ปริมาณที่มีการย้ายที่กำหนดเองเฉลี่ย – ตัวบ่งชี้สำหรับ MetaTrader 4

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

งานวิจัยชี้ ไม่มีปริมาณที่ปลอดภัยในการดื่มแอลกอฮอล์

  • นักดื่มฟังทางนี้ ผลการศึกษาล่าสุดในวารสารการแพทย์ The Lancet พบว่า แอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของประชากรในช่วงอายุ 15-49 ปี ในปี 2020 หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 10 ของสาเหตุการตายทั่วโลก
  • ศาสตราจารย์ Emmanuela Gakidou แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิจัย เตือนว่าแม้คุณจะดื่มแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ
  • การดื่มแอลกอฮอล์ 1 ดื่มมาตรฐาน (10 กรัม) ต่อวันจะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และวัณโรค 0.5% และเพิ่มเป็น 7% หากดื่มถึง 2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน และ 37% สำหรับการดื่ม 5 ดื่มมาตรฐาน

หากคุณคิดว่าดื่มเหล้า ไวน์ หรือเบียร์เพียงปริมาณเล็กน้อย ร่างกายของคุณก็จะปลอดภัยหรือไม่เป็นอะไร นั่นคุณอาจคิดผิด เมื่อผลการวิจัยล่าสุดในสหรัฐฯ บ่งชี้ว่าการดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าปริมาณเท่าใดก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ

รายงานวิเคราะห์การดื่มแอลกอฮอล์และความเสี่ยงของโรคภัยต่างๆ ในปี 2020 ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์รายสัปดาห์ The Lancet เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2020 เตือนว่า 1 ใน 3 ของประชากรโลกที่ดื่มแอลกอฮอล์พึงระวังเป็นพิเศษ เพราะแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดโรค ความทุพพลภาพ หรือการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในผู้ชายและผู้หญิงช่วงอายุ 15-49 ปี ในปี 2020 หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 10 ของสาเหตุการตายของคนทั่วโลก ขณะที่สถิติโดยเฉลี่ยบ่งชี้ว่า แอลกอฮอล์คร่าชีวิตชาย 7% และหญิง 2% ในทุกๆ ปี

รายงานระบุว่า เครื่องดื่มมึนเมามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของประชากรทุกช่วงวัยจำนวน 2.8 ล้านคนทั่วโลกในปี 2020 โดยที่การตายเหล่านั้นมาจากโรคมะเร็ง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคติดเชื้อ เช่น วัณโรค หรือถูกทำร้ายร่างกายโดยเจตนา, ฆ่าตัวตาย ตลอดจนอุบัติเหตุบนท้องถนน หรืออุบัติเหตุอื่นๆ ที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ เช่น จมน้ำ เป็นต้น

งานวิจัยของ The Lancet ซึ่งได้เงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิ Bill and Melinda Gates ได้ศึกษาข้อมูลในรายงาน Global Burden of Disease ปี 2020 ซึ่งรวบรวมสถิติการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและทุพพลภาพจากโรคภัยไข้เจ็บรวม 300 โรคใน 195 ประเทศและดินแดนในช่วงปี 1990-2020 จากนั้นได้มุ่งวิเคราะห์ไปที่ผลกระทบจากแอลกอฮอล์ที่มีต่อสุขภาพ รวมถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องต่อประชากรในช่วงอายุ 15-95 ปี ในปี 2020

สำหรับประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ทั้งทางตรงและทางอ้อมมากที่สุดในปี 2020 คือ จีน 709,886 คน ตามมาด้วยอินเดีย 331,575 และรัสเซีย 225,599 คน

ศาสตราจารย์ Emmanuela Gakidou แห่งสถาบัน Health Metrics and Evaluation มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนรายงานวิจัยฉบับนี้ กล่าวว่า “ผลการศึกษาที่สร้างความประหลาดใจมากที่สุดก็คือ แม้คุณจะดื่มแอลกอฮอล์เพียงน้อยนิดก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ เราเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า การดื่มแอลกอฮอล์วันละ 1 หรือ 2 ดื่มมาตรฐาน จะไม่เป็นอันตราย แต่หลักฐานก็คือหลักฐาน”

เมื่อดูจากจำนวนประชากรในแต่ละประเทศ จะเห็นว่าประเทศที่มีประชากรมากก็มีอัตราการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากแอลกอฮอล์สูงขึ้นตามไปด้วย โดยนอกจากจีน อินเดีย และรัสเซียแล้ว สหรัฐอเมริกาก็รั้งอันดับ 5 ประเทศที่มีประชากรเพศชายเสียชีวิตจากแอลกอฮอล์มากที่สุดในโลก และอันดับ 7 หากวัดเฉพาะประชากรเพศหญิง

ขณะที่ Dr. Max Griswold อีกหนึ่งนักวิจัยจากสถาบัน Health Metrics and Evaluation กล่าวว่า “ด้วยหลักฐานที่เก็บรวบรวมได้มากที่สุดนับจนถึงปัจจุบัน เราพบความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาสุขภาพกับแอลกอฮอล์อย่างชัดเจน การดื่มเหล้าส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลกอย่างมากมายมหาศาล”

ส่วน Helen Stokes-Lampard ประธานกรรมการบริหารราชวิทยาลัย Royal College of General Practitioners ในสหราชอาณาจักร แสดงความเห็นเกี่ยวกับผลการศึกษาชิ้นนี้ว่า “เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของแอลกอฮอล์ที่มีต่อสุขภาพของเรา ถึงคุณจะดื่มในปริมาณที่น้อยที่สุดก็เพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตคุณอยู่ดี”

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

สำหรับ 1 ดื่มมาตรฐานนั้น มีการกำหนดไว้ที่ปริมาณแอลกอฮอล์ 10 กรัมหรือประมาณ 12 มิลลิลิตร ซึ่งมีหลายประเทศยึดมาตรฐานตามนี้ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และออสเตรเลีย แต่หลายประเทศก็กำหนดปริมาณมาตรฐานต่ำกว่า เช่น สหราชอาณาจักรกำหนดไว้ที่ 8 กรัม ขณะที่หลายประเทศกำหนดไว้สูงกว่า เช่น สหรัฐฯ กำหนดไว้ 14 กรัม ส่วนญี่ปุ่นกำหนดไว้ที่ 19.75 กรัมต่อ 1 ดื่มมาตรฐาน

คณะนักวิจัยพบว่า การดื่มแอลกอฮอล์ 1 ดื่มมาตรฐานต่อวันจะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และวัณโรค 0.5% และจะเพิ่มเป็น 7% หากดื่มถึง 2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน และ 37% สำหรับการดื่ม 5 ดื่มมาตรฐาน

David Spiegelhalter นักวิชาการอาวุโสแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มองในมุมกลับกันว่า แม้ผลวิจัยจะบ่งชี้ว่าไม่มีปริมาณแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยสำหรับเรา แต่ก็ไม่ใช่ข้อถกเถียงให้งดดื่มเหล้าหรือแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด

“เพราะที่ผ่านมาก็ไม่มีการกำหนดระดับความปลอดภัยในการขับขี่ แต่รัฐบาลในหลายประเทศก็ไม่ได้แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการขับรถ ลองคิดดูครับ ไม่มีระดับความปลอดภัยในการดำรงชีวิต แต่ก็ไม่มีใครแนะนำให้งดใช้ชีวิต”

แต่กระนั้น Dr. Tony Rao จิตแพทย์แห่งวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ ลอนดอน มองในแง่ดีว่า ผลการศึกษาชิ้นนี้ช่วยไขความกระจ่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างสุขภาพกับแอลกอฮอล์

“ตอนนี้เรามีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า ไม่มีข้อจำกัดที่ปลอดภัยสำหรับแอลกอฮอล์เมื่อดูจากความเสี่ยงต่อสุขภาพโดยรวม” เขากล่าวทิ้งท้าย

ปริมาณที่มีการย้ายที่กำหนดเองเฉลี่ย – ตัวบ่งชี้สำหรับ MetaTrader 4

อุปทาน (supply) หมายถึงปริมาณความต้องการเสนอขายสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการมีความเต็มใจที่จะเสนอขาย และสามารถจัดหามาขายหรือให้บริการได้ในขณะใดขณะหนึ่ง ณ ระดับราคาต่างๆที่ตลาดกำหนดมาให้ จากความหมายของอุปทาน จะเห็นได้ว่าอุปทานประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ

1. ความเต็มใจที่จะเสนอขายหรือให้บริการ (willingness) กล่าวคือ ณ ระดับราคาต่างๆ ที่ตลาดกำหนดมาให้ ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการมีความยินดีหรือเต็มใจที่จะเสนอขายสินค้าหรือให้บริการตามความต้องการซื้อของผู้บริโภค

2. ความสามารถในการจัดหามาเสนอขายหรือให้บริการ (ability to sell) กล่าวคือ ผู้ผลิต หรือผู้ประกอบการจะต้องจัดหาให้มีสินค้าหรือบริการอย่างเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการซื้อของผู้บริโภค ณ ระดับราคาของตลาดในขณะนั้นๆ (สามารถเสนอขายหรือให้บริการได้)

เมื่อกล่าวถึงคำว่า อุปทาน จะเป็นการมองทางด้านของผู้ผลิตซึ่งตรงข้ามกับอุปสงค์ที่เป็นการมองทางด้านของผู้บริโภค ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ความสัมพันธ์ของราคาสินค้าที่มีต่ออุปทานของสินค้านั้นจะเป็นไปตามกฎของอุปทาน (Law of Supply)

กฎอุปสงค์และกฎอุปทาน อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างราคาและปริมาณสินค้า เมื่อปัจจัยอื่นๆ คงที่ หากปัจจัยอื่นเกิดความเปลี่ยนแปลง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์หรืออุปทาน คือปริมาณอุปสงค์หรือปริมาณอุปทานจะมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงที่ทุกระดับราคา แสดงในแผนภูมิในลักษณะของการเปลี่ยนแปลงเส้นอุปสงค์หรืออุปทาน

ปัจจัยกำหนดอุปสงค์สำคัญที่มักกล่าวถึงได้แก่ รายได้ ราคาของสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้อง รสนิยม ความคาดหวัง จำนวนผู้ซื้อ ในขณะที่ปัจจัยที่กำหนดอุปทานมักกล่าวถึง ต้นทุนปัจจัยการผลิต เทคโนโลยี ความคาดหวัง และจำนวนผู้ขาย

หมายถึง ภาวะที่เกิดจากราคามีความเหมาะสม ทำให้ปริมาณความต้องการซื้อ เท่ากับปริมาณความต้องการขาย ทำให้สินค้าหมดพอดี หรือมีหลักการดังนี้ คือ ราคาสินค้าจะวิ่งสู่ดุลยภาพเสมอ ถ้าราคาเปลี่ยนปริมาณที่ผู้บริโภคต้องการที่จะซื้อและที่ผู้ผลิตที่ต้องการขายก็จะเปลี่ยนตาม
ถ้าร้าคาสินค้าแพงเกินไป ต่อไปต้องลดลง
ถ้าราคาสินค้าถูกเกินไป ต่อไปต้องแพงขึ้น
โดยกลไกราคา ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นจะมีข้อยกเว้นในการพิจารณา คือ ใช้ไม่ได้กับสินค้าที่เป็นทรัพย์เสรี และสินค้าที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของเก่า เช่น ถ้วยสังคโลก,รถเก่า,พระเครื่อง และวัตถุโบราณ หรือทรัพทย์เสรี ได้แก่ น้ำ ดิน เป็นต้นฯ

ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม กลไกราคา (Price Mechanism) เป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมอุปสงค์และอุปทานในตลาดให้เกิดความสมดุล ถ้าอุปสงค์และอุปทานไม่เท่ากันจะมีการปรับตัวจนกระทั่งเกิดสมดุลหรืออุปสงค์เท่ากับอุปทาน ดุลยภาพจะไม่เปลี่ยนแปลงตราบเท่าที่ปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์และอุปทานไม่เปลี่ยนแปลง ราคาสินค้า ณ จุดที่อุปสงค์เท่ากับอุปทานเรียกว่า “ราคาดุลยภาพตลาด (Market Equilibrium Price)” ปริมาณสินค้า ณ จุดนั้นเรียกว่า“ปริมาณดุลยภาพตลาด (Market Equilibrium Quantity)” และเรียกจุดดังกล่าวว่า “ดุลยภาพตลาด (Market Equilibrium)

ดุลยภาพตลาด คือ เส้นอุปทานและเส้นอุปสงค์ตัดกันพอดี

การปล่อยเสรี = Liberalization
แนวคิดหรือนโยบายที่เปิดโอกาสให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลิตและการค้าเป็นไปอย่างเสรี ไม่มีการผูกขาดตัดตอนโดยรายหนึ่งรายใด ในแง่ของการปล่อยเสรีภายในประเทศก็ คือ การยกเลิกระบบผูกขาด ส่งเสริมให้มีการแข่งขันกันอย่างเต็มที ในระดับสากล ก็คือการส่งเสริมการค้าเสรี ลด หรือ ขจัดอุปสรรคหรือข้อกีดขวางทางการค้าทั้งที่อยู่ในรูปของภาษีและไม่ใช่ภาษี

หนี้สิน = Liability
โดยปกติมักหมายถึง หนี้ทางการเงิน คือจำนวนเงินที่บุคคลหรือหน่วยธุรกิจมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระให้แก่บุคคลอื่น รายการที่ถือว่าเป็นหนี้สินทางบัญชี ได้แก่ เจ้าหนี้การค้า ค่าใช้จ่ายและภาษีค้างจ่าย หุ้นกู้ เงินกู้ เป็นต้น

เงินเฟ้อขั้นสูง = Hyperinflation
ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นในอัตราสูงหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าปกติ (สูงกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ) ถ้าสูงมากๆ เช่น ร้อยละ 100 ต่อปี อาจเรียกว่า เงินเฟ้ออย่างรุนแรง

การแปลงหนี้ = Funding
ในความหมายเดิม หมายถึงการเปลี่ยนหนี้ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา แต่ในปัจจุบันใช้ในความหมายที่กว้างกว่า ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนสถานะจากการก่อหนี้ในระยะสั้นมาเป็นหนี้ในระยะปานกลางหรือระยะยาวเช่น การเปลี่ยนจากการออกตั๋วแลกเงินมาเป็นการออกพันธบัตร เป็นต้น

ตลาดเสรี = Free market
ตลาดสินค้าหรือบริการที่มีการปล่อยให้พลังของอุปสงค์และอุปทานหรือกลไกตลาด เป็นตัวกำหนดราคาและปริมาณการซื้อขายอย่างเสรี โดยปราศจากการแทรกแซงใด ๆ จากรัฐบาล ระบบเศรษฐกิจที่ส่งเสริมตลาดเสรีเรียกว่าระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี

ราคาล่วงหน้า = Forward price
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หลักทรัพย์ หรือเงินตรา ที่กำหนดเอาไว้ในการตกลงซื้อขายล่วงหน้า เป็นราคาที่ผู้ซื้อจะต้องจ่าย ณ วันส่งมอบหรือวันที่ได้ตกลงกัน สำหรับราคาล่วงหน้าของการซื้อขายเงินตราต่างประเทศมีชื่อเรียกเฉพาะว่า อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ราคาล่วงหน้าของสิ่งของชนิดเดียวกันอาจแตกต่างกันตามเวลาที่ส่งมอบและการต่อรองของผู้ซื้อขาย และราคานี้มักจะแตกต่างกับราคาซื้อขายทันที ซึ่งเป็นราคาที่ต้องส่งมอบกันในปัจจุบัน

การเชื่อมโยงไปข้างหน้า = Forward linkage
การที่หน่วยผลิตหรืออุตสาหกรรมหนึ่งมีความสัมพันธ์กับหน่วยผลิตหรืออุตสาหกรรมอื่นในลักษณะที่ผลผลิตของหน่วยผลิตหรืออุตสาหกรรมดังกล่าว ถูกนำไปใช้เป็นปัจจัยการผลิตของหน่วยผลิตหรืออุตสาหกรรมอื่น ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมทอผ้ามีการเชื่อมโยงไปข้างหน้ายังอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น ความสัมพันธ์ในลักษณะตรงกันข้ามนี้เรียกว่า การเชื่อมโยงไปข้างหลัง

อัตราการแลกเปลี่ยนล่วงหน้า = Forward exchange rate
อัตราการแลกเปลี่ยนหรือราคาของเงินตราสกุลหนึ่งๆ กับเงินตราต่างประเทศที่ได้มีการตกลงแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายกันไว้ล่วงหน้า โดยมีการระบุจำนวนและวันเวลาที่จะส่งมอบกันเป็นที่แน่นอนอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้านี้อาจแตกต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนทันทีที่เกิดขึ้น ณ วันซื้อขายเดียวกัน การตกลงซื้อขายเงินตราในอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ก็เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในขณะเดียวกันก็ได้กลายมาเป็นเครื่องมืออันหนึ่งในการเก็งกำไรจากการซื้อขายเงินตราต่างประเทศของนักเก็งกำไรด้วยเช่นกัน

การแปลงสภาพหนี้ = Debt conversion
การออกหุ้นหรือพันธบัตรใหม่เพื่อทดแทนหุ้นหรือพันธบัตรเก่าที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ทั้งนี้เพื่อลดภาระหนี้ให้น้อยลง การแปลงสภาพหนี้ยังหมายถึงการเปลี่ยนหุ้นกู้แปลงสภาพไปเป็นหุ้นสามัญ ซึ่งทำให้ฐานะของผู้ถือเปลี่ยนจากการเป็นเจ้าหนี้บริษัทไปเป็นเจ้าของบริษัท

หนี้ = Debts
จำนวนเงินหรือทรัพย์สินอื่นจำนวนหนึ่งที่บุคคลหนึ่งมีข้อผูกพันว่า จะจ่ายให้แก่อีกบุคคลหนึ่ง หนี้อาจเกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงิน การซื้อสินค้าหรือบริการด้วยเงินเชื่อหรือเงินผ่อน เราอาจแบ่งประเภทของหนี้ตามประเภทลูกหนี้ เป็นหนี้สาธารณะ และหนี้เอกชน หรือแบ่งตามแหล่งของผู้เป็นเจ้าหนี้ เป็นหนี้ภายในประเทศ และหนี้ต่างประเทศ

หุ้นกู้ = Debenture
พันธบัตรหรือตราสารหนี้ ระยะยาวที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือเพื่อเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินของบริษัทจากเจ้าของเงินทุน หุ้นกู้นี้มักมีการกำหนดระยะเวลาในการชำระคืนและอัตราดอกเบี้ยที่แน่นอน ไม่ว่าบริษัทจะมีกำไรหรือขาดทุน ดังนั้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้ถือจะได้รับการชำระหนี้คืน การออกหุ้นกู้จึงต้องมีมูลค่ารวมไม่เกินทุนที่ชำระแล้วของบริษัท กรณีที่รัฐบาลเป็นผู้ออกตราสารชนิดนี้นิยม เรียกว่า พันธบัตร

เงินแพง = Dear money
ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในอดีต เนื่องจากอุปทานของเงินมีน้อยเมื่อเทียบกับอุปสงค์ของความต้องการถือเงิน ภาวะที่ตรงกันข้ามกับเงินแพงเรียกว่า เงินถูก

Inventory Management Metrics

Friday, December 30, 2020

ระบบขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity หรือ EOQ)

3.1 การจัดการวัสดุ การจัดการวัสดุทำเพื่อให้มีวัสดุและสินค้ารองรับงานผลิตและการตลาด ทั้งการบริการลูกค้าที่ดีและมีต้นทุนสินค้าคงคลังรวมที่อยู่ระดับต่ำสามารถทำได้หลายวิธีการขึ้นอยู่กับลักษณะของความต้องการสินค้า ทรัพยากรองค์การความพร้อมของบุคลากรที่เกี่ยวข้องการจัดการซัพพลายเชน ตลอดจนลักษณะของกระบวนการผลิตสินค้าประกอบเข้าด้วยกัน นอกจากนั้นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและคอมพิวเตอร์ยังช่วยให้การสร้างระบบการจัดการสินค้าคงคลังมีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้ผู้บริหารสามารถเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมกับกิจการของตนได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ระบบการจัดการสินค้าคงคลังที่เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายในธุรกิจอุตสาหกรรม มีดังต่อไปนี้
1.ระบบการขนาดสั่งซื้อที่ประหยัด (EOQ)
2.ระบบการวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP)
3.ระบบสินค้าคงคลังของการผลิตแบบทันเวลาพอดี (JIT)

3.2 ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัด เป็นระบบสินค้าคงคลังที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมานาน โดยทีระบบนี้ใช้กับสินค้าคงคลังที่มีลักษณะของความต้องการที่เป็นอิสระไม่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกับควมต้องการของสินค้าคงคลังตัวอื่น จึงต้องวางแผนพิจารณาความต้องการอย่างเป็นเอกเทศด้วยวิธีการพยากรณ์อุปสงค์ของลูกค้าโดยตรง เช่น การวางแผนผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล บริษัทรถยนต์จะพยากรณ์อุปสงค์จากจำนวนครอบครัวขนาดเล็กถึงปานกลางที่มีรายได้รวมเกินกว่า 50,000 บาทต่อเดือน
ระบบขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดจะพิจารณาต้นทุนรวมของสินค้าคงคลังที่ต่ำสุดเป็นหลักเพื่อกำหนดระดับปริมาณการสั่งซื้อต่อครั้งที่เรียกว่า “ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัด”
การใช้ระบบขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดมีทั้ง 4 สภาวการณ์ดังต่อไปนี้

3.2.1 ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่อุปสงค์คงที่และสินค้าคงคลังไม่ขาดมือ โดยมีสมมติฐานที่กำหนดเป็นขอบเขตไว้ว่า
1) ทราบปริมาณอุปสงค์อย่างชัดเจน และอุปสงค์คงที่
2) ได้รับสินค้าที่สั่งซื้อพร้อมกันทั้งหมด
3) รอบเวลาในการสั่งซื้อ ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่สั่งซื้อจนได้รับสินค้าคงที่
4) ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าและต้นทุนการสั่งซื้อคงที่
5) ราคาสินค้าที่สั่งซื้อคงที่
6) ไม่มีสภาวะของขาดมือเลย
การหาขนาดการสั่งซื้อประหยัด (EOQ) และต้นทุนรวม (TC) จะทำได้จาก

ถ้าต้องการต้นทุนรวมที่ต่ำสุด จำนวนสั่งซื้อต่อปี หรือรอบเวลาการสั่งซื้อที่จะสามารถประหยัดได้มากที่สุด ให้แทน Q ด้วย EOQ หรือ Q* ที่คำนวณได้
ตัวอย่าง บริษัทจำหน่ายวัสดุผนังหินสังเคราะห์ในประมาณการว่า ปีนี้จะมีอุปสงค์รวม 10,000 ตารางเมตร ต้นทุนการเก็บรักษาต่อหลายเท่ากับ 0.75 บาท ต้นทุนการสั่งซื้อครั้งละ 150 บาท
จงหา

3.2.2 ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดมีอุปสงค์คงที่และมีสินค้าขาดมือบ้าง เนื่องจากการที่ของขาดมือก่อให้เกิดความประหยัดบางประการ อันจะทำให้ต้นทุนการสั่งซื้อหรือต้นทุนการตั้งเครื่องใหม่ลดต่ำลง เพราะผลิตหรือสั่งซื้อของล็อตใหญ่ขึ้น สินค้านั้นมีต้นทุนการเก็บรักษาสูงมากจึงไม่มีการเก็บของไว้เลย เช่น ในร้านตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มักจะเกิดสภาวการณ์นี้ เพราะรถยนต์แต่ละคันมีราคาแพง จึงมีการจอดแสดงอยู่เพียงคันละรุ่น เมื่อลูกค้าตกลงใจเลือกซื้อรถแบบที่ต้องการแล้ว ก็จะเลือกสีรถจากตัวอย่างสีในใบรายการ ตัวแทนจำหน่ายจะรับคำสั่งซื้อนี้ไปสั่งรถจากบริษัทผลิตและติดตั้งอุปกรณ์แต่งรถตามความต้องการของลูกค้าซึ่งจะใช้เวลารอคอยสักระยะหนึ่ง โดยที่ต้องระวังมิให้นานเกินไป ข้อสมมติฐานของกรณีนี้มีดังต่อไปนี้
1.เมื่อของล็อตใหม่ซึ่งมีจำนวนเท่ากับ Q มาถึง จะต้องรีบส่งตามจำนวนที่ขาดมือ (S) ที่ค้างไว้ก่อนทันที ส่วนของที่เหลือซึ่งเท่ากับ (Q-S) จะเก็บเข้าคลังสินค้า
2.ระดับสินค้าคงคลังต่ำสุดเท่ากับ –S ระดับสินค้าคงคลังสูงสุดเท่ากับQ-S
3.ระยะเวลาของสินค้าคงคลัง (T) จะแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ
T1 คือ ระยะเวลาช่วงที่มีสินค้าจะขายได้
T2 คือ ระยะเวลาช่วงที่สินค้าขาดมือ
ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัด ระดับสินค้าขาดมือที่ประหยัด และต้นทุนรวมจะหาได้จาก

ตัวอย่าง ศูนย์จำหน่ายรถมิตซูบิชินครราชสีมาซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายรถปิคอัพขับเคลื่อนสี่ล้อ คาดว่าปีนี้จะมีอุปสงค์ 500 คัน ต้นทุนการสั่งซื้อครั้งละ 250 บาท ต้นทุนการจมของเงินทุนเท่ากับ 1,200 บาท ต่อคันต่อปี ต้นทุนสินค้าขาดมือ เป็น 200 บาท ต่อคันต่อปี จงหา

3.2.3 ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่ทยอยรับทยอยใช้สินค้า สินค้าคงคลังไม่ได้ถูกส่งมาพร้อมกันในคราวเดียวแต่ทยอยส่งมาและในขณะนั้นมีการใช้สินค้าไปด้วย โดยที่อัตราการรับ (p) ต้องมากกว่าอัตราการใช้ (d) ทั้งสองอัตรามีค่าเฉลี่ยคงที่และไม่มีของขาดมือ สินค้าคงคลังจะสะสมส่วนที่เหลือจากการใช้มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุด

ตัวอย่าง โรงงานผลิตหุ่นยนต์เศษเหล็กมีอุปสงค์เท่ากับ 2,000 ตัวต่อปี ต้นทุนการตั้งเครื่องแต่ละครั้งเท่ากับ 100 บาท ต้นทุนการเก็บรักษาเท่ากับ 2 บาทต่อตัวต่อปี อัตราการผลิตเท่ากับ 8,000 ตัวต่อปี ให้หาค่าต่อไปนี้

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

รายได้ออนไลน์
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: