน้มของเส้น MACD จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Momentum ของราคาหุ้น

การที่เราอยากรู้ว่าเส้น MACD มีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้นหรือขาลง เนื่องจากทิศทางแนวโน้มของเส้น MACD จะบอกถึง Momentum ว่าเป็นอย่างไร เช่น

1) กรณีที่เส้น MACD มีค่าบวก (+) หรืออยู่เหนือ Center Line และมีทิศทางเป็นขาขึ้น แปลว่า Momentum ทิศทางขาขึ้นเพิ่มมากขึ้น

2) กรณีที่เส้น MACD มีค่าบวก (+) หรืออยู่เหนือ Center Line แต่มีทิศทางเป็นขาลง แปลว่า Momentum ทิศทางขาขึ้นมีการปรับตัวลดลง

3) กรณีที่เส้น MACD มีค่าลบ (-) หรืออยู่ใต้ Center Line และมีทิศทางเป็นขาลงแปลว่า Momentum ทิศทางขาลงมีเพิ่มมากขึ้น

4) กรณีที่เส้น MACD มีค่าลบ (-) หรืออยู่ใต้ Center Line และมีทิศทางเป็นขาขึ้นแปลว่า Momentum ทิศทางขาลงเริ่มลดลงม

จะเห็นได้ว่ากรณีที่ 1 และกรณีที่ 4 ทิศทางขาขึ้นของ MACD ให้มุมมองในเชิงบวกต่อราคาหุ้น แต่สำหรับกรณีที่ 2 และกรณีที่ 3 ทิศทางขาลงของ MACD ให้มุุมมองในเชิงลบต่อราคาหุ้น

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าเมื่อเส้น MACD (เส้นสีเขียว) อยู่เหนือเส้น Signal Line (เส้นสีชมพู) ตัวเส้น MACD มีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้น และเมื่อเส้น MACD อยู่ใต้เส้น Signal Line ตัวเส้น MACD มีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาลง (ที่มา : ASPEN Mobile)

MACD Histogram คือ ระยะห่างระหว่าง MACD กับ Signal Line

MACD Histogram ถูกคิดค้นและแนะนำขึ้นโดย Thomas Aspray โดยค่าของ MACD Histogram จะเท่ากับส่วนต่างหรือระยะห่างระหว่างเส้น MACD กับ Signal Line โดยการคำนวณค่าของ MACD Histogram จะคำนวณแบบต่อเนื่อง และวาดเป็นกราฟแท่งควบคู่ไปกับเส้น MACD และ Signal Line

ค่าของ MACD Histogram ที่มีค่าเป็นบวก แปลว่า เส้น MACD อยู่เหรือเส้น Signal Line และค่า MACD Histogram ที่เป็นลบ แปลว่า เส้น MACD อยู่ใต้เส้น Signal Line ส่วนค่า MACD Histogram ที่เป็น 0 คือจุดตัดระหว่างเส้น MACD และ Signal Line

MACD Histogram = MACD – Signal Line

MACD Histogram จะเท่าเกับระยะห่างระหว่าง MACD และ Signal Line

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง MACD, Signal Line, และ MACD Histogram โดยถ้า MACD อยู่เหนือเส้น Signal Line ค่าของ MACD Histogram จะมีค่าเป็นบวก และถ้าเส้น MACD อยู่ใต้เส้น Signal Line ค่าของ MACD Histogram จะมีค่าเป็นลบ (ที่มา : ASPEN Mobile)

หลักการหรือแนวทางในการคำนวณค่าของ MACD Histogram ที่ใช้วิธีคำนวณส่วนต่างเป็นการวัดระยะห่างระหว่าง MACD กับ Signal Line คือ หลักการเดียวกันกับที่ใช้ในการคำนวณ MACD ซึ่งเป็นการวัดระยะห่างระหว่าง EMA(12) และ EMA(26) เพื่อต้องการสักเกตว่า EMA(12) และ EMA(26) กำลังลู่เข้าหากันหรือกำลังแยกออกจากกัน แต่การคำนวณ MACD Histogram มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเกตว่าเส้น MACD กับเส้น Signal Line กำลังลู่เข้าหากันหรือกำลังแยกออกจากกัน เพราะถ้าเส้น MACD และ Signal Line กำลังลู่เข้าหากันก็อาจจะมีโอกาสตัดกันได้

MACD ใชัสังเกตว่า EMA(12) และ EMA(26) ว่ากำลังลู่เข้าหากันหรือแยกออกจากกัน

MACD Histogram ใช้สังเกตว่า เส้น MACD และ Signal Line กำลังลู่เข้าหากันหรือแยกออกจากัน

กรณีที่ MACD Histogram มีค่าเป็นบวกและมีค่าเป็นบวกเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าเส้น MACD อยู่เหนือเส้น Signal Line และเส้น MACD ขยับตัวสูงขึ้นในอัตราที่เร็วกว่า Signal Line ทำให้เส้น MACD และ ระยะห่างระหว่างเส้น MACD และ Signal Line กว้างมากขึ้น (เส้น MACD และเส้น Signal Line แยกออกจากกัน , โอกาสตัดกันน้อยลง)

รูปตัวอย่างแสดงกราฟแท่ง MACD Histogram กรณีที่ MACD อยู่เหนือ Signal Line และเคลื่อนที่แยกออกจากกัน

แต่ถ้า MACD Histogram มีค่าเป็นบวกแต่มีค่าเป็นบวกลดน้อยลง แสดงว่าเส้น MACD อยู่เหนือเส้น Signal Line แต่เส้น MACD ขยับตัวสูงขึ้นในอัตราที่ช้ากว่า Signal Line ทำให้ระยะห่างระหว่างเส้น MACD และเส้น Signal Line แคบลง (เส้น MACD และเส้น Signal Line ลู่เข้าหากัน , โอกาสตัดกันมากขึ้น)

รูปตัวอย่างแสดงกราฟแท่ง MACD Histogram กรณีที่ MACD อยู่เหนือ Signal Line และเคลื่อนที่ลู่เข้าหากัน

กรณีที่ MACD Histogram มีค่าเป็นลบและมีค่าเป็นลบเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าเส้น MACD อยู่ใต้เส้น Signal Line และเส้น MACD ขยับตัวลดต่ำลงในอัตราที่เร็วกว่า Signal Line ทำให้ระยะห่างระหว่างเส้น MACD และ Signal Line กว้างมากขึ้น (เส้น MACD และเส้น Signal Line แยกออกจากกัน , โอกาสตัดกันน้อยลง)

รูปตัวอย่างแสดงกราฟแท่ง MACD Histogram กรณีที่ MACD อยู่ใต้ Signal Line และเคลื่อนที่แยกออกจากกัน

แต่ถ้า MACD Histogram มีค่าเป็นลบแต่มีค่าเป็นลบลดน้อยลง แสดงว่าเส้น MACD อยู่ใต้ Signal Line แต่เส้น MACD ขยับตัวลดต่ำลงในอัตราที่ช้ากว่า Signal Line ทำให้ระยะห่างระหว่างเส้น MACD และเส้น Signal Line แคบลง (เส้น MACD และเส้น Signal Line ลู่เข้าหากัน , โอกาสตัดกันมากขึ้น)

รูปตัวอย่างแสดงกราฟแท่ง MACD Histogram กรณีที่ MACD อยู่ใต้ Signal Line และเคลื่อนที่ลู่เข้าหากัน

การที่เราวัดระยะห่างระหว่างเส้น MACD กับ เส้น Signal Line เพราะสนใจว่าเส้น MACD กับ เส้น Signal Line จะตัดกันหรือไม่ เพราะการที่เส้น MACD กับเส้น Signal Line ลู่เข้าหากันและตัดกัน แปลความหมายได้ว่า ทิศทางของแนวโน้มเส้น MACD มีโอกาสสูงที่กำลังจะเปลี่ยนทิศทาง เช่น จากเดิมเส้น MACD อยู่ใต้ Signal Line และมีการตัดเส้น Signal Line ขึ้นไปอยู่เหนือเส้น Signal Line จะแปลความหมายได้ว่า แนวโน้มของเส้น MACD มีโอกาสสูงที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงทิศทางจากทิศทางขาลงเป็นทิศทางขาขึ้น เนื่องจากเส้น MACD ได้อยู่เหนือเส้น Signal Line ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของ MACD เป็นต้น

สัญญาณที่น่าสนใจจาก MACD ทั้ง 3 ประเภท ได้แก่

1) MACD ตัด Center Line

2) MACD ตัด Signal Line

รูปตัวอย่างแสดงสัญญาณจาก MACD ทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ 1) MACD ตัด Center Line 2) MACD ตัด Signal Line และ Divergence

เส้น MACD ตัดข้ามเส้น Center Line

การที่ค่า MACD มีค่าเป็นบวก(+) หรือเส้น MACD อยู่เหนือ Center Line หมายความว่า เส้น EMA(12) อยู่เหนือเส้น EMA(26) และการที่ MACD มีค่าเป็นลบ(-) หรือเส้น MACD อยู่ใต้เส้น Center Line ก็หมายความว่า เส้น EMA(12) อยู่ใต้เส้น EMA(26) สำหรับเส้น Center Line คือ เส้นที่แสดงค่า MACD = 0 แปลว่าที่จุดนั้น เส้น EMA(12) กับ เส้น EMA(26) มีค่าเท่ากัน

รูปแสดงความหมายของค่า MACD ที่เป็นบวก(+) และเป็นลบ(-)

การที่เส้น MACD ตัดข้ามเส้น Center Line ขึ้นไป (MACD เปลี่ยนจากค่าลบ(-)ไปเป็นค่าบวก(+)) จึงแปลความหมายจากกราฟราคาได้ว่า เส้น EMA(12) ตัดเส้น EMA(26) ขึ้นไป จากเดิมที่เส้น EMA(12) อยู่ใต้เส้น EMA(26) ได้เปลี่ยนตำแหน่งมาอยู่เหนือเส้น EMA(26) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การที่เส้น MACD ตัดข้ามเส้น Center Line ลงมา (MACD เปลี่ยนจากค่าบวก(+ )ไปเป็นค่าลบ(-)) จึงแปลความหมายจากกราฟราคาได้ว่า เส้น EMA(12) ตัดเส้น EMA(26) ลงมา จากเดิมที่เส้น EMA(12) อยู่เหนือเส้น EMA(26) ได้เปลี่ยนตำแหน่งมาอยู่ใต้เส้น EMA(26) นั่นเอง

ไม่แนะนำให้ใช้งาน MACD แบบนี้ (1)

มีคำแนะนำที่ผมเคยได้ยินอย่างแพร่หลายเกี่ยวกับการใช้งาน MACD โดยให้ลงมือซื้อหรือขายจากสัญญาณเส้น MACD ตัดข้ามเส้น Center Line คือ ลงมือซื้อหุ้นเมื่อ เส้น MACD ตัดเส้น Center Line ขึ้นไป และลงมือขายหุ้นเมื่อ MACD ตัดเส้น Center Line ลงมา ซึ่งผมอยากจจะบอกว่าวิธีนี้เป็นวิธีการใช้งาน MACD ที่ไม่ถูกต้อง

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นการลงมือซื้อหุ้นทันที่มีเส้น MACD ตัดเส้น Center Line ขึ้นไป และลงมือขายหุ้นทันทีที่ MACD ตัดเส้น Center Line ลงมา

การลงมือซื้อหรือขายหุ้นทันทีที่ MACD ตัดเส้น Center Line ก็เหมือนกับว่าเป็นการลงมือซื้อหุ้นหรือลงมือขายหุ้นจากสัญญาณการตัดกันของเส้น EMA นั่นเอง โดยการลงมือซื้อขายเมื่อ MACD ตัดเส้น Center Line นั้นไม่สามารถทำให้ได้กำไรจากการซื้อขายหุ้นได้ทุกครั้งเสมอไป บางครั้งก็ซื้อขายแล้วได้กำไร บางครั้งก็ซื้อขายแล้วขาดทุน ทำให้วิธีนี้เป็นวิธีที่ผมไม่แนะนำให้ใช้ในการซื้อขายหุ้น

เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line

ทิศทางของแนวโน้มเส้น MACD ที่เป็นทิศทางขาขึ้นจะให้เห็นมุมมอง Momentum ที่เป็นบวกต่อราคาหุ้น เพราะว่า เส้น MACD ที่มีทิศทางแนวโน้มเป็นขาขึ้น เกิดจากการที่ ราคาหุ้นเริ่มลดลงในอัตราที่ช้าลง หรือ ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่เร็วขึ้น

ทิศทางของแนวโน้มเส้น MACD ที่เป็นทิศทางขาลงจะให้มุมมองของ Momentum ที่เป็นลบต่อราคาหุ้น เพราะว่า เส้น MACD ที่มีทิศทางแนวโน้มเป็นขาลง เกิดจากการที่ ราคาหุ้นเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่ลดลง หรือ ราคาหุ้นปรับตัวลดลงในอัตราที่เร็วขึ้น

การที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไป จะทำให้เส้น MACD อยู่เหนือเส้น Signal Line ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ยของตัว MACD เอง ซึ่งจะแปลความหมายได้ว่า เส้น MACD น่าจะเป็นแนวโน้มทิศทางขาขึ้นแล้ว จุดที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไป จึงเป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะ MACD และ Signal Line ได้ส่งสัญญาณว่าหลังจากนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่จากเดิม Momentum ให้มุมมองในเชิงลบกับราคาหุ้น เปลี่ยนเป็น Momentum ให้มุมมองในเชิงบวกกับราคาหุ้นแทน

และการที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมา จะทำให้เส้น MACD อยู่ใต้เส้น Signal Line ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ยของตัว MACD เอง ซึ่งจะแปลความหมายได้ว่า เส้น MACD น่าะเป็นแนวโน้มทิศทางขาลงแล้ว จุดที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมา ก็จะเป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะ MACD และ Signal Line ได้ส่งสัญญาณว่าหลังจากนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่จากเดิม Momentum ให้มุมมองในเชิบบวกกับราคาหุ้น เปลี่ยนเป็น Momentum ให้มุมมองในเชิงลบกับราคาหุ้นแทน

ไม่แนะนำให้ใช้งาน MACD แบบนี้ (2)

การที่ลงมือซื้อทันที่ที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line หรือลงมือขายทันที่ที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมาทันทีนั้นเป็นวิธีการใช้งาน MACD ที่ผิดวิธี

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นการลงมือซื้อหุ้นทันที่มีเส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไปและลงมือขายหุ้นทันทีที่ MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมา

หลังจากที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไปนั้นจะบอกกับเราว่า Momnetum ได้เปลี่ยนจากมุมมองเชิงลบต่อราคาหุ้นเป็นมุมมองเชิงบวกกับราคาหุ้นก็จริงแต่ว่า ไม่ได้การันตี ครับว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้นเสมอไป แต่เป็นไปได้ว่าราคาหุ้นอาจจะปรับตัวขึ้นได้บ้าง แต่บางครั้งก็อาจเป็นการปรับตัวขึ้นเพียงชั่วคราวระยะเวลาสั้น ๆ ก็เป็นไปได้ ซึ่งเราไม่มีทางรู้ได้ล่วงหน้าว่า เมื่อ MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไปแล้วหลังจากนั้นราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นแบบชั่วคราวหรือราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน

และหลังจากที่เส้น MACD ตัดเส้น SIgnal Line ลงมาเป็นการบอกว่า Momentum ได้เปลี่ยนจากมุมมองเชิงบวกเป็นมุมมองเชิงลบต่อราคาหุ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาจะต้องปรับตัวลดลงเสมอไปเช่นเดียวกัน และถึงแม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงหลังจากที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมา เราก็ไม่รู้อีกเช่นเดียวกันว่าการปรับตัวลดลงของราคาหุ้นจะเป็นการปรับตัวลดลงแบบชั่วคราวหรือจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องยาวนาน

การที่ลงมือซื้อหุ้นทันทีที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไป หรือขายหุ้นทันทีที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ก็จะเป็นอีกวิธีที่ซื้อขายแล้ว ไม่สามารถทำให้ได้กำไรเสมอไป ดังนั้นจึงเป็นวิธีที่ผมไม่แนะนำให้ใช้เพื่อลงมือซื้อขายครับ

ความหมายของ Divergence ในการวิเคราะห์ Indicators คือ การที่ Indicators ให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของกราฟราคาหุ้น โดยการพิจารณาสัญญาณ Divergence มักจะใช้กับ Indicators ประเภทที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ แรงส่งของราคา (Momentum) และ Indicators ประเภทที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของแนวโน้ม (MACD ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแรงส่งของราคา)

ยกตัวอย่างกรณีที่กราฟราคาหุ้นกับกราฟ Indicators ไม่สอดคล้องกัน เช่น ราคาหุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้นแต่ Indicators กลับให้ข้อมูลว่า Momentum หรือแรงส่งของราคาหุ้นในทิศทางขาขึ้นเริ่มอ่อนแรง หรือในทางตรงข้ามกรณีที่ราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลงแต่ Indicaotors กลับให้ข้อมูลว่า Momentum หรือแรงส่งของราคาหุ้นในทิศทางขาลงเริ่มอ่อนแรง

วิธีการพิจารณาสัญญาณ Divergence ที่นิยมคือ การเปรียบเทียบจุดสูงสุดของกราฟราคาหุ้นกับจุดสูงสุดของกราฟเส้น Indicators และการเปรียบเทียบจุดต่ำสุดของกราฟราคาหุ้นกับจุดต่ำสุดของกราฟเส้น Indicators เพื่อดูว่ามีทิศทางเดียวกัน (Convergence) หรือทิศทางไม่สอดคล้องกัน (Divergence)

1) กรณีที่กราฟราคาหุ้นสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ที่สูงกว่าจุดสูงสุดก่อนหน้า แต่กราฟ Indicators ประเภท Momentum ไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ที่สูงขึ้นได้เช่นเดียวกับกราฟของราคาคา ซึ่งแปลความหมายได้ว่า Momentum ที่จะเป็นแรงส่งให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นในครั้งนี้ต่ำลงกว่าก่อนหน้า จึงเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า ให้เราใกล้ชิดกับกราฟของราคาให้มากขึ้น เพราะในอนาคตราคาหุ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแนวโน้มจากทิศทางขาขึ้นเป็นทิศทางขาลงแล้วก็เป็นไปได้ (Bearish Divergence : คาดว่าราคาหุ้นน่าจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลง)

2) กรณีที่กราฟราคาหุ้นทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้า แต่กกราฟ Indicators ประเภท Momentum ไม่สามารถสร้างจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำลงได้เช่นเดียวกับกราฟของราคา ก็จะแปลความหมายได้ว่า Momentum ที่จะเป็นแรงส่งให้ราคาปรับตัวลดลงต่อในครั้งนี้เริ่มลดลงกว่าครั้งก่อนหน้า ก็จะเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้ติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน เพราะในอนาคตราคาหุ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแนวโน้มจากทิศทางขาลงเป็นทิศทางขาขึ้นก็ได้ (Bullish Divergence : คาดว่าราคาหุ้นน่าจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้น)

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นกรณีที่กราฟราคาหุ้นกับกราฟ Indicators ไม่สอดคล้องกัน (Divergence)

ไม่แนะนำให้ใช้งาน MACD แบบนี้ (3)

จากที่กราฟเส้น MACD เป็น Indicators ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Momentum การที่ลงมือขายหุ้นทันทีที่ MACD ส่งสัญญาณ Beraish Divergence หรือลงมือซื้อหุ้นทันทีเมื่อ MACD ส่งสัญญาณ Bullish Divergence เป็นวิธีการใช้งาน MACD ที่ไม่ถูกต้อง เพราะสัญญาณ Divergence เป็นเพียงสัญญาณเตือนล่วงหน้าเท่านั้น ยังไม่ใช่สัญญาณที่จะให้ลงมือซื้อหรือขายหุ้นทันที

สิ่งที่ผมอยากจะแสดงให้เห็นคือ การลงมือซื้อขายทันทีที่เกิดสัญญาณจาก MACD ตัด Center Line หรือ MACD ตัด Signal Line หรือ สัญญาณ Divergence ไม่สามารถทำให้ผลการซื้อขายได้กำไรทุกครั้งเสมอไป บางครั้งซื้อขายแล้วก็ได้กำไร บางครั้งซื้อขายแล้วก็ขาดทุน แต่ถ้าซื้อซื้อขายด้วยวิธีนี้อย่างต่อเนื่องโอกาสที่ผลจากการซื้อขายโดยรวมจะออกมาเป็นขาดทุนน่าจะมีมากกว่าโอกาสที่ผลการซื้อขายโดยรวมรวมจะออกมาเป็นกำไร

ผมสังเกตว่าเวลาที่มีการนำเสนอสัญญาณจาก MACD เพื่อนำไปซื้อขายหุ้น ส่วนใหญ่จะแสดงตัวอย่างการซื้อขายหุ้นจากสัญญาณ MACD ตัด Center Line หรือ MACD ตัด Signal Line หรือ สัญญาณ Divergence แล้วได้ผลเป็นกำไร เพื่อให้ดูน่ามีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

ผมขอเสนอตัวอย่างการซื้อขายหุ้นจากสัญญาณ MACD ตัด Center Line และ MACD ตัด Signal Line หรือ สัญญาณ Divergence แล้วเกิดผลขาดทุน หรือขายหมู เพื่อให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่าการซื้อขายด้วยวิธีนี้แล้วขาดทุน ซึ่งทำให้คนที่ีเทคนิคนี้ในการซื้อขายไม่สามารถทำให้ได้กำไรและประสบความสำเร็จในการซื้อขายระยะยาว

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นการลงมือซื้อหุ้นทันที่มีเส้น MACD ตัดเส้น Center Line ขึ้นไปและลงมือขายหุ้นทันทีที่ MACD ตัดเส้น Center Line ลงมา จะเห็นได้ว่ามีผลการซื้อขายออกมาเป็นขาดทุน (ที่มา : ASPEN Mobile)

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นการลงมือซื้อหุ้นทันที่มีเส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไปและลงมือขายหุ้นทันทีที่ MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมา จะเห็นได้ว่ามีผลการซื้อขายออกมาเป็นขาดทุน (ที่มา : ASPEN Mobile)

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นการลงมือขายหุ้นทันทีที่มีสัญญาณ Bearish Divergence แล้วราคาปรับตัวขึ้นต่อจึงขายหมู (ที่มา : ASPEN Mobile)

4 ข้อสังเกตเพิ่มเติมของสัญญาณจาก MACD

ก่อนที่จะเริ่มแนะนำวิธีใช้งาน MACD ที่ถูกต้องผมอยากจะให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญาณจาก MACD ทั้ง 3 ประเภท ที่ได้แนะนำให้รู้จักไปก่อนหน้า ดังนี้ คือ

1) สัญญาณ MACD ตัดกับ Signal Line เป็นสัญญาณที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแรงส่งของราคาหุ้น (Momentum) เป็นสัญญาณระยะสั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าราคาจะมีการกลับทิศทาง โดยที่การกลับทิศทางของราคาอาจจะเป็นแค่การกลับทิศทางระยะเวลาสั้น ๆ หรืออาจจะเป็นการกลับทิศทางของราคาหุ้นที่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับทิศทางของราคาครั้งใหญ่จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแนวโน้มราคาหุ้นก็ได้

2) สัญญาณ MACD ตัดเส้น Center Line เป็นสัญญาณให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น (Trend) ถือว่าเป็นสัญญาณระยะกลาง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นที่กินระยะเวลายาวนานกว่าการกลับตัวของราคา

3) สัญญาณ MACD ตัด Signal Line ซึ่งเป็นสัญญาณระยะสั้น ส่วนสัญญาณ MACD ตัด Center Line เป็นสัญญาณระยะกลาง จะเห็นได้ว่า สัญญาณ MACD ตัด Signal Line จะเกิดบ่อยกว่า สัญญาณ MACD ตัด Center Line

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าสัญญาณ MACD ตัด Signal Line จะเกิดบ่อยกว่าสัญญาณ MACD ตัด Center Line (ที่มา : ASPEN Mobile)

4) สัญญาณ Divergence จะเป็นสัญญาณที่พบได้น้อยครั้งที่สุดในบรรดา 3 สัญญาณที่น่าสนใจของสัญญาณ MACD ในความเห็นของผม สัญญาณ Divergence เป็นสัญญาณเตือนที่มีความน่าเชื่อถือและน่าสนใจมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดสัญญาณ Divergence ก็ไม่ได้การันตีว่าราคาจะต้องกลับตัวเสมอไป การซื้อขายจากสัญญาณ Divergence จึงต้องติดตามกราฟราคาหุ้นให้ใกล้ชิดก่อนการลงมือซื้อขายจริง

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าเมื่อเกิดสัญญาณ Divergence ครั้งแรกราคาหุ้นยังไม่กลับทิศทางทันที แต่เป็นแค่พักตัวชั่วคราวเพื่อเคลื่อนที่ไปต่อในทิศทางเดิม ส่วนสัญญาณ Divergence ครั้งที่สองแนวโน้มราคาหุ้นกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง

หลักการที่ผมจะแนะนำในบทความนี้ เป็นหลักการในการใช้งาน Indicators ทุกประเภท นะครับ ไม่ได้จำกัดเฉพาะ MACD เท่านั้น หลักการที่ว่าคือ คือ ต้องให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นมากที่สุด และใช้การวิเคราะห์ Indicators เป็นเพียงข้อมูลเสริมเพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ดังนั้นห้ามให้ความสำคัญกับ Indicators มากกว่ากราฟราคาหุ้นเด็ดขาด และต้องไม่ตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นจากข้อมูล Indicators แต่เพียงอย่างเดียว

ใช้ MACD เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า

เมื่อ MACD เกิดสัญญาณที่น่าสนใจออกมา ไม่ว่าจะเป็น MACD ตัด Center Line หรือ MACD ตัด Signal Line หรือ Divergence ก็ตาม เราจะใช้สัญญาณเหล่านี้ เป็นสัญญาณที่บอกว่าหุ้นตัวนี้เริ่มมีความน่าสนใจ หรือเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าราคาหุ้นในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง เพื่อให้เราติดตามกราฟราคาอย่างใกล้ชิดเพื่อหาจังหวะที่ลงมือซื้อหรือขายที่ดีต่อไป หรือเป็นสัญาณ แต่ การหาจังหวะลงมือซื้อขายหุ้นที่ดีนั้น จะต้องกลับไปวิเคราะห์จากกราฟราคาหุ้นเสมอ เนื่องจากกราฟราคาหุ้นเป็นข้อมูลที่ใช้แสดงพฤติกรรมของคนที่เข้ามาซื้อขายในตลาดได้ดีที่สุด

รูปแสดงวิธีการใช้งาน MACD ที่ถูกวิธี เมื่อเกิดสัญญาณจาก MACD จะไม่ลงมือซื้อขายทันที แต่ให้ตัดสินใจลงมือซื้อขายจากการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้น

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นกรณีที่ MACD ส่งสัญญาณ Divergence แต่หลังจากติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดแล้วไม่มีสัญญาณให้ขายจึงถือหุ้นต่อ (ไม่ทำ New Low ที่ระดับเส้นแนวนอนสีขาว) ทำให้ไม่ได้ลงมือขายหุ้นจากสัญญาณ Divergence ของ MACD ในครั้งนี้ (ที่มา : ASPEN Mobile)

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นกรณีที่ MACD ส่งสัญญาณ Divergence และหลังจากติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดพบว่ากราฟราคาหุ้นทำ New Low และ เบรก Trend Line หลังจากนั้น จึงใช้สัญญาณจากกราฟราคาในการลงมือขายหุ้น (ที่มา : ASPEN Mobile)

ให้ MACD เพิ่มความมั่นใจในการลงมือ

เราออาจจะใ ช้ MACD เพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้น โดยเริ่มจากวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นเพื่อให้ได้จังหวะที่จะลงมือซื้อขาย และก่อนจะลงมือก็ค่อยมาวิเคราะห์ดูลักษณะที่เกิดขึ้นของ MACD ว่าสนับสนุนการลงมือซื้อขายหรือไม่ ถ้าลักษณะที่เกิดขึ้นของ MACD ไม่สนับสนุนทิศทางที่เรากำลังจะลงมือ เราก็จะไม่ลงมือซื้อขาย ยกตัวอย่างเช่น ในการซื้อขายหุ้นระยะกลางเมื่อเราวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นแล้วกำลังอยากจะลงมือซื้อหุ้น แต่เส้น MACD ยังอยู่ใต้ Center Line ซึ่งให้ข้อมูลว่าทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นยังอยู่ในขาลง เราก็จะไม่ลงมือซื้อขาย หรือถ้ากำลังอยากซื้อหุ้นแล้วถือระยะสั้นๆ แต่ MACD อยู่ใต้เส้น Signal ซึ่งบอกถึงแรงส่งของราคาไม่สนับสนุนการซื้อหุ้น เราก็จะไม่ลงมือซื้อหุ้น เป็นต้น

รูปแสดงวิธีการใช้งาน MACD ที่ถูกต้อง เมื่อวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นจนได้สัญญาณซื้อขายแล้ว จากนั้นวิเคราะห์ MACD เพื่อดูว่าลักษณะของ MACD สนับสนุนการลงมือหรือไม่

รูปตัวอย่างการใช้ MACD เพื่อสนับสนุนสัญญาณซื้อหุ้น

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าเส้น MACD ไม่สนับสนุนการลงมือซื้อหุ้น

จากวิธีในการใช้งาน MACD ทั้ง 2 วิธีจะเห็นได้ว่าการตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นในแต่ละครั้งถ้าเราให้ความสนใจที่สัญญาณจากกราฟราคาหุ้นมากกว่ากราฟ MACD จะช่วยลดความผิดพลาดของสัญญาณที่เกิดขึ้นจาก MACD ได้ หรือถ้ากำลังสนใจลงมือซื้อขายหุ้น ก็ลองใช้ MACD เป็นเครื่องมือสำหรับคัดกรองจังหวะซื้อขายที่ไม่ดีออกไป ก็จะช่วยให้เราได้โอกาสในการซื้อขายหุ้นได้มีกำไรมากกว่าโอกาสในการขาดทุนครับ

MACD ซึ่งเป็น Indicator ที่บอกทั้งแนวโน้มของกราฟราคาหุ้น และ Momentum โดยมีวิธีการคำนวณค่า MACD จากส่วนต่างของ EMA(12) และ EMA(26) และแสดงค่าจะแสดงเป็นกราฟเส้นบนพื้นที่ใหม่ที่ไม่ใช่พื้นที่เดียวกันกับกราฟราคาหุ้น

ค่าของ MACD จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางของแนวโน้มกราฟราคาหุ้น โดยที่ MACD ในช่วงที่มีค่าเป็นบวก (+) จะแปลความหมายได้ว่ากราฟราคาน่าจะกำลังอยู่ในมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้น ส่วนในช่วงที่ MACD มีค่าเป็นลบ (-) จะแปลความหมายได้ว่ากราฟราคาหุ้นน่าจะกำลังอยู่ในทิศทางของแนวโน้มเป็นขาลง

ทิศทางของเส้น MACD ที่เป็นทิศทางขาขึ้น จะให้ข้อมูลในเชิงบวกกับราคาหุ้น กรณีที่ MACD มีค่าเป็นบวกและเส้น MACD มีทิศทางขาขึ้นจะแปลความหมายได้ว่า Momentum ในทิศทางขาขึ้นเพิ่มมากขึ้น กรณีที่ MACD มีค่าเป็นลบ และเส้น MACD มีทิศทางเป็นขาขึ้นจะแปลความหมายได้ว่า Momentum ในทิศทางขาลงเริ่มอ่อนแรง

ทิศทางของเส้น MACD ที่เป็นทิศทางขาลง จะให้ข้อมูลในเชิงลบกับราคาหุ้น- กรณีที่ MACD มีค่าเป็นบวกแต่เส้น MACD มีทิศทางเป็นขาลงจะแปลความหมายได้ว่า Momentum ในทิศทางขาขึ้นเริ่มอ่อนแรง และกรณีที่ MACD มีค่าเป็นลบ และเส้น MACD มีทิศทางเป็นขาลงจะแปลความหมายได้ว่า Momentum ในทิศทางขาลงเพิ่มมากขึ้น

MACD เป็น Indicator ในการวัด Momentum ของราคาหุ้น หรือใช้เพื่อวิเคราะห์และติดตามการว่าราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่สำหรับ Signal Line และ MACD Historical จะเป็น Indicators ที่ใช้ในการวิเคราะห์และติดตามการเปลี่ยนแปลงของเส้น MACD เพื่อดูว่า Momentum มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดย Signal Line จะเป็น Indicator ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางของแนวโน้มเส้น MACD และ MACD Histogram เป็น Indicator ที่ให้ข้อมูลว่า MACD เริ่มมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางหรือไม่ ด้วยการวัดระยะห่างระหว่างเส้น MACD กับเส้น Signal Line

การวิเคราะห์ MACD เราสนใจสัญญา 3 อย่าง ได้แก่ สัญญาณจากเหตุการณ์ที่ MACD ตัด Center Line ที่เป็นการบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางของราคาหุ้นในแนวโน้มระยะกลาง สำหรับสัญญาณจากกรณีที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line จะให้ข้อมูลถึงการเปลี่ยนแปลง Momentum ซึ่งน่าจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของทิศทางราคาในระยะสั้น และสัญญาณ Divergence ที่ให้ข้อมูลว่าทิศทางของแนวโน้มราคาหุ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นเดียวกัน

การลงมือซื้อขายหุ้นด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิคเราจะยกให้กราฟราคาหุ้นเป็นพระเอกเสมอ โดยการตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นต้องตัดสินใจจากกราฟราคาหุ้นเท่านั้น และขอให้ MACD หรือ Indicators เป็นแค่พระรองช่วยส่งสัญญาเตือนหรือสนับสนุนการตัดสินใจซื้อขายเท่านั้น

ZYO BLOG

รวมงานเขียนบ้าพลัง เกี่ยวกับการเทรดหุ้น โดย Zyo / เซียว จับอิดนึ้ง : นักเขียนหนังสือหุ้น, นักเทรด, YouTuber & Momentum Trader

Subscribe to this blog

สมัครรับข้อมูลทางอีเมล์ ไม่พลาดทุกโพสต์

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

  • Get link
  • Facebook
  • Twitter
  • Pinterest
  • Email
  • Other Apps

ขั้นตอนที่ 1
เมื่อเราเปิดกราฟดู หากมีความมั่นใจราคามันทำขาลงจนจบเวฟ 5 ของขา c แล้ว
ก็ให้รอดูการกลับตัวของเทรนด์ สิ่งที่จะยืนยันชัดก็คือการเด้งแรงครั้งแรกและทำ Higher High ได้ด้วย
หรือนี่อาจจะเป็นเวฟหนึ่ง(คาดเอาไว้ก่อน เพราะเราไม่รู้อนาคต)

ส่วนใหญ่ “นิวไฮ” แรกจะเป็นเวฟ 1 และนิวโลว์จะเป็นเวฟ 2 และราคาจะเบรคแนวต้านขึ้นไปด้วยวอลุ่มจำนวนมาก ทำให้แนวต้านเดิมกลายเป็นแนวรับทันที

สอนนับคลื่น Elliott Wave โดย คุณน้ำผึ้ง สัตตารัมย์
ผมคิดว่า คุณน้ำผึ้ง สัตตารัมย์ ถือเป็นเทรดเดอร์คนแรกๆที่กล้าเปิดเผยเคล็ดลับการดู-การนับคลื่น Elliott Wave ออกสื่อฟรีๆ แถมอธิบายแบบละเอียดยิบ ซึ่งน้อยคนนักที่จะใจกว้างแบบนี้ ผมขอแสดงความคารวะและขอบคุณมาในที่นี้ด้วย ว่านายเจ๋งมาก

ปล. บางคลิป เจ้าของช่องได้ลบออกไปจากยูทูปแล้วครับ
หากท่านสนใจว่าเขาพูดถึงอะไร ก็ซื้อหนังสือ หุ้นลิ่งดาวอังคาร มาอ่านได้ครับ มันได้รวบรวมสิ่งที่เธอพูดเอาไว้แถมยังยกเคสเพิ่มเติมให้อ่านมากมายเลย หน้าตาหนังสือก็เป็นแบบนี้

8 4 59 Stop Loss Ceiling Trader

คลิปแรกเป็นการเปิดตัวของเธอครั้งแรก จะเป็นการเล่าประวัติ life style ของเธอ ที่ล้มลุกคลุกคลาน ขาดทุนหนัก แต่ก็ไม่ยอมแพ้ มุมานะศึกษาหุ้นอย่างบ้าระห่ำ จนกระทั่งคิด system trade ของตัวเองออกมาได้ และมีโอกาสได้ศึกษาอีเลียตเวฟ ทำให้ความรู้ทั้งหมดมันเติมเต็ม กระทั่งมองวงจรหุ้นมองรอบของหุ้นได้ พอศึกษาแล้วก็ได้คิดว่า “ถ้ามองอีเลียตเวฟเหมือนคนอื่น มันก็เป็นแค่ผู้ตาม หากคิดการใช้ประโยชน์เวฟในแบบของตัวเองได้จะทำให้เอาชนะตลาดได้

ข้อดีของอีเลียตเวฟที่เธอพบคือ ราคาหุ้นมันวิ่งเป็นรอบ เมื่อมีความรู้ก็จะสามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาจะไปจบรอบตรงไหน หาจุดเข้าซื้อได้ และเป้าในการขายก็ใช้ฟีโบนาชี เธอชอบลงทุนในเวฟสาม โดยเริ่มเข้าไปเก็บหุ้นที่จุดสิ้นสุดของเวฟสองซึ่งเธอเรียกว่าเวฟของเจ้ามือ สังเกตง่ายๆว่า ราคาจะลงมาเรื่อยๆ พร้อมกับวอลุ่มการซื้อขายก็แห้งลงเรื่อยๆ เธอจะใช้ความรู้ทั้งอีเลียตเวฟ-วอลุ่ม และ price action มาผสมผสานกันเพื่อหาจุดสิ้นสุดของการพักตัวทำจุดจบของเวฟสอง โดยวอลุ่มจะช่วยบอกว่าไกล้จบรอบหรือยัง แล้วเข้าไปซื้อได้หรือยัง

เธอยังพูดถึงคนคุมเกม-ทำราคาหุ้น เข้าไปสะสมหุ้นในเวฟสอง สังเกตุได้จากการทำ complex wave ประเภท double/triple three ที่เป็นลักษณะของการตบขึ้นตบลงของราคาหุ้นให้ sideway ไม่ขยับ จนถึงจุดหนึ่งที่วอลุ่มแห้ง ราคาไม่ไปไหน เวฟสองของหุ้นที่เจ้ามือเก็บของนั้นจะใช้เวลานานอาจเป็นปีๆ เนื่องจากกิจการยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูดำเนินธุรกิจในขั้นต้น-ข่าวดียังไม่ชัดเจน วิธีการเข้าซื้อของรายย่อยคือรอให้ราคายกโลว์ขึ้นไปก่อน-จะได้ไม่ต้องรอนาน

เวฟสาม มักจะยืด ถ้าเวฟสองทำ complex เอาไว้ เพราะเจ้ามือสะสมหุ้นนาน ช่วงที่จบเวฟสองต่อเวฟสามนี้เองจะมีข่าวดีออกมาเพื่อเรียกแขก ตอนนี้จะมีวอลุ่มสูงมาก ราคาอาจจะเปิด gap หรือทำแท่งเขียวยาว เพราะคนจำนวนมากเริ่มเห็นสัญญาณก็เข้ามาซื้อกันมากมาย ในเวฟนี่เราสามารถทำกำไรได้มาก เพราะราคาจะวิ่งไปได้อย่างน้อยก็ 161.8%

ที่ผ่านมาเธอทำกำไรจากหุ้นที่ทำเวฟสามยืดบางตัวเป็นหลัก 1000% ทั้งๆที่เะพื่อนร่วมก๊วนรีบขายตั้งแต่เด้งแรกๆ สาเหตุที่เธอทนถือจนได้กำไรนับสิบเด้งได้เพราะ system trade ของเธอที่ตั้งเงื่อนไขเอาไว้

สอนนับคลื่น Elliott Wave โดย คุณน้ำผึ้ง ตอนที่ 1(คลิปโดนลบ)

เป็นการพูดถึงรูปแบและพฤติกรรมของแต่ละคลื่นใน Elliott Wave เวฟหนึ่งเป็นการเริ่มฟื้นจากขาลงเพราะมีคนกลุ่มหนึ่งเห็นว่ามันลงมาได้ที่แล้ว ถ้าเป็นวีไอก็มองว่าราคาต่ำกว่ามูลค่ามากๆ ก็เลยเข้าไปรับซื้อ-ทำให้ราคาเด้งขึ้นไปเป็นเวฟหนึ่ง แต่เพราะราคาลงมานาน การขึ้นครั้งนี้จึงเป็นแค่การรีบาวนด์ก็เลยถูกนักลงทุนบางส่วนขายออกมากดให้ราคาลงให้เป็นเวฟสอง

เวฟสองเป็นช่วงที่ใช้เวลานานพอสมควรตั้งแต่ครึ่งปีจนถึงหลายปี เพื่อเป็นช่วงเวลาในการสะสมหุ้นเพื่อเตรียมตัวฟอร์มเป็นเวฟสาม ส่วนจะนานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับส่วนของพื้นฐานที่เป็นช่วงที่มีการ on process ตาม story ที่บริษัทออกข่าว ว่ามีความคืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน คุณน้ำผึ้งก็จะเข้าไปเก็บช่วงนี้เพราะเห็นว่าราคาไม่ทำนิวโลว์ วอลุ่มเข้าแล้ว

เวฟสามเป็นเวฟมวลชน เป็นการกระตุกราคาขึ้นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนที่ยังไม่สนใจให้เข้ามาร่วมซื้อ จึงเป็นคลื่นที่ขึ้นแรงและเร็ว วอลุ่มซื้อขายมีจำนวนมาก หุ้นลิ่งที่เธอได้มาก็เพราะเธอเก็บตอนเวฟสองไว้ แล้วพอมัน breakout ขึ้นมาเป็นเวฟ 3 มีข้อสังเกตุคือหุ้นที่พุ่งแรงพอมันทำเวฟสามจะเริ่มต้นด้วยการเปิด gap พร้อมวอลุ่ม เรียกว่า breakaway gap เป็นตัวคอนเฟิร์มการเกิดเวฟ 3 และหุ้นลิ่งฉบับน้ำผึ้ง เธอใช้วอลุ่มเป็นตัวช่วยยืนยันว่ามันจะขึ้นจริงหรือแค่หลอก

ทริกเด็ดๆ จาก fulltime trader คุณน้ำผึ้ง สัตตารัมย์

เป็นการ Live ครั้งแรกของเธอ ที่แสดงให้เห็นภาพคลื่นแบบต่างๆ อีเลียตเวฟจะศักดิ์สิทธิ์เมื่อเอามาใช้ร่วมกับวอลุ่ม ในคลิปนี้เธอจัดเต็มเรื่องของ gap ซึ่งถือว่าครบเครื่องเอามากๆ
ทฤษฎี gap ที่เกี่ยวข้องกับเวฟ มีดังนี้

Common gap ในเวฟสอง(sideway)เป็นสัญญาณการเก็บหุ้นของเจ้ามือที่หวงของ เพราะเขาจะตบขึ้น/ลงเพื่อให้เม่าคายหุ้นคืน ยิ่งมีเยอะยิ่งน่าสนใจ gap ประเภทนี้มักจะมีการลงมาปิดในเวลาอีกไม่นาน เพราะราคายังอยู่ในกรอบ sideway เพื่อเก็บหุ้น โดยจะถูกกระชากขึ้นและตบลง เป็นรูปแบบเวฟ complex ประเภท double three

Breakaway gap เป็นการกระโดดข้ามเวฟสองเพื่อเริ่มเวฟสามที่แข็งแรง ซึ่งจะมีวอลุ่มจำนวนมาก ที่สำคัญถ้าจะไปต่อ ต้องไม่ลงมาปิด gap

ในเหตุผลของคนทำราคา ที่ต้องเปิด gap คือเหตุผลที่ว่าหุ้นจะขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีแรงซื้อมากกว่าแรงขาย หากแรงขายหมดหุ้นจะขึ้นได้แรงและเร็วเพราะเมื่อราคาหุ้นวิ่งขึ้นจะไม่มีใครขายใส่ลงมาเหลือแต่แรงซื้อเพียงอย่างเดียว

แต่หากแรงขายยังมีอยู่แล้วถึงเวลาที่หุ้นจะต้องขึ้นแล้วล่ะ ‪#‎เราจะทำอย่างไรให้หุ้นขึ้นได้เร็วและแรง‬ คำตอบคือ ‪#‎เราก็ต้องทำให้คนที่คิดจะขายเปลี่ยนใจ‬.

วิธีการที่ง่ายสุดๆ ที่จะทำให้คนที่คิดจะขายเปลี่ยนใจ คือการทำให้ราคาหุ้นเปิดกระโดดขึ้นไปเยอะๆข้ามผ่านแนวต้านสำคัญไปเลย และหากมาพร้อมกับ Volume แล้วด้วย คนที่คิดจะขายก็จะเปลี่ยนใจเพราะในเวลานั้นก็เห็นๆอยู่ว่ามีแต่คนแย่งกันซื้อด้วย Volume ที่เยอะๆและต้นทุนสูงกว่าเราอีกและแน่นอนที่สุดเราได้กำไรแล้วจะรีบขายทำไม หุ้นเพิ่งเริ่มวิ่งหลังจากปรับฐานเอง. ส่วนใหญ่แล้วหุ้นที่เกิด break away gap จะวิ่งไปเลยโดยที่ไม่วิ่งลงมาปิด gap

Runaway/Measuring gap วัดเป้าได้เลยจากฐานถึง gap ขึ้นมาเท่าไร ราคาเป้าก็จะได้เท่านั้น วอลุ่มไม่ต้องมากก็ได้ จึงเป็นระยะกลางของเวฟ

Exshaustion gap เกิดในช่วงปลายของเวฟห้า จะมี bearish divergence จากนั้นจะเป็นช่วงรินของออก
จากตัวอย่างกราฟแรก คุณน้ำผึ้งโชว์ให้เห็น gap ที่เกิดในช่วง sideway และกลายเป็นแนวรับ ต่อมาราคาพักตัวลง แต่ไม่หลุดลงไปปิด gap จึงตีความว่าต่อไปน่าจะวิ่งแรง และก้เป็นจริงดั่งคาด เมื่อสัปดาห์ต่อมาราคาก็เปิด breakaway gap ข้ามกรอบ sideway ขึ้นไปได้

สอนนับคลื่น Elliott Wave โดย คุณน้ำผึ้ง ตอนที่ 2 (คลิปโดนลบ)

อีเลียตเวฟ ช่วยให้เรารู้รอบการซื้อและรอบการขาย การดูวอลุ่มประกอบจะช่วยให้เราจับสัญญาณการขึ้นและลงตามรอบเวฟได้ โดยเวฟหนึ่งวอลุ่มจะเข้ามา แล้วเวฟสองวอลุ่มแห้ง(ราคาก็ลดลงแต่ไม่ทำนิวโลว์ คุณน้ำผึ้งจะเข้าไปเก็บช่วงนี้) แล้วเวฟสามกระตุกขึ้นมาพร้อมวอลุ่มมากที่สุดและราคาก็วิ่งแรงไปหาเป้าฟีโบนาชีซึ่งสามารถไปได้เป็นพันเปอร์เซ็นต์ถ้าเป็นเวฟสามยืดเพราะมีแรงซื้อเข้ามาต่อเนื่อง
จากกราฟหุ้น GREEN เธอบอกว่าเข้าซื้อตอนที่ราคากระตุกเพื่อทำเวฟสามและก็ซื้อเพิ่มตอนที่มันพักตัวลงมาวอลุ่มแห้ง(ซึ่งมันก็คือเวฟสองนั่นเอง)

ที่เวฟสามมีวอลุ่มซื้อขายจำนวนมาก เพราะเป็นช่วงที่ข่าวดีออกมาต้นเทรนด์ สตอรี่ที่มาจากเวฟสองเริ่มออกดอกออกผล ทำให้งบออกมาดีขึ้น

หรืออีกแบบคือ การเกิดเวฟสามที่มาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจ เพราะมีความคาดหวังในทางที่ดีขึ้น จึงเกิดการเก็งกำไรตามข่าวกัน

และเรื่องข่าวนี้เอง คุณน้ำผึ้งให้ข้อสังเกตุว่า ข่าวจะออกมาสองช่วง คือต้นเทรนด์(คือช่วงที่ราคาอยู่ในช่วงต่ำๆ = เวฟ 3) กับปลายเทรนด์(ราคาอยู่ที่สูงๆ = เวฟ 5 ปล่อยข่าวดีเพื่อขายหุ้น) ดังนั้นถ้าดูกราฟเป็นจะช่วยได้มาก

การกดการรีดหุ้น จากตัวอย่างหุ้น GL ซึ่งมี gap ต้นเทรนด์ และก่อนที่จะเปิดโดดพร้อมวอลุ่ม ราคาก็ทำเวฟสองอย่างชัดเจน พอราคาขึ้นไปทำเวฟสามแล้วจะมีอาการตบขึ้นตบลงอย่างชัดเจน แต่ถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นเลยว่าราคายกไฮยกโลว์ขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้นจุดที่ราคาโดนตบลงและวอลุ่มไม่ออก-จึงเป็นจังหวะซื้อที่ดีมาก

สอนนับคลื่น Elliott Wave โดย คุณน้ำผึ้ง ตอนที่ 3 ทฤษฏีห่านบิน (คลิปโดนลบ)

ในทางหุ้นนั้น ทฤษฏีห่านบิน ก็คือหุ้นตัวนำในกลุ่มอุตสาหกรรมไหนวิ่งก่อน สักพักตัวอื่นในอุตสาหกรรมที่มีสินค้า/บริการ/โมเดลธุรกิจแบบเดียวกัน-ก็จะวิ่งตาม อาทิกลุ่มเดินเรือ ถ้า TTA วิ่งนำ สักพัก PSL, JUTHA ก็ต้องวิ่งตาม ดังนั้น-หากเราเข้าซื้อ TTA ที่ทำเวฟสามไปแล้วไม่ทัน ก็ควรไปเปิดกราฟ PSL กับ JUTHA ดูว่าทำเวฟสองรอขึ้นเวฟสามอยู่หรือไม่ ถ้าใช่ ก็เข้าซื้อได้

สอนนับคลื่น Elliott Wave โดย คุณน้ำผึ้ง ตอนที่ 4 วิเคราะห์ข่าว (คลิปโดนลบ)

ข่าวกับเวฟขาขึ้น ยกตัวอย่างการบินไทย ที่มีการออกข่าวว่าจะพ้นวิกฤติและจะพลิกกำไร ก่อนหน้านี้เธอก็เปิดกราฟดูสัญญาณทางเทคนิคก็พบว่าราคาไม่ทำนิวโลว์แถมยกโลว์ขึ้นด้วย การที่ข่าวออกมาในช่วงนี้ก็ถือว่าเป็นข่าวต้นเทรนด์-ถือเป็นสัญญาณซื้ออีกแบบหนึ่ง เพราะมักจะเกิดช่วงปลายเวฟสองต่อเวฟสาม การที่ข่าวออกตอนนี้ก็เพราะต้องการกระตุ้นให้แรงซื้อมีความมั่นใจไล่ซื้อจนเอาชนะแรงขายได้ วันต่อมาก็เกิด gap up พร้อมวอลุ่มสูงปรี๊ดทันที จึงเป็นตัวยืนยันของการเริ่มต้นทำเวฟสามที่แข็งแรงตั้งแต่นั้นมา
การเก็บหุ้นที่ราคาต่ำๆนั้นสามารถทำได้ เพียงแต่เรารู้ว่าราคามันทำ bottom จบรอบเวฟไปแล้ว และกำลังเริ่มรอบใหม่

ข้อระวังในการซื้อตามข่าว คือต้องคิดให้ดีและมั่นใจว่าผู้ให้ข่าวนั้นต้องมีความน่าเชื่อถือ ประกอบกับการดูกราฟเป็น จะช่วยให้เราทำกำไรได้

คุณน้ำผึ้งเป็นคนที่ขยันมาก เธอจะทำลิสต์หุ้นที่อยู่ในขาลงทั้งหมด และทำการบ้านว่าราคามันลงจนจบรอบเวฟแล้วหรือยัง เมื่อประกอบกับการตามข่าวตลอดก็จะทำให้เธอเจอโอกาสซื้อที่ได้ราคาดีกว่าคนอื่นๆ เพราะถ้าข่าวมาพร้อมกับเทคนิคอลที่จบรอบคลื่นและกำลังรอยิงเวฟสาม-ถือว่าเป็นข่าวดีต้นเทรนด์อันเป็นสัญญาณซื้อที่ได้เปรียบมากๆ

อีกเคสคือ SOLAR เป็นการสื่อถึงข่าวที่ออกมาตอนปลายเทรนด์ จากนั้นราคาก็ขึ้นไปอีกไม่มาก ซึ่งเป็นการเข้าซื้อที่ยอดดอยนั่นเอง ข่าวเป็นองค์ประกอบรอง ที่จะเป็นสตอรี่สนับสนุนให้คนเข้ามาเก็งกำไร ตัวหลักที่เธอใช้คือเทคนิคอล-ดูเวฟเป็นหลักว่าจบรอบหรือยัง เป็นต้นเทรนด์หรือปลายเทรนด์ เธอบอกว่ายังนับเวฟทุกวัน การดูเวฟของเธอจะตรวจทั้งภาพใหญ่และเล็ก ภาพใหญ่(weelky/daily)ใช้ดูรอบเหมือนแผนที่ แต่ภาพเล็ก(60-30-15-5 นาที)ใช้หาจุดเข้าซื้อที่ถูกจังหวะ/หรือยังไม่ถึงเวลาเข้า ฟังดูเหมือนยาก แต่ถ้าคุณฝึกฝนจนมีทักษะเชี่ยวชาญแล้ว การมองปราดแค่วินาทีก็พอรู้แล้วล่ะว่ามันอยู่เวฟไหน รู้อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเข้าใจ และฝึกให้เกิดทักษะ

สอนนับคลื่น Elliott Wave โดย คุณน้ำผึ้ง ตอนที่ 5 วิกฤตเศรษฐกิจ (คลิปโดนลบ)

จากคลิปนี้เราจะได้เห็นการนับคลื่นจากการมองภาพใหญ่ จะได้รู้ว่าเขากำหนดจุดสุดท้ายของเวฟยังไง ในช่วงที่วิกฤติเราจะได้ราคาหุ้นที่มีพื้นฐานดีแต่ราคาถูกมากๆ เธอบอกว่ายังมีหุ้นไทยบาง sector บางหมวดถ้าไปเจาะสตอรีดีๆ มีหลายตัวทำ bottom ของเวฟสองแล้ว มีทั้งกำลังจะจบ หรือบางตัวก็กำลังฟอร์มเวฟสามพร้อมจะระเบิด เธอคิดว่าไม่น่าเกินปีสองปีนี้จะมีหุ้นประเภทหลาย 10 เด้ง กำลังจะกลับมาอีกครั้ง เพราะตามที่เธอเช็คกราฟและสตอรี่แล้วพบว่ามีเกือบ 20 กว่าตัว โรงพยาบาลเป็นปลายเทรนด์แล้ว กำลังขึ้นเวฟห้า

เรียนรู้ Price Pattern กับ Elliott Wave

คุณน้ำผึ้งเชื่อว่าตลาดหุ้นเป็นเรื่องของ money game การที่หุ้นจะขึ้นได้ต้องมีช่วงสะสมของก่อนในรูปแบบของ double bottom กับ triple bottom หรือ inverse head and shoulder หรือ dragon pattern และ cup with handle

และก่อนที่หุ้นจะลงก็จะมีการรินขายของ ทำให้เกิดรูปแบบราคา double top, triple top, head and shoulder พวกนี้จะเกิดขึ้นพร้อมสัญญาณ bearish divergence ตัวอย่างเช่นหุ้นขึ้นไปทำเวฟสามที่ 3 บาท ต่อมาย่อทำเวฟสี่ที่ 2.50 ต่อมาราคาวิ่งขึ้นไปชน 3 บาทแต่ไม่ผ่านพร้อมกันนั้น RSI ก็ยกยอดต่ำลง ถ้าเจอแบบนี้ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าน่าจะจบรอบ

Head and shoulder ประกอบด้วยใหล่ซ้าย หัว และ ไหล่ขวา ตามลำดับ ถ้าเอาอีเลียตเวฟมาจับก็จะได้ว่าไหล่ซ้าย คือเวฟสาม แล้วจุดสูงสุดของ pattern ที่เรียกว่าหัวก็คือเวฟห้า ส่วนไหล่ซ้ายที่เหลือก็คือเวฟ B นั่นเอง มันก็คือรูปแบบกลับตัวจากจุดสูงสุด อันเป็นจุดจบของแนวโน้มขาขึ้นนั่นเอง

Dragon Pattern เป็น pattern ที่นักลงทุนชอบมองหากันเยอะ เพราะเป็นสัญญาณของการเป็นขาขึ้นรอบใหม่ คุณน้ำผึ้งบอกว่ามันก็คือคลื่นสุดท้ายเพื่อจะจบรอบของขาลง-แล้วก็จะเริ่มเป็นขาขึ้นรอบใหม่ ส่วนประกอบของมันก็มี หัวมังกร(1C) คอ(2C) ขาหน้า(3C) หลังมังกร(4C) และขาหลัง(5C) โดยมีข้อสังเกตุที่น่าสนใจว่า ถ้าขาหลังไม่ลงลึกไปเท่าขาหน้า จะเป็นสัญญาณ bullish มากๆ คนทั่วไปเมื่อเจอรูปแบบนี้จะหาจุดซื้อโดยการลาก trendline พาดจากหัวผ่านหลังลงมาดักไว้ ถ้าราคาผ่านเส้นนี้ก็เข้าซื้อ แต่โดยส่วนตัวของคุณน้ำผึ้งแล้วเธอจะซื้อก่อนตรงที่ขาหลัง-โดยเธอจะใช้การวัดดูว่ามันจบรอบ 5C หรือยังถ้าจบก็ซื้อตรงจุดนั้นเลย

Cup with handle นี่ก็เป็นอีกรูปแบบที่ใช้หาจุดจบของขาลง เพราะมันคือการทำเวฟหนึ่งที่ขอบถ้วย พอมันลงมาถึงจุดต่ำสุดก็คือเวฟสอง จากนั้นเมื่อราคาฟื้นตัวขึ้นไปทำขอบอีกข้างก็จะเป็นการฟอร์มตัววิ่งเป็นเวฟสาม โดยก่อนที่จะผ่านไฮเดิมคือยอดของเวฟหนึ่งราคาก็จะย่อตัวลงทำเป็น sub wave ของเวฟสามก่อน แล้วค่อยกระชากขึ้นไปทำให้จบคลื่น ตัวอย่างในอดีตคือ TIPCO ที่เธอได้เข้าซื้อตอนที่มันย่อลงมาทำหูถ้วยราคาประมาณ 12 บาท เพราะได้ลองวัดฟีโบดูก็พบว่ามันลงมาได้ที่แล้วก็เลยเข้าซื้อ โดยคำนวนเป้าหมายราคาแบบง่ายๆคือ เอาค่าส่วนสูงจากเวฟหนึ่งลงมาหาเวฟสองเป็นระยะอ้างอิงว่าราคาควรจะไปได้ถึงระดับความสูงนั้น-ก็เลยได้ขายที่ราคา 22 บาท เธอบอกอีกว่าถ้าคนที่มีความรู้อีเลียตเวฟก็จะไปเก็บที่ก้นคือตอนที่มันจบเวฟสองคือไม่ได้ทำนิวโลว์-แต่ถ้าไม่ทันตอนนั้นก็ไปรอซื้อตอนย่อในช่วงหูถ้วยแบบเธอ

Double bottom มองในรูปเวฟก็คือการทำขา 3C กับ 5C นั่นเอง การเด้งครั้งต่อไปก็คือการทำขาขึ้นรอบใหม่ คนที่เล่นเขาจะดูว่าการลงครั้งที่สองถ้าไม่หลุดโลว์เดิมก็ซื้อ-ถ้าขึ้นก็ได้ของถูก แต่หากหลุดก็ขายทิ้งเท่านั้นเอง

Triple Bottom คล้ายตัวที่ผ่านมา แต่ลงมาทดสอบแนวรับสามครั้ง หากพบว่า RSI bullish divergence แถมวอลุ่มเข้ามา support ด้วย ก็จะเป็นตัวยืนยันว่าการกลับตัวมีโอกาสสูง เมื่อมองในมุมของอีเลียตเวฟก็บอกได้ว่าเป็นการจบ corrective แล้วต่อไปก็จะเป็นการทำ impulse ขึ้นไป

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูคลิปลุงโฉลกมาก ประทับใจวิธีพูด เคล็ดลับที่แสนง่าย การนำเสนอวิธีการหาจังหวะเข้าเทรดแบบง่ายๆ เอาไปใช้ได้จริงตลอดเวลา

เมื่อมีโอกาสศึกษาอีเลียตเวฟก็พบว่าคลิปสั้นๆที่ท่านเคยแชร์หลายคลิปนั้น ท่านได้แทรกเคล็ดดีๆที่ช่วยให้เราเข้าใจวิธีการนับคลื่นได้ดีขึ้น เช่นดู RSI แท่งเทียน gap ประกอบ ซึ่งสังเกตุไม่ยาก สามารถเอาไปประยุกต์ใช้หาหุ้นได้ทันที

ที่สำคัญ ผมสังเกตุพบว่าทุกคลิปได้แทรกความรู้ในการ label เวฟได้ดีมากๆ เพราะผมชอบสังเกตุการใส่หมายเลขเวฟในกราฟที่ท่านยกมาเป็นเคส เหล่านี้แหละจะเป็นตัวช่วยไกด์ให้มือใหม่(อย่างผม)แกะรอยการนับเวฟได้ดีขึ้น

ก่อนที่จะถึงคลิป ขอยกเอา Elliott wave ฉบับย่อมาให้อ่านเอาภาพใหญ่กันก่อน
(ผมคัดลอกเอามาจากกระทู้ของคุณม้าเฉียว จากเว็บดูหุ้น นะครับ) ขอแสดงความขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย
ซึ่งเสียดายที่ภาพประกอบไม่มีให้เห็นอีกแล้ว

กฏของ Elliott wave ที่ลุงใช้มีอยู่แค่ 2 ข้อ คือ
1. Wave 3 ต้องไม่สั้นที่สุด และ
2. Wave 4 ต้องไม่ต่ำกว่า Wave 1

นอกจากนั้นก็มีข้อสังเกตุอีกไม่กี่ข้อ
1. Wave 1 มักจะประกอบด้วย 3 sub-waves,
2. Wave 2 มักจะลงยาวเป็น A-B-C ชัดเจน และ
3. Wave 4 ลงเร็วแล้วต่อด้วย Sideway sub-waves 1-2 ของ Wave 5

Elliott wave ประกอบด้วย 2 ส่วนที่สำคัญเสมอ คือ
1. Pattern Recognition (คือ ขาขึ้นมี 5 Wave 1-2-3-4-5 ขาลงมี 3 Wave A-B-C) และ
2. Fractals เป็นการกำหนด Degree (แบ่งความลึกลงได้ 7 ระดับ ตามภาพด้านล่าง) ซึ่งคนส่วนมากจะพลาดที่ตรงนี้มากที่สุด

ส่วนวิธีนับแบบละเอียดก็ตามด้านล่างเลยครับ ส่วนใหญ่ก็รวบรวมมาจากวิธีที่คุณลุงโฉลกสอน + ที่อื่นๆ อีกนิดหน่อย + สรุปจากประสบการณ์การนับ wave ของตัวเองด้วยครับ มีดังนี้
– ยอด RSI แต่ละรอบจะอยู่ที่ 3 กับ B (ของรอบใหญ่) เสมอ
– เพราะฉะนั้นการจบ 5, Peak อยู่ที่ 3 เกิด Convergence แล้ว Crash เป็น A-B-C
– กรณีจบรอบใหญ่ (การจบ A-B-C, C จะต่ำกว่า A เยอะๆ เลย ตาม Fibo)
– จาก 5 ลงมา A เท่าไหร่ก็ได้ไม่มีกฎตายตัว แต่จาก 5 ลงมา A เด้งไป B = 61.8%
– (ถ้าเป้านั้นๆ เช่น 61.8% รับไม่อยู่ เป้าต่อไปจะเป็น Square root ของเป้าก่อนหน้า Ex. 61.8% => 78.6% => 88.6%)
– แล้วจาก A ไป B ลงมา C เท่ากับ 161.8, 261.8 ++ แล้วแต่ความแรงความ Panic sell
– ถ้าวัดจากฐาน 1 มายอด 5 ของการจบรอบใหญ่ Wave c มักจะลงลึกเท่ากับ 78.6%
– จาก 5 ลงมาจบที่ C แล้วเด้งไปที่ 1 = 61.8% (กรณีขึ้นรวดเดียวไม่ถึง ให้เอาก้านธง จาก 1 ย่อยกับ Prev.low มากำหนด Target ได้)
– Wave 1 มา 2 ไม่ใช่ Correction ใหญ่ ปกติจะลงมาที่ 38.2% แต่ส่วนมากไม่เกิน 50%
– Wave 1 จะไป 3 หรือ 5 อย่างต่ำต้องขึ้นไปอีก 161.8 (127.2 เป็นจุดพัก), ถ้า Bullish มากจะไปถึง 261.8 และ 423.6 ++
– (Step การขึ้นจะทะลุ 61.8 ขึ้นไปก่อนอย่างง่ายดาย ถึงจะไปที่ 161.8 ได้ ถ้าติดที่ 100% จะเป็น Double top ซึ่งเเป็นกรณีที่กิดขึ้นได้ยาก)
– Wave 3 มา 4 Correction อาจลงมาถึง 61.8% แต่ไม่เกิน 78.6%
– Wave 4 ลงไม่ถึงยอด Wave 1 เสมอ
– ความกว้างของ Correction A-B-C ของ Wave 5(เก่า) ไม่ควรยาวกว่า Correction a-b-c ของ Wave 3(ใหม่)
– เมื่อราคาไปถึงตามเป้าหมายแล้วให้ใช้ Momentum oscillator ช่วย ก็จะเห็น Bearish Convergence/Divergence
– ประกอบกับการเกิด Reversal signal (Price pattern/Candle stick) เพื่อระบุจุดเปลี่ยนเทรน

รายละเอียดเจาะลึกลงไปอีก เช่น
– sub wave 1-2 ของ wave 1 มักจะลงลึกที่ 78.6% เพราะ มันต่อมาจากการจบ Correction ใหญ่ คนยังไม่แน่ใจว่ารอบก่อนมันลงจบแล้วหรือยัง
– ส่วน sub wave 1-2 ของ wave 3 มักจะลงไม่ลึก เพราะขึ้นชื่อว่า wave 3 พวก smart money และอื่นๆ พร้อมเข้าใส่กันเต็มที่ คนอื่นๆ กลัวตกรถ ต้องรีบช้อน
– wave 5 เป็น wave ของแมงเม่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ แหกกฎได้หมดทุกอย่าง มั่วชั่ว อย่าไปสนใจมาก

กฎของลุงโฉลก
– Wave 3 ต้องไม่สั้นที่สุด และ Wave 4 ต้องไม่ต่ำกว่า Wave 1
– Wave 1 มักจะประกอบด้วย 3 sub-waves,
– Wave 2 มักจะลงยาวเป็น A-B-C ชัดเจน และ Wave 4 ลงเร็วแล้วต่อด้วย Sideway sub-waves 1-2 ของ Wave 5 อื่นๆ
– แต่ถ้า Wave 2 เกิด Complex คือไม่ลง a-b-c แล้วจบเลย แต่อาจเล่น sideway ยาวออกมา
– ใน Wave 4 มักจะไม่เกิด Complex เหมือน 2 (ถ้า Wave 2 simply, Wave 4 จะ Complex แทน)
– ตามทฤษฎี Wave 3 ต้องไม่ใช่คลื่นที่สั้นที่สุด และควรจะยาวครับ หากไม่ยาว คือมีขนาดพอๆกับ Wave 1 แล้ว Wave 5 มักจะเป็น extended wave 5 หรือมีการต่อคลื่น คือขึ้นคลื่นชุดย่อย(แต่ ใหญ่) ขยายความยาว Wave 5 ออกไปอีก
– ถ้า Wave B เด้งแรงมากแล้วขึ้นไปเกินกว่า Wave 5 ให้รีบถอนตัวโดยเร็วที่สุด (Wave C มหาโหดกำลังจะตามมา)

เพิ่มเติมตัวอย่าง จากที่คุณลุงโฉลกอธิบายใน CDC Articles: Feb 9, 2020 – Veto ดังนี้ครับ
1. Peak RSI จะตรงกับ Wave 3 ในระดับใดระดับหนึ่งเสมอ
2. Wave 3-4 มีลักษณะที่น่าสนใจมาก ตลาดจะเคลื่อนไหวเป็น Sideway movement (เกือบจะ) เสมอ กล่าวคือ Wave 3-4 จะตามมาด้วย Sub-Wave 1-2 ของ Wave 5 ซึ่ง Peak ของ Sub-Wave 1 จะต่ำกว่า Peak ของ Wave 3 และ Through ของ Sub-Wave 2 จะสูงกว่า Through ของ Wave 4 (เกือบจะ) เสมอ
3. ปลายของ Wave มักจะประกอบด้วย Diagonal Triangle โดยมี Wave 4 overlap Wave 1
4. Wave 3-5 มักจะเกิด Bearish C/D และ Sub-Wave 3-5 ของ Wave C มักจะเกิด Bearish C/D
“หา Chart Pattern ที่ชัดเจน Corrective Wave 3-4 จะตามมาด้วย Side way Sub-Wave 1-2 ของ Wave 5 เสมอCorrective Wave ที่ไม่ตามด้วย Sideway จะเป็น Either Wave 1-2 หรือจบ Wave 5”

มาถึงคลิปที่ว่า. หลายคลิปเหล่านี้น่าจะเคยผ่านตาทุกคนมาหมดแล้วล่ะ แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสะดุดและเอาไปใช้ประโยชน์ได้แค่ไหนเท่านั้นเอง มีดังนี้

Uncle Chaloke SET Index 20200326 ท่านใช้ทฤษฎีอีเลียตเวฟมาเช็คว่า SET จะไปทางไหนต่อ โดยตั้ง scenario ที่แตกต่างกันเพื่อหาจุดที่ลงตัวและเป็นไปได้ที่สุด ซึ่งมันครบถ้วนมาในด้านของการใช้ทฤษฎีเวฟหลักมาตีความ เช่นเวฟสามต้องไม่สั้นที่สุด ถ้าสั้นกว่าเวฟหนึ่งแล้วเวฟห้าก็ต้องสั้นกว่า รวมทั้งการใช้ฟีโบนาชีมายืนยัน ผมจึงคิดว่าคลิปนี้เป็นประโยชน์มากๆสำหรับมือใหม่ที่ยังนับคลื่นไม่เป็น อาจดูยากหน่อย(ผมก็ยังงงอยู่) แต่ต้องดูหลายๆๆๆรอบเพื่อทำความเข้าใจให้ได้ในที่สุด

เทคนิคการหาหุ้น Turnaround เป็นทริกการหาหุ้นที่เพิ่งหรือทำท่าจะจบเวฟสอง เพื่อเตรียมตัวทำเวฟสาม หลักการคือหาหุ้นที่ถูกขายต่อเนื่องยาวนานจนราคาลงมาถึงระดับฟีโบนาชี 61.8% (เหมือนกับท่านเน้นว่าถ้าราคาลงไม่ถึงระดับ 61.8% มันยังลงไม่จบเวฟสอง) แล้วก็มองหาสัญญาณการกลับตัว เช่น ดูการฟอร์มตัวของคลื่น หาสัญญาณ bullish divergence หรือแท่งเทียนแบบ contrary opinion ถ้าเจอก็ให้สัณนิษฐานว่ามันมีโอการ turnaround คือฟื้นตัวกลับไปขึ้นรอบใหม่อีกครั้ง

Chaloke.com Gold 20200113 ลุงยกเคสกราฟราคาทองคำ ที่มันมีสัญญาณเริ่มต้นที่ Momentum oversold แล้วตามด้วย bullish divergence พอราคาฟื้นตัวขึ้นมาทำ overbought ครั้งแรกลุงก็ label เวฟ 1 ของการขึ้นรอบใหม่ (ในกราฟแรก ถ้ามองให้ดี จะเห็นว่าตอนที่ลุงใส่เวฟ 1 ราคามันอยู่ที่ก้นของการทำ cup with handle ยักษ์ โดยที่เวฟฟนึ่งยักษ์หรือ super grand cycle มันทำจบลงไปแล้ว ส่วนที่เป็นยอดนั้นแหละคือขอบถ้วย – นี่เป็นพิมพ์นิยมของหุ้นซิ่งสิบเด้งของบ้านเราด้วย ลองเช็คกราฟหุ้นซิ่งในตำนานดูก็ได้)

จากนั้นลุงก็ชี้ให้ดูรูปแบบราคาปัจจุบัน ก็พบว่ามัน oversold แล้วตามด้วย bullish divergence อีกครั้ง แสดงว่ามันกำลังจะเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อีกแล้ว เมื่อขยายดู time frame ระยะสั้นกว่า ก็พบว่ามันทำคลื่นครบแล้วทั้งการนับเวฟและฟีโบนาชี

คุณลุงโฉลกวิเคราะห์ทอง วันที่ 18 8 2020 ความน่าสนใจอยู่ที่วิธีการหาจุดสิ้นสุดของการลง ในกรณีที่กราฟหุ้นไม่สามารถบอกจุดเริ่มต้นได้ ลุงก็ใช้ Fibonacci projection จากยอดลงมาเพื่อดูเป้าระดับราคาที่มันมีนัยยะ นั่นก็คือ 161.8% ถ้ารับอยู่ก็จะเด้ง แต่ถ้าหลุดก็ต้องไปรอที่ 261.8%
ต่อมาลุงก็พูดถึงการเด้งในขาลง โดยให้ดูตอนที่โมเมนตัม oversold มี big black ต่อด้วยโดจิ แล้วเกิด bullish divergence ท่านบอกว่าราคาจะเด้งชั่วคราว เกิดเป็นคลื่นย่อย 1-2-3 ต่อไปถ้าอยากรู้ว่ามันจะเด้งไปได้ไกลแค่ไหนก็ใช้ standard error channel หาแนวต้าน

หุ้นซิ่ง ไม่ลิ่งก็ฟลอร์ RS ใช้หลักการ contrary opinion คือ สังเกตุ big black หรือ gap ที่เกิดในช่วงโมเมนตัม oversold เพื่อหาจุดกลับตัว ซึ่งมันก็คือจุดสิ้นสุดของเวฟสอง นั่นเอง พอระบุจุดจบได้ก็ใช้ fibonacci projection ขึ้นไปเพื่อหาราคาเป้าหมาย
ถ้าสังเกตุตอนที่ราคาหุ้นทำ contrary opinion คือ RSI oversold+big black ลุงโฉลกท่านได้ใส่หมายเลขคลื่นคือเวฟ 2

การหาหุ้นซิ่ง โดยลุงโฉลก เป็นการหาหุ้นที่จะวิ่งแรงๆโหดๆ โดยดู next degree wave ที่มันทำเวฟใหญ่ 1-2 ไปแล้ว แต่ไม่มีแรงขึ้นไปทำเวฟ 3 ได้ แต่กลับวนเวียนทำ 1-2 เล็กลงซ้ำแล้วซ้ำอีก จาก Super Grand Cycle ลงมา Grand Cycle ลงมา Major Wave เล็กลงๆ ซึ่ง(ผมคิดว่า)น่าจะคล้ายกับการทำ complex correction wave ประเภท double/tripple three (อันนี้ผมเดานะ) พอถึงเวลาที่มันระเบิดก็จะเป็นหุ้นซิ่ง
และยังมีอีกทริกที่ท่านแถมคือการลงของเวฟสองใหญ่จะอยู่ที่ระดับฟีโบ 78.6% หรือระหว่าง 61.8-78.6%

Chaloke Sambandaraksa pttgc ถ้าสังเกตุการ label คลื่นในขา C ท่านใส่ตั้งแต่ 1 จนถึง 4 แล้ว ต่อมาก็พูดถึงช่วงเกิด bear trap และ contrary opinion ก็คือช่วงปลาย เวฟ 5 มันเป็นจุดสิ้นสุดของเวฟ C นั่นเอง

Wave 3 4 20200111 พูดถึงช่วงที่ราคาทำเวฟ 3-4 ก็คือช่วงที่เกิด correction ทำขา a-b-c ท่านสังเกตุพบว่าในขาขึ้น มันมักจะทำ C ยกเสมอในขาขึ้น แล้วพอทำเวฟห้าก็จะขึ้นไปได้ไกลมาก (อันนี้ผมคิดว่าน่าจะเข้าสูตร strong B กับ C fail นะ) ดังนั้นแทนที่จะเป็นช่วงคืนกำไร ถ้าดูเป็น ก็สามารถทำเงินได้ เพราะจบขา C ต่อไปก็คือเวฟ 5 ที่จะไปสูงกว่ายอดเวฟสามนั่นเอง

THAI 20200111 การนับเวฟหุ้นขาลงสุดขีดอย่าง THAI ว่ามันถึงเวลาฟื้นแล้วเพราะราคาทำคลื่น 1-2 ของ grand cycle อย่างชัดเจนและถูกต้องตามกฎทุกประการ ที่สำคัญคือการลงครั้งใหม่ ในปี 2020 ไม่ทำนิวโลว์ จึงมีโอกาสสูงที่ราคาจะ turnaround

ChalokeDotCom analysis of OISHI 20200111 การใช้ Fibonacci วัดระดับการจบ A-B-C คือการจบเวฟสองของ super grand cycle wave และเวฟสามที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็จะสูงกว่าเวฟหนึ่งที่ผ่านมาอย่างมากมาย โดยมีวิธีการคาดหมายจุดสิ้นสุดของเวฟ 2 คือการใช้ฟีโบนาชีเช็คระดับราคาว่าลงมาที่ระดับ 78.2% ซึ่งเป็นระดับสำคัญที่ควรเป็นจุดสิ้นสุดของเวฟนี้ จากนั้นก็เข้าไปดูใน time frame ย่อยเพื่อหาสัญญาณ contrary opinion เพื่อยืนยันว่าจบรอบขาลงจริงๆ

Update : 17/6/2559 ตัวอย่างการนับเวฟ
QHPF

MILL Peak RSI จะตรงกับเวฟสามใน timeframe ใด timeframe หนึ่ง และจุดสิ้นสุดเวฟสองคือ retracement 61.8-78.6%

การละเลยในการบริหารความเสี่ยงและจิตวิทยาการเทรด
เมื่อพูดถึงหนทางที่จะกลายเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จจากการเทรดอย่างต่อเนื่อง
มีสองวิชาคุณอาจไม่ได้ยินหรือไม่ใส่ใจมากพอ คือ
การบริหารความเสี่ยงและจิตวิทยาของการซื้อขาย
เพราะเรื่องของการบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนของเทรดเดอร์
จะขอสรุปสั้นๆเรื่อง risk-reward ratios และ trade size ดังนี้
Risk-Reward Ratio เป็นอัตราส่วนที่ประเมินความเสี่ยงเมื่อเทียบกับกำไรที่จะได้จากการเทรด
หากคุณซื้อหุ้น XYZ ที่ $50.00 ด้วยความคาดหวังว่ามันจะวิ่งไป $51.00
คุณคาดหวังกำไร $1.00 หากหยุดขาดทุนที่ $ 49.00 risk-reward ratio คือ 1: 1 เนื่องด้วยคุณเสี่ยง $1.00 เพื่อให้ได้ $1.00
ถ้าจุดตัดขาดทุนเป็น $49.90 แล้ว risk-reward ratio คือ 10: 1

หมายเหตุ: แม้ว่ามันจะเรียกว่าอัตราส่วนความเสี่ยงต่อกำไร
อัตราส่วนนี้จะถูกกำหนดไว้ตามกำไรที่คาดหวังเป็นสิ่งแรก
ดังนั้น,ตามตัวอย่างนี้แม้ว่าจะมีความเสี่ยง ที่ 1 และกำไรที่ 10 อัตราส่วนก็จะเป็น 10: 1 แทน
ที่จะเป็น 1:10 นี่คือการอธิบายว่าทำไม risk-reward ratio 3: 1 เป็นสิ่งที่น่าพอใจแล้ว
risk-reward ratio สูงๆ เป็นที่ต้องการมากซึ่งมันก็คือความน่าจะเป็น

สมมติว่าคุณเทรดถูกทางร้อยละ 70 ของการเทรดทั้งหมด และ risk-reward ratio ในแต่ละการเทรดของคุณคือ 1: 1 ดังนั้นจากการเทรด 10 ครั้ง มีเจ็ดครั้งที่คุณมีกำไร $1.00 แต่อีกสามครั้งคุณขาดทุน $1.00
สรุปคือคุณกำไรสุทธิ $4.00

แต่อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราเพิ่ม risk-reward ratio จาก 1: 1 ไปเป็น 3: 1 และลดความน่าจะเป็นของการชนะ
จากร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 40 ล่ะ?

ด้วยวิธีนี้ risk-reward ratio 3: 1 เพื่อกำไร $1.00 คุณก็จะเทรดชนะ 4 ครั้งแล้วกำไรสุทธิ คือ $12.00 ถ้าลบส่วนขาดทุนไป $6.00 คราวนี้คุณจะมีกำไร $6.00

ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ risk-reward ratio โดยการลดความน่าจะเป็นในการชนะ
การซื้อขายจากร้อยละ 70 ลงจนถึงเกือบครึ่งหนึ่ง (เช่นร้อยละ 40)

ขณะที่การเพิ่ม risk-reward ratio ขึ้น, คุณเพิ่มโอกาสทำกำไรเป็นร้อยละ 50
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเทรดก็คือนักลงทุนส่วนใหญ่มองที่การทำกำไรเป็นหลัก ซึ่งมันไม่ถูกทั้งหมด
ในขณะที่คุณเห็นเทรดเดอร์บางคนชนะเพียงร้อยละ 40 ของจำนวนการเทรดทั้งหมดแต่ก็ยังคงสร้างความสำเร็จให้เขาหรือเธอ เมื่อใให้ความสำคัญกับ risk-reward ratio

Trade Size
Position ขนาดใหญ่แค่ไหนที่ผู้ประกอบการควรใช้?
ความเสี่ยงจากการเข้าเทรดแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 1-3 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตทั้งหมด
เทรดเดอร์รายย่อยมือใหม่มีแนวโน้มที่จะไม่เห็นด้วยกับสัดส่วนขนาดเล็กแค่นี้(พวกเขาต้อง all in เท่านั้น-เดี๋ยวรวยช้า)

แต่เทรดเดอร์มืออาชีพชอบมากกับอัตราส่วนนี้ ดังนั้นที่ร้อยละ 1 ของทุก $ 5,000 ที่เทรดเดอร์มีอยู่ในบัญชีซื้อขาย, เขาหรือเธอควรจะจำกัดความเสี่ยงเพียง $50 แต่ละ position เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น เทรดเดอร์ที่มี $10,000 ในบัญชีของเขาสามารถเทรดสองครั้ง เพื่อการซื้อขายที่มีความเสี่ยงครั้งละ $50 หรือเทรดครั้งเดียวที่ความเสี่ยง $100

เทรดเดอร์หลายคนล้มเหลวในการเทรดเ พราะพวกเขาก็ไม่มีเงินทุนเพียงพอในบัญชีซื้อขายที่จะเข้าเทรดตามวงเงินที่พวกเขาต้องการที่จะใช้(เพราะขาดทุนจนเหลือเงินต้นน้อยมาก)
หากคุณมีเงินทุนน้อย คุณก็สามารถเอาชนะความท้าทายโดยการเทรดด้วยวงเงินน้อยๆได้
คุณสามารถเทรดโดยใช้สัญญาน้อยๆ, trade e-mini contracts หรือแม้กระทั่งเล่นหุ้นเศษสตางค์
โดยสรุปแล้ว ในเส้นทางของการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จโดยยั่งยืนของคุณ-ต้องตระหนักว่าการอยู่ในตลาดได้ยั่งยืนยาวนานเป็นกุญแจสำคัญ

ถ้าคุณเสี่ยงทุกๆการเทรดด้วยเงินจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับเงินในพอร์ต คุณก็สามารถฝ่าฟันกระแสของความสูญเสียได้
ตรงกันข้ามถ้าคุณเสี่ยงร้อยละ 25 ของพอร์ตในแต่ละครั้งของการเทรด หากคุณขาดทุนต่อเนื่องแค่สี่ครั้งหลังจากนั้น คุณก็มีโอกาสหมดตัว

The Psychology of Trading
ในขณะที่เราคิดว่าการบริหารความเสี่ยงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเทรดที่ประสบความสำเร็จ, สิ่งสำคัญที่แท้จริงคือ จิตวิทยา -นั่นคือจิตวิทยาส่วนบุคคลของคุณ
ลองทบทวนจำนวนของปัจจัยทางจิตวิทยาที่ป้องกันไม่ให้เทรดเดอร์ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องดูสิ: มันคืออะไรบ้าง
– ขาดระเบียบ
– ขาดวินัย
– ความคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
– และขาดความอดทน
ไม่ว่าคุณจะเป็นมืออาชีพหรือเพียงแค่อยากเปิดบัญชีการซื้อขายครั้งแรก มันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของคุณ ควรทำความเข้าใจว่าจิตวิทยาส่วนบุคคลของคุณมีผลกระทบต่อผลการเทรดของท่านอย่างมาก
.
ขาดยุทธวิธี
ถ้าคุณมุ่งมั่นที่จะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องแล้ว, คุณต้องมีแผนการซื้อขายที่กำหนดไว้แล้ว – ง่าย, ชัดเจน และมีแนวทางที่รัดกุมในการมองตลาด
ในความเป็นจริงแล้ว, การมีกระบวนการที่เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ก่อตั้ง EWI (Robert Prechter) เขียนไว้ที่ด้านบนของบทความของเขาที่ชื่อว่า “สิ่งที่เทรดเดอร์ต้องการจริงๆถ้าอยากประสบความสำเร็จ”
การคาดเดาหรือทำไปโดยสัญชาตญาณจะไม่ได้ผลดีในระยะยาว หากคุณไม่ได้มีแผนการซื้อขายที่กำหนดไว้แล้ว, คุณจะไม่มีทางรู้ว่าอะไรคือสัญญาณซื้อหรือสัญญาณขาย
คุณจะทำอย่างไรเพื่อจะเอาชนะปัญหานี้?
คำตอบคือเขียนวิธีการของคุณให้เป็นลายลักษณ์อักษร
เขียนกําหนดว่าเครื่องมือในการวิเคราะห์ของคุณคืออะไรและที่สำคัญคือวิธีการที่คุณใช้มัน
ไม่สำคัญว่า คุณจะใช้ Wave Principle, point and figure charts, stochastics, RSI, หรือใช้รวมกันทั้งหมด
สิ่งที่สำคัญคือคุณมีความตั้งใจจริงในการกำหนดจุดซื้อ-จุดขาย-trailing stop และการ exiting a position
เบาะแสที่ดีที่สุดที่สามารถให้คุณเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการกำหนดวิธีการซื้อขายของคุณคือ:
ถ้าคุณไม่สามารถเขียนมันไว้ในกระดาษขนาด 3 “× 5” นั่นก็หมายความว่ามันซับซ้อนเกินไปแล้วล่ะ

ขาดวินัย
เมื่อคุณมีเค้าโครงและกำหนดแนวทางการเทรดที่ชัดเจนได้แล้ว คุณต้องมีวินัยที่จะทำตามระบบนั้น
การขาดวินัยขณะเทรดนั้นมันเป็นหายนะที่เกิดกับเทรดเดอร์ที่มักมากส่วนใหญ่
ถ้าวิธีการดูกราฟหรือประเมิน trade setup ที่มีศักยภาพ-แตกต่างจากสิ่งที่คุณทำในเดือนที่แล้ว, ซ้ำร้ายคุณยังไม่มีแผนการเทรด, ขาดวินัยไม่ทำตามแผนที่ระบุไว้ คุณต้องเสียเวลาไปอีกนานกว่าจะพิสูจน์ว่าจะประสบความสำเร็จจริงๆ

ความคาดหวังที่เกินจริง
ไม่มีอะไรที่ทำให้ผู้เขียนหัวฟัดหัวเหวี่ยงเมื่อเห็นโฆษณาที่บอกว่า “มี $5,000 position ที่ถูกต้องในก๊าซธรรมชาติสามารถให้ผลตอบแทนกว่า $40,000
การโฆษณาเช่นนี้ก่อความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมการเงินโดยรวมแลถึงนักลงทุนที่ไร้การศึกษามากกว่า $ 5,000
นอกจากนี้ยังช่วยสร้าง mindset ของการมีความคาดหวังที่ไม่สมจริง
ใช่, มันเป็นไปได้ที่จะมีผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ก็ต้องรับความเสี่ยงที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยเช่นกัน
อยากถามว่า มือใหม่อย่างคุณต้องการผลตอบแทนจากการเทรดที่ในปีแรก สักเท่าไหร่ดี 50% ,100% หรือ 200% ใช่มั้ย?
ว้าวว. นั่นเป็นสิ่งเร้าใจและน่ามีส่วนร่วมยิ่งนัก
แต่ในความเห็นของผู้เขียน, เป้าหมายสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ทุกคนคือ-ครบปีแรกหากไม่สูญเสียเงินต้นได้ก็ถือว่าสุดยอด หรือพูดอีกอย่างคือยังเท่าทุนในปีแรกถือว่าเจ๋ง
ถ้าคุณสามารถทำได้ จากนั้นในปีที่สองก็ให้พยายามเอาชนะดัชนีให้ได้ เป้าหมายเหล่านี้อาจจะไม่เร้าใจ แต่มันก็มีความเป็นไปได้จริงมากกว่า

ขาดความอดทน
หลุมพรางทางจิตวิทยาข้อที่สี่ที่แม้แต่เทรดเดอร์ผู้มีประสบการณ์ต้องเผชิญหน้า
คือการขาดความอดทน
ตามที่ Edwards and Magee เขียนในหนังสือ Technical Analysis of Stock Trends
บอกว่าตลาดวิ่งตามแนวโน้มเพียงแค่ 30% ซึ่งหมายความว่าเวลาที่เหลือ 70% ตลาดจะวิ่งแบบไร้ทิศทาง
ด้วยเวลาที่สั้นขนาดนั้น เราจึงมีโอกาสที่ดีแค่สองหรือสามครั้งเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น, ถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ระยะยาวโดยทั่วไปก็จะซื้อเพียงสองหรือสามครั้งต่อปี
ในทำนองเดียวกันถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ระยะสั้น-ในสัปดาห์หนึ่งก็จะมีโอกาสดีๆเพียงแค่สองหรือสามครั้งเท่านั้นเอง
อย่าให้บ่อยเกินไป แม้การซื้อขายโดยเนื้อแท้เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น(และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเงินมักจะเป็นที่น่าตื่นเต้น) จึงง่ายที่จะรู้สึกว่าคุณรู้สึกโหวงเหวงถ้าคุณไม่ได้เทรด จึงเป็นผลให้คุณทำ trade setup ให้ตัวเองต้องเทรดบ่อยแบบไร้คุณภาพ ในที่สุดก็จะ overtrade จนทำให้ล้มละลาย
คุณจะทำอย่างไรจึงจะเอาชนะการขาดความอดทนนี้?
ให้เตือนตัวเองทุกสัปดาห์ว่าในเร็วๆนี้จะมี “การเทรด(ที่ยิ่งใหญ่สุด)ของปี” หรืออาจจะเป็นคำอื่นๆ ก็ได้ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการขาดหายไปของโอกาสในวันนี้เพราะมันจะมีแน่ๆในวันพรุ่งนี้, สัปดาห์ถัดไปและในเดือนถัดไป . . เชื่อผมเถอะ

RSI ถ้าอยากใช้ต้องรู้อะไรบ้าง

RSI เป็น Indicator ที่ใช้วิเคราะห์ Momentum

เนื้อหาในตอนนี้จะแนะนำให้รู้จักกับ RSI (Relative Strength Index) ซึ่งเป็น Indicator ยอดฮิตอีกตัวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดย RSI เป็น Indicator ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ แรงส่งของราคาหุ้น หรือ Momentum (สามารถทำความเข้าใจความหมายของ Momentum ได้จากบทความ ” MACD อยากใช้ ต้องรู้อะไรบ้าง” )

ในช่วงแรกผมจะขออธิบายสูตรของ RSI ก่อน ในลำดับต่อมาจะแนะนำเกี่ยวกับการแปลความหมายจากค่า RSI ที่ได้จากการคำนวณ และลักษณะหน้าตาของกราฟ RSI ว่าจะให้ข้อมูลอะไรพร้อมทั้งวิธีการนำ RSI ไปใช้ในแบบที่ไม่ถูกต้องและแบบที่ถูกต้อง

RSI เป็น Indicator ที่พัฒนาโดย J. Welle Wilder ซึ่งคนนี้พัฒนา Indicators อีกหลายตัวที่เป็นที่นิยมในหมู่คนเล่นหุ้นเทคนิค เช่น ADX (Average Directional Index), True Range เป็นต้น ซึ่งสูตรในการคำนวณ RSI คือ


ข้อสังเกตของค่า RSI

จากสูตรของ RSI จะสังเกตได้ว่า

1 ถ้าราคาหุ้นในวันถัดไปเพิ่มขึ้น RSI จะเพิ่มขึ้น

2 ถ้าราคาหุ้นในวันถัดไปลดลง RSI จะลดลงด้วย

3 ถ้าราคาหุ้นในวันถัดไปราคาไม่เปลี่ยนแปลง RSI จะมีค่าเท่าเดิม

4 ถ้า Average Gain มากกว่า Average Loss ค่า RS จะมากกว่า 1 และ RSI จะมากกว่า 50

5 ถ้า Average Gain น้อยกว่า Average Loss ค่า RS จะน้อยกว่า 1 และ RSI จะน้อยกว่า 50

6 ถ้า Average Gain เท่า Average Loss ค่า RS จะเท่ากับ 1 และ RSI จะเท่ากับ 50

7 RSI จะมีค่าอยู่ระหว่าง 0-100

8 ถ้า Average Gain ยิ่งน้อย (ราคาหุ้นลงแทบจะทุกวันไม่ค่อยมีวันที่หุ้นขึ้น) ค่า RSI จะเข้าใกล้ 0

9 ถ้า Average Loss ยิ่งน้อย (ราคาหุ้นขึ้นแทบจะทุกวันไม่ค่อยมีวันที่หุ้นลง) ค่า RSI จะเข้าใกล้ 100

10 จากประสบการณ์ของผมพบว่า น้อยครั้งมากที่จะเจอ RSI น้อยกว่า 10 หรือมากกว่า 90

วิธีแสดงค่า RSI เพื่อนำไปใช้งาน

การวิเคราะห์ RSI จะคำนวณค่าของ RSI ออกมาหลาย ๆ ค่า ต่อเนื่องกัน และนำค่า RSI ที่คำนวณได้มา วาดเป็นการเส้นคู่ไปกับกราฟของราคาหุ้น แต่จะวาดกราฟเส้นของ RSI บนพื้นที่ใหม่แยกออมาจากกราฟราคาหุ้น และในโปรแกรมการวิเคราะห์กราฟหุ้น ส่วนใหญ่ จะมีการลากเส้น แนวนอนของค่า RSI = 70 และค่า RSI = 30 ควบคู่ไปด้วย

รูปตัวอย่างแสดงกราฟเส้น RSI ควบคู่ไปกับกราฟราคาหุ้น

อ่านข้อมูล Momentum จาก RSI ได้อย่างไร

จากสูตรของ RSI คือ กรณีที่ RSI เท่ากับ 50 เกิดจากการที่ Average Gain มีค่าเท่า Average Loss การระบุทิศทางของ Momentum ผมจึงยึดจุดที่ RSI เท่ากับ 50 เป็นจุดสมดุลของ Momentum ระหว่างขาขึ้นและขาลง และใช้แบ่งว่า Momentum นั้นกำลังอยู่ในทิศทางไหน

ถ้า RSI มากกว่า 50 ผมจะถือว่า Momentum ที่กำลังจะพิจารณาอยู่นั้นเป็น Momentum ในทิศทางขาขึ้น แต่ถ้า RSI น้อยกว่า 50 ผมจะถือว่า Momentum ที่กำลังพิจารณาเป็น Momentum ในทิศทางขาลง

เมื่อคำนวณค่าของ RSI ออกมาหลาย ๆ ค่า และนำมาวาดเป็นกราฟเส้นแบบต่อเนื่อง เพื่อเปรียบเทียบกับค่า RSI ของวันก่อนหน้าและดูทิศทางแนวโน้มของกราฟ RSI จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Momentum เพื่อนำมาใช้เป็นไอเดียในการเทรด โดยผมจะแบ่งออกเป็น 6 กรณี คือ

(สมมติตั้งค่า Parameter ในการคำนวณค่า RSI ไว้ที่ 14 วัน)

กรณีที่ 1 RSI มากกว่า 50 และปรับตัวเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า

การที่ RSI มีค่ามากกว่า 50 แปลว่า Average Gain มากกว่า Average Loss อยู่ในช่วงที่หุ้นกำลังปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ตีความได้ว่า Momentum อยู่ในทิศทางขาขึ้นด้วย และ RSI ยังมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันถัดมา หมายความว่า Average Gain / Average Loss ยังเพิ่มขึ้นอีกจากการที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น แปลว่าราคาหุ้นในช่วง 14 วันล่าสุดมีค่าเฉลี่ยของการเพิ่มขึ้นต่อค่าเฉลี่ยของการลดลง เพิ่มขึ้นจาก 14 วันก่อนหน้า จึงสรุปว่า Momentum ในทิศทางขาขึ้นเพิ่มขึ้น เป็นมุมมองเชิงบวกต่อราคาหุ้น

กรณีที่ 2 RSI มากกว่า 50 แต่มีค่าลดลงจากวันก่อนหน้า

การที่ RSI มีค่ามากกว่า 50 แปลว่า Average Gain มากกว่า Average Loss อยู่ในช่วงที่หุ้นกำลังปรับตัวสูงขึ้น ถ้า RSI ปรับตัวลดลงจากวันก่อนหน้าแต่ยังมีค่ามากกว่า 50 หมายความว่า Average Gain / Average Loss ลดลงจากการที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลง แปลว่าราคาหุ้นในช่วง 14 วันล่าสุด มีค่าเฉลี่ยของการเพิ่มขึ้นต่อค่าเฉลี่ยของการลดลง ลดลงจาก 14 วันก่อนหน้า จึงสรุปว่า Momentum ในทิศทางขาขึ้นลดต่ำลง เป็นมุมมองเชิงลบต่อราคาหุ้น

กรณีที่ 3 RSI วันก่อนหน้ามากกว่า 50 แต่ RSI ในวันปัจจุบันลดต่ำลงเป็นน้อยกว่า 50

การที่ RSI มีค่ามากกว่า 50 แปลว่า Average Gain มากกว่า Average Loss อยู่ในช่วงที่หุ้นปรับตัวสูงขึ้น การที่ RSI มีค่าน้อยกว่า 50 แปลว่า Average Gain มากกว่า Average Loss อยู่ในช่วงที่หุ้นปรับลดลง ดังนี้ถ้า RSI เปลี่ยนจากค่าที่มากกว่า 50 เป็นค่าที่น้อยกว่า 50 แปลว่า Momentum มีการเปลี่ยนทิศทางจากขาขึ้นเป็นทิศทางขาลง

กรณีที่ 4 RSI น้อยกว่า 50 และลดลงอีกจากวันก่อนหน้า

การที่ RSI มีค่าน้อยกว่า 50 แปลว่า Average Gain น้อยกว่า Average Loss อยู่ในช่วงที่หุ้นปรับตัวลดลง Momentum จึงอยู่ในทิศทางขาลงด้วย ถ้าในวันถัดมา RSI ยังปรับตัวลดลงอีกและมีค่าน้อยกว่า 50 หมายความว่า Average Gain / Average Loss มีค่าลดลง แปลความหมายได้ว่าว่าราคาหุ้นในช่วง 14 วันล่าสุด มีค่าเฉลี่ยของการเพิ่มขึ้นต่อค่าเฉลี่ยของการลดลง ลดลงจาก 14 วันก่อนหน้า จึงสรุปว่า Momentum ในทิศทางขาลงเพิ่มมากขึ้น เป็นมุมมองเชิงลบต่อราคาหุ้น

กรณีที่ 5 RSI น้อยกกว่า 50 แต่เพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า

การที่ RSI มีค่าน้อยกว่า 50 แปลว่า Average Gain น้อยกว่า Average Loss อยู่ในช่วงที่หุ้นปรับตัวลดลง Momentum ยังคงเป็นทิศทางขาลงอยู่ ถ้า RSI เพิ่มขึ้นแต่ยังน้อยกว่า 50 หมายความว่า Average Gain / Average Loss ลดลง แปลว่าราคาหุ้นในช่วง 14 วันล่าสุด มีค่าเฉลี่ยของการเพิ่มขึ้นต่อค่าเฉลี่ยของการลดลง เพิ่มขึ้น จาก 14 วันก่อนหน้า จึงสรุปว่า Momentum ทิศทางขาลงลดลง ให้มุมมองเชิงบวกกับราคาหุ้น

กรณีที่ 6 RSI วันก่อนหน้าน้อยกว่า 50 แต่ RSI ในวันปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นเป็นมากกว่า 50

การที่ RSI มีค่าน้อยกว่า 50 แปลว่า Average Gain น้อยกว่า Average Loss อยู่ในช่วงที่หุ้นปรับลดลง ส่วนวันถัดมาการที่ RSI มีค่ามากกว่า 50 แปลว่า Average Gain มากกว่า Average Loss อยู่ในช่วงที่หุ้นปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นเมื่อ RSI เปลี่ยนจากค่าที่น้อยกว่า 50 เป็นค่าที่มากกว่า 50 แปลว่า Momentum มีการเปลี่ยนทิศทางจากมุมมองเชิงลบ เป็นมุมมองเชิงบวกต่อราคาหุ้น

เชื่อว่าหลายคนอ่านตารางข้างบนทั้ง 6 กรณีแล้วจะต้องงงแน่ ๆ… เอาอย่างนี้ละกัน ถ้าอ่านตารางด้านบนไม่เข้าใจ ลองดูด้านล่างเพิ่มเติม

รูปแสดงการให้ข้อมูล Momentum ของ RSI

อย่างไรก็ตามการเปรียบเทียบระหว่างค่า RSI ที่ห่างกันเพียงแค่หนึ่งวันหรือสองวันนั้นอาจไม่สามารถให้ข้อมูลที่ดีในการเทรด จึงต้องดูเปรียบเทียบหลาย ๆ ค่าเป็นแนวโน้มของกราฟ RSI ด้วย

ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับ Overbought/Oversold

ในการวาดกราฟเส้น RSI นั้น โปรแกรมที่วิเคราะกราฟหุ้น จะมีการลากเส้นแนวนอนของค่า RSI เท่ากับ 30 และ 70 เอาไว้ด้วย และยังมีการตั้งชื่อพื้นที่ในส่วนที่ RSI มากกว่า 70 ว่าเขต Overbought และตั้งชื่อพื้นที่ในส่วนที่ RSI น้อยกว่า 30 ว่า Oversold

รูปแสดงพื้นที่ Overbought และ Oversold

คำว่า Overbought ถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า “ซื้อมากเกินไป” และคำว่า oversold ก็ถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขายมากเกินไป” จึงมีหลายคนตีความว่าถ้า ค่า RSI ขึ้นไปสูงกว่า 70 แปลว่ามีคนซื้อหุ้นมากเกินไปอนาคตหุ้นจะลง ให้ขายหุ้น หรือ เมื่อ RSI มีค่าต่ำกว่า 30 แปลว่ามีคนขายมากเกินไปอนาคตหุ้นจะขึ้น ให้ซื้อหุ้น ซึ่งเป็นวิธีแปลความหมาย RSI ที่ไม่ถูกต้อง

รูปตัวอย่างแสดงการใช้งาน RSI ที่ ไม่ถูกต้อง โดยการขายหุ้นเมื่อ RSI > 70 และซื้อหุ้นเมื่อ RSI ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับ Divergence

ความหมายของ Divergence ในการวิเคราะห์ Indicators คือ การที่ Indicators ให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของกราฟราคาหุ้น โดยการพิจารณาสัญญาณ Divergence มักจะใช้กับ Indicators ประเภทที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ แรงส่งของราคา (Momentum) และ Indicators ประเภทที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของแนวโน้ม

วิธีการพิจารณาสัญญาณ Divergence ที่นิยมคือ การเปรียบเทียบจุดสูงสุดของกราฟราคาหุ้นกับจุดสูงสุดของกราฟเส้น Indicators และการเปรียบเทียบจุดต่ำสุดของกราฟราคาหุ้นกับจุดต่ำสุดของกราฟเส้น Indicators เพื่อดูว่ามีทิศทางเดียวกัน (Convergence) หรือทิศทางไม่สอดคล้องกัน (Divergence)

ในกรณีที่กราฟราคาหุ้นกับกราฟ Indicators ไม่เป็นไปในทางเดียวกัน (Divergence) ได้แก่

1) กรณีที่กราฟราคาหุ้นสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ แต่กราฟ Indicators ประเภท Momentum ไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ ได้เช่นเดียวกับกราฟของราคา ซึ่งแปลความหมายได้ว่า Momentum ที่จะเป็นแรงส่งให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นในครั้งนี้ต่ำลงกว่าก่อนหน้า จึงเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า ให้เราใกล้ชิดกับกราฟของราคาให้มากขึ้น เพราะในอนาคตราคาหุ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแนวโน้มจากทิศทางขาขึ้นเป็นทิศทางขาลงแล้วก็เป็นไปได้ (Bearish Divergence : คาดว่าราคาหุ้นน่าจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลง)

2) กรณีที่กราฟราคาหุ้นทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่กกราฟ Indicators ประเภท Momentum ไม่สามารถสร้างจุดต่ำสุดใหม่ เช่นเดียวกับกราฟของราคา ก็จะแปลความหมายได้ว่า Momentum ที่จะเป็นแรงส่งให้ราคาปรับตัวลดลงต่อในครั้งนี้เริ่มลดลงกว่าครั้งก่อนหน้า ก็จะ เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้ติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน เพราะในอนาคตราคาหุ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแนวโน้มจากทิศทางขาลงเป็นทิศทางขาขึ้นก็ได้ (Bullish Divergence : คาดว่าราคาหุ้นน่าจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้น)

รูปแสดงตัวอย่างกรณีราคาหุ้นและ Indicators มีสัญญาณ Divergence

กราฟเส้น RSI เป็น Indicators ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Momentum แต่ การที่ลงมือขายหุ้นทันทีที่ RSI ส่งสัญญาณ Beraish Divergence หรือลงมือซื้อหุ้นทันทีเมื่อ RSI ส่งสัญญาณ Bullish Divergence เป็นวิธีการใช้งาน RSI ที่ไม่ถูกต้อง เพราะสัญญาณ Divergence เป็นเพียงสัญญาณเตือนล่วงหน้าเท่านั้น ยังไม่ใช่สัญญาณที่จะให้ลงมือซื้อหรือขายหุ้นทันที

เหตุผลที่ผมห้ามซื้อขายทันทีหลังเกิดสัญญาณ Overbought , Oversold หรือ Divergence จาก RSI เป็นเหตุผลเดียวกับการใช้งานใช้งาน Indicators ตัวอื่น ๆ เช่น การใช้งาน Moving Average ที่ไม่ถูกต้อง และการใช้งาน MACD ที่ไม่ถูกต้อง นั่นก็คือ ลงมือซื้อขายด้วยวิธีนี้แล้ว ในระยะยาวจะไม่ได้กำไร และมีโอกาสขาดทุนสูงนั่นเอง

ลองมาดูรูปตัวอย่าง 4 รูปด้านล่างกันครับ ถ้าตัดสินซื้อหรือขายหุ้นเมื่อเกิดสัญญาณ Overbought หรือ Oversold หรือ Divergence จาก RSI ทันที คุณอาจจะเจอกับเหตุการณ์ ขายหมู หรือซื้อของแพงก็เป็นไปได้

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

รูปตัวอย่างแสดงการขายหุ้นเมื่อ RSI อยู่ในเขต Overbought แต่พบว่าราคาหุ้นยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รูปตัวอย่างแสดงการซื้อหุ้นเมื่อ RSI อยู่ในเขต Oversold แต่พบว่าราคาหุ้นยังลดลงอย่างต่อเนื่อง

รูปตัวอย่างแสดงการขายหุ้นเมื่อ RSI เกิดสัญญาณ Bearish Divergenceแต่พบว่าราคาหุ้นยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รูปตัวอย่างแสดงการซื้อหุ้นเมื่อ RSI เกิดสัญญาณ Bullish Divergence แต่พบว่าราคาหุ้นยังลดลงอย่างต่อเนื่อง

ข้อแนะนำการใช้งาน Indicators ที่ขอย้ำอีกสักรอบ

จากคำอธิบายและตัวอย่างที่แสดงให้เห็นข้างต้น ขอสรุปเป็นหลักการใช้งาน RSI รวมทั้ง Indicators ทุกประเภทแบบไม่ถูกต้อง คือ การตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นโดยใช้สัญญาณจาก RSI หรือ Indicators เพียงอย่างเดียว โดยไม่ดูกราฟราคาหุ้น เป็นการซื้อขายหุ้นโดยใช้ Indicators ที่ไม่ถูกต้อง ครับ เพราะ ค่าของ Indicators ถูกคำนวณจากราคาหุ้นและปริมาณการซื้อขาย ดังนั้น ค่า Indicators ไม่ได้มีอำนาจควบคุมการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นในอนาคต ในทางกลับกันราคาหุ้นและปริมาณซื้อขายต่างหากที่จะส่งผลว่า Indicators จะถูกคำนวณค่าออกมาเป็นเท่าไร

สัญญาณ Overbought/OverSold และ Divergence ของ RSI ใช้งานไม่ได้หรือ ?

คำตอบ คือ ใช้งานได้ครับ… ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า ถ้าลงมือซื้อหุ้นตามสัญญาณ Oversold ของ RSI (กรณี RSI น้อยกว่า 30) หรือลงมือขายหุ้นตามสัญญาณ Overbought (กรณีที่ RSI มากกว่า 70) หรือ Divergence ของ RSI ถือได้ว่าเป็นจังหวะในการซื้อขายหุ้นที่ดีมาก ๆ เลยทีเดียว

รูปตัวอย่างที่สัญญาณ Overbought ของ RSI สามารถให้จังหวะในการขายหุ้นได้เป็นอย่างดี และสัญญาณ Oversold ของ RSI สามารถให้จังหวะในการซื้อหุ้นได้เป็นอย่างดี

รูปตัวอย่างสัญญาณ Bearish Divergence สามารถให้จังหวะในการขายหุ้นได้เป็นอย่างดี

รูปตัวอย่างสัญญาณ Bullish Divergence สามารถให้จังหวะในการซื้อหุ้นได้เป็นอย่างดี

สัญญาณจาก RSI บางทีก็ใช้งานได้ดี บางทีก็ใช้งานไม่ได้

ก่อนหน้านี้ผมได้ยกตัวอย่างให้เห็นกรณีที่ลงมือซื้อขายหุ้น โดยตัดสินใจจากสัญญาณ Overbought Oversold และ Divergence แล้ว ไม่ได้ผลดี แต่บทความนี้กลับยกตัวอย่างที่ลงมือซื้อขายหุ้นจากสัญญาณ Overbought Oversold และ Divergence แล้ว ได้ผลดี หลายคนคงอาจจะกำลังสับสนว่าตกลงมันยังไงกันแน่ สัญญาณจาก RSI เอาไปใช้ได้จริงหรือใช้ไม่ได้?

ประเด็นที่ผมอยากบอกกับผู้อ่านก็คือ สัญญาณจาก Indicators ทุกตัว รวมทั้ง RSI ไม่สามารถทำนายได้ถูกต้อง 100% ว่าอนาคตราคาหุ้น หรือกราฟราคาหุ้น จะต้องเคลื่อนที่ไปในทิศทางไหน

ดังนั้นเวลาวิเคราะห์ RSI ถ้าเราลงมือซื้อขายหุ้นจากสัญญาณของ RSI บางทีก็ใช้ซื้อขายหุ้นแล้วได้กำไร บางทีก็ใช้ซื้อขายหุ้นแล้วขาดทุน ถ้าเราเข้าใจความจริงจุดนี้ก่อนจะทำให้เราไม่คาดหวังผลจากการวิเคราะห์ Indicators หรือ RSI มากจนเกินไป

เมื่อเกิดสัญญาณจาก RSI ให้คิดว่าเรากำลังเจอกับป้ายเตือนภัย เมื่อเราเจอป้ายเตือนภัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นป้ายเตือนบนท้องถนน หรือป้ายเตือนตามโรงงาน สิ่งที่ควรทำก็คือ ให้เพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น เวลาที่เราเจอป้ายเตือนให้ระวังของตกในพื้นที่โรงงานบริเวณที่มีการวางของซ้อนทับกันขึ้นไปสูง ๆ ไม่ได้หมายความว่าบริเวณจะต้องมีของตกลงมาทุกครั้งที่เราเดิมผ่าน เพียงแต่ให้ข้อมูลว่าในบริเวณนั้นมีความน่าจะเป็นที่สูงที่จะมีของตกลงมาทำให้บาดเจ็บได้ เราจึงควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเวลาเดินผ่านหรือเข้าไปใกล้ ๆ บริเวณ หรือหากเป็นไปได้ก็สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันการบาดเจ็บ เป็นต้น

RSI ก็เช่นกัน เวลาที่เกิดสัญญาณจาก RSI ไม่ว่าจะเป็น Overbought Oversold หรือ Divergence ก็ให้เราใช้สัญญาณนั้นเป็นสัญญาณเตือน ให้เพิ่มความระมัดระวัง และติดตามกราฟการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดยิ่งขี้น เนื่องจากอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางในอนาคต เช่น

สัญญาณ Overbought หมายความว่า ราคาหุ้นได้เพิ่มสูงขึ้นมาก ให้ระวังว่าราคาหุ้น อาจจะ มีการพักตัวชั่วคราว หรืออาจจะปรับตัวลดลงในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวลดลงจริง ๆ ในอนาคต

สัญญาณ Oversold หมายความว่า ราคาหุ้นได้ลดลงมากแล้ว ให้ระวังว่าราคาหุ้น อาจจะ มีการเด้งขึ้นชั่วคราว หรือ อาจจ ะปรับตัวสูงขึ้นขึ้นในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้นจริง ๆ ในอนาคต

สัญญาณ Bearish Divergence หมายความว่า Momentum ของราคาหุ้นในทิศทางขาขึ้น เริ่มอ่อนแรง ให้ระวังว่าราคาหุ้น อาจจะ มีการพักตัวชั่วคราว หรือ อาจจะ ปรับตัวลดลงในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวลดลงจริง ๆ ในอนาคต

สัญญาณ Bullish Divergence หมายความว่า Momentum ของราคาหุ้นในทิศทางขาลง เริ่มอ่อนแรง ให้ระวังว่าราคาหุ้น อาจจะ มีการเด้งขึ้นชั่วคราว หรือ อาจจะ ปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้นจริง ๆ ในอนาคต

เมื่อ RSI เกิดสัญญาณเตือน ไม่ว่าจะเป็น Ovebought Oversold หรือ Divergence ก็ตาม เราจะใช้สัญญาณเหล่านี้ เป็นสัญญาณที่บอกว่าหุ้นตัวนี้เริ่มมีความน่าสนใจ หรือเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าราคาหุ้นในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง เพื่อให้เราติดตามกราฟราคาอย่างใกล้ชิดเพื่อหาจังหวะที่ลงมือซื้อหรือขายที่ดีต่อไป หรือเป็นสัญาณ แต่ การหาจังหวะลงมือซื้อขายหุ้นที่ดีนั้น จะต้องกลับไปวิเคราะห์จากกราฟราคาหุ้นเสมอ เนื่องจากกราฟราคาหุ้นเป็นข้อมูลที่ใช้แสดงพฤติกรรมของคนที่เข้ามาซื้อขายในตลาดได้ดีที่สุด

รูปแสดงขั้นตอนการใช้งาน RSI ที่ถูกต้อง โดยใช้สัญญาณจาก RSI เป็นสัญญาณเตือน แต่ตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นจากการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นเท่านั้น

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นกรณีที่ RSI ส่งสัญญาณ Overbought แต่หลังจากติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดแล้วไม่มีสัญญาณให้ขายจึงถือหุ้นต่อ ทำให้ไม่ได้ลงมือขายหุ้นจากสัญญาณ Overbought ของ RSI

รูปตัวอย่างถัดมาแสดงให้เห็นกรณีที่ RSI ส่งสัญญาณ Overbought หลังจากติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดแล้วเกิดสัญญาณให้ขายจากการทำจุดต่ำสุดใหม่ จึงค่อยตัดสินใจขายลงมือหุ้น

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นกรณีที่ RSI ส่งสัญญาณ Bearish Divergence แต่หลังจากติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดแล้วไม่มีสัญญาณให้ขายจึงถือหุ้นต่อ ทำให้ไม่ได้ลงมือขายหุ้นจากสัญญาณ Divergence ของ RSI

รูปตัวอย่างถัดมาแสดงให้เห็นกรณีที่ RSI ส่งสัญญาณ Bearish Divergence หลังจากติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดแล้วเกิดสัญญาณให้ขายจากการทำจุดต่ำสุดใหม่ จึงค่อยตัดสินใจขายลงมือหุ้น

อย่างไรก็ตามวิธีที่ผมแนะนำให้ใช้ RSI เป็นสัญญาณเตือน และตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นจากกราฟราคาหุ้นนั้น ก็ไม่ได้การันตีว่า การวิเคราะห์ด้วยวิธีนี้จะต้องได้ผลออกมาถูกต้อง 100 % แต่การตัดสินใจซื้อขายจากกราฟของราคาหุ้นนั้นจะ ลดโอกาสผิดพลาดของสัญญาณ RSI ได้เป็นอย่างดี

ข้อสังเกตเพิ่มเติมเล็ก ๆ น้อย ๆ ของ RSI

มีข้อสังเกตเพิ่มเติม 2 ข้อของกราฟ RSI ที่เกี่ยวข้องกับทิศทางแนวโน้มของกราฟราคาหุ้นที่ผมอยากแนะนำ คือ

1) สัญญาณ Overbought และ Oversold จะใช้งานได้ดีเมื่อกราฟราคาหุ้นมีทิศทางของแนวโน้มเป็นแบบ Sideways และจะใช้งานได้ไม่ดีถ้ากราฟราคาหุ้นมีทิศทางของแนวโน้มที่แข็งแกร่ง และชัดเจน เพราะในกรณีที่กราฟราคาหุ้นมีแนวโน้มอย่างชัดเจนและแข็งแกร่ง RSI จะส่งสัญญาณ Overbought หรือ Oversold อย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยที่กราฟราคาหุ้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแนวโน้มเลย จึงเป็นที่มาของข้อแนะนำให้ตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นจากกราฟราคาหุ้นไม่ใช่สัญญาณจาก RSI

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าถ้ากราฟราคาหุ้นมีทิศางแนวโน้มขาขึ้นชัดเจนแข็งแกร่ง RSI สามารถอยู่ในเขต Overbought ได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน

2) ถ้ากราฟราคาหุ้นมีทิศทางแนวโน้มเป็นขาขึ้นแบบชัดเจน RSI มักจะ มีค่าอยู่ระหว่าง 40-80 เนื่องจากในช่วงที่ทิศทางของราคาหุ้นเป็นขาขึ้นชัดเจนนั้น พฤติกรรมของคนในตลาดส่วนใหญ่ ควรจะไม่อยากขายหุ้นมากนัก ถึงแม้จะมีบางช่วงที่ราคาหุ้นมีการพักฐานแต่ก็พักฐานได้ไม่นาน ดังนั้น RSI จึงมักจะยังปรับตัวลดลงไม่มาก (RSI มักจะไม่ต่ำกว่า 40 เพราะ หุ้นทิศทางขาขึ้น Momentum ควรให้มุมมองเชิงบวก)

ถ้า กราฟราคาหุ้นมีทิศทางแนวโน้มเป็นขาลงแบบชัดเจน RSI มักจะ มีค่าอยู่ระหว่าง 20-60 เนื่องจากในช่วงที่ทิศทางของราคาหุ้นเป็นขาลงชัดเจนนั้น พฤติกรรมของคนในตลาดส่วนใหญ่ ควรจะไม่อยากซื้อหุ้นมากนัก ถึงแม้จะมีบางช่วงที่ราคาหุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้นแต่ก็เด้งขึ้นได้ไม่นาน ดังนั้น RSI จึงมักจะยังปรับตัวขึ้นไม่มาก (RSI มักจะไม่สูงกว่า 60 เพราะ หุ้นทิศทางขาลง Momentum ควรให้มุมมองเชิงลบ)

ในหลาย ๆ ครั้ง ถ้าผมเชื่อว่าหุ้นน่าจะอยู่ในช่วงแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลงอย่างชัดเจน ผมมักจะใช้ระดับ RSI 40-50 ในการหาจังหวะซื้อหุ้น ตอนที่หุ้นมีการปรับฐานในช่วงแนวโน้มขาขึ้น และจะใช้ระดับ RSI ที่ 50-60 ในการหาจังหวะขายหุ้นตอนที่หุ้นมีการเด้งขึ้นชั่วคราวในช่วงแนวโน้มขาลง

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าช่วงที่หุ้นมีทิศทางแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน ราคามักจะปรับฐานเสร็จที่ RSI 40-50 และในช่วงที่หุ้นมีทิศทางแนวโน้มขาลงชัดเจน ราคาหุ้นมักจะเด้งไปถึงระดับ RSI 50-60 แล้วลงต่อ

ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านและช่วยให้สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับ RSI ได้มาขึ้นนะครับ บรัย……

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

รายได้ออนไลน์
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: