เราไม่ได้มีผลกระทบใด ๆ ในตลาด

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

เงิน “กอง LTF”. ไม่ได้มีผลกับ ‘ตลาดหุ้น’ อย่างที่คิด.

พลันที่“รมว.คลัง” ออกมาให้ข่าวผ่านสื่อถึงมาตรการช่วยเหลือตลาดทุน หนึ่งในนั้น คือ การปรับเกณฑ์ ‘กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)’ ให้เหมือนกับ ‘กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)’ เป็นการชั่วคราว
หวังช่วยพยุง ‘ตลาดหุ้นไทย’ ที่ดำดิ่งทิ้งตัวลงอย่างหนักช่วง 2 เดือนแรก รูดไปแล้ว -15.15%.
โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาและกลายเป็นหนึ่งในมาตรการที่ ‘กระทรวงการคลัง’ จะเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ในวันที่ 6 มี.ค. นี้ด้วยเช่นกัน
แนวคิดของ ‘กองทุนพยุงหุ้น’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเกิดมานานแล้วในอดีต ทุกครั้งที่หุ้นไทยร่วงแรง ก็จะมีการพูดถึงเสมอ ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน
ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

ย้อนดูหลักการ ‘กอง SSF’…ตัวแทน ‘กอง LTF’

เมื่อ ‘กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)’ ไม่ตอบโจทย์ภาครัฐ จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม นั่นนำมาซึ่ง ‘จุดจบ’ ของ ‘กอง LTF’ เมื่อสิ้นปี2020 ที่ผ่านมา ไม่มีการต่ออายุให้แต่ประการใด เพราะภาครัฐเองก็ถือข้อมูลในมือไว้เช่นเดียวกัน
โดยส่ง ‘กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)’ มาแทนที่ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าภาคตลาดทุนค่อนข้าง ‘ผิดหวัง’ และ ‘ไม่ปลื้ม’ กับรูปแบบของกองทุนนี้เท่าไรนัก แต่เคาะมาแล้ว ก็ต้องเดินหน้ากันต่อไป
สำหรับ ‘จุดต่าง’ ที่ชัดของ ‘กอง SSF’ และ ‘กอง LTF’ คือ กลุ่มผู้ที่คาดหวังว่าจะเข้ามาใช้ประโยชน์ทางภาษี ซึ่ง ‘กอง LTF’ ภาครัฐเชื่อว่าไปกระจุกตัวอยู่ฐานภาษีระดับบนเป็นหลัก เมื่อมีโอกาสออกแบบเอง ‘กอง SSF’ จึงตอบโจทย์ปัญหานี้ไปโดยปริยาย โดยกลุ่มเป้าหมายจะเป็นฐานภาษีระดับกลาง-ล่าง ที่สำคัญให้นับรวมเอาประโยชน์ของ ‘กอง SSF’ ไปรวมกับ ‘กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)’ ด้วย เรียกว่า ปัญหาคาใจของภาครัฐได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว”

แต่พอ ‘หุ้นร่วง’ กลับมีแนวคิดจะปรับเกณฑ์ ‘กอง SSF’ ให้ไปเหมือนกับ ‘กอง LTF’ เป็นการชั่วคราว หวังช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยที่กำลังดำดิ่งหนักในตอนนี้ ก็ต้องย้อนถามภาครัฐเองว่าหลักการในการตั้ง ‘กอง SSF’ ขึ้นมาเพื่ออะไร? ยังเป็นไปเพื่อส่งเสริมการออมเพื่อเกษียณในระยะยาวของคนไทยอยู่หรือไม่?
ถ้าจะปรับเกษณฑ์ ‘กอง SSF’ ให้มาอิงกับ ‘กอง LTF’ จะมีเรื่องหลักๆ ที่ต้องทำ คือ

โฟกัสนโยบาย : ให้ลงทุนในหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน (เดิม : ลงทุนในสินทรัพย์อะไรก็ได้)

ระยะเวลาการถือครอง : ต้องปรับให้สั้นลงเหลือ 7 ปีปฏิทิน (เดิม : ไม่ต่ำกว่า 10 ปี นับแบบวันชนวัน)

ประโยชน์ทางภาษี : ต้องแยกออกเป็นอีกก้อน ‘อิสระ’ ไม่นับรวมกับ ‘กอง RMF’ (เดิม : นับประโยชน์ทางภาษีรวมกับ ‘กอง RMF’

นี่คือ เรื่องหลักๆ ที่ต้องทำให้จะแปลงร่าง ‘กอง SSF’ ให้เป็น ‘กอง LTF-เฉพาะกิจ’ ขึ้นมา ในรายละเอียดอาจจะต้องไปดำเนินการทางกฎหมายอย่างไรเป็นอีกเรื่อง และจะใช้ระยะเวลานานแค่ไหนเป็นอีกเรื่อง แล้วจะทันกับสถานการณ์หรือไม่เป็นอีกเรื่อง สุดท้ายแล้ว…วัตถุประสงค์ของ ‘กอง SSF-กลายพันธุ์’ คือเพื่ออะไร?…แค่จะ ‘อุ้มตลาดหุ้น’ แค่นั้นใช่หรือไม่?
“ท้ายสุดผลกระประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ ในส่วนของ ‘กอง SSF’ นั้นจะเสนอให้ลงทุนในหุ้นไม่เกิน 65% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ ซึ่งจะเป็นสัดส่วนเดียวกันกับ ‘กอง RMF-หุ้น’ นั่นเอง แต่ไม่ว่าบทสรุปในเรื่องนี้จะเป็นเช่นไร ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะทาง ‘สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)’ ชี้แจงว่าจะไม่กระทบกับ 17 ‘กอง SSF’ ที่ได้อนุมัติให้จัดตั้งไปก่อนหน้าแต่ประการใด”

Morningstar” ระบุ…เงิน ‘กอง LTF’ ไม่ได้มีผลกับตลาดหุ้นอย่างที่คิด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าฝั่งตลาดทุนนั้นอยากเห็น ‘กอง LTF’ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง และในอดีตเมื่อพูดถึง ‘กองทุนพยุงหุ้น’ มักเป็นคำที่แสลงหูพอสมควร แต่นี่คือรูปแบบของกองทุนที่จะเข้าไปลงทุนในหุ้นดี ที่ราคาตกมาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นแล้วไม่มีใครเข้าไปซื้อ กองทุนประเภทนี้แหละที่จะเข้าไปซื้อเพื่อลงทุน ประมาณนั้น
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด กับความคาดหวังว่าหากมี ‘กอง LTF-เฉพาะกิจ’ ขึ้นมา จะสามารถช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยที่กำลังร่วงได้ เหมือน ‘โอสถทิพย์’ ที่เยียวยาได้ทุกอย่างก็ไม่ปาน.
ข้อมูลของ Morningstar” เผยให้เห็นว่า ‘กองหุ้นไทย (ไม่รวม LTF&RMF)’ ย้อนหลังช่วง 5 ปี แทบไม่มีการเติบโตของเงินลงทุนสุทธิเลย แต่ภาพรวมของ ‘กองหุ้นไทย’ ที่มีเงินลงทุนไหลเข้าสุทธินั้น มาจากกลุ่ม ‘กองหุ้นประหยัดภาษี’ เป็นสำคัญ ที่ทำให้ภาพของกองหุ้นไทยยังคงเติบโตอยู่

ทั้งนี้หากดูเม็ดเงินลงทุนสุทธิใน ‘กอง LTF’ ก็เฉลี่ยอยู่ปีละ 30,000-40,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยแล้วถือว่าน้อยมาก และที่สำคัญเงินลงทุนส่วนใหญ่จะไหลเข้ามาลงทุนในช่วง ‘ไตรมาสที่4’ ของปีด้วย ด้วยขนาดเม็ดเงินลงทุนสุทธิใกล้เคียงกันระดับนี้ แต่ตลาดหุ้นไทยก็เคลื่อนไหวแตกต่างกันออกไป ในปี2020 +19.79%, ปี2020 +13.66%, ปี2020 -10.82% และปี2020 +1.02%
“ในปี2020 ‘กอง LTF’ มีเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิกว่า 40,000 ล้านบาท ตลาดหุ้นไทยยังติดลบ -10.82% ในปี2020 เงินไหลเข้าสุทธิ 31,300 ล้านบาท หุ้นไทยบวกเล็กน้อย +1.02% นี่คือข้อเท็จจริงที่สะท้อนว่า…ความคาดหวังผลของเม็ดเงินลงทุนใน ‘กอง LTF’ เพื่อจะพยุงตลาดหุ้นที่รูดเป็นใบไม้ร่วงนั้น อาจไม่ใช่สิ่งที่พึงหวังและอาจเป็นการคาดหวังที่เกินจากข้อเท็จจริงก็เป็นได้”
ที่สำคัญมาตรการที่เสนอในวันนี้ จะต้องชงเข้าที่“ประชุมคณะรัฐมนตรี” เพื่อพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 10 มี.ค. 20 นี้นั้น ในตอนนี้ที่ทราบมีเพียงการให้ ‘กอง SSF’ ไปลงทุนในหุ้น แต่สัดส่วนที่ให้ไว้เป็นกรอบการลงทุนของ ‘กอง RMF-หุ้น’ (65% ของ NAV) นั่นจะทำให้ตัวเม็ดเงินที่เข้าไปในตลาดหุ้นต่ำกว่า ‘กอง LTF’ (หุ้น 80% ของ NAV)
“ไม่เพียงเท่านี้ หากเงื่อนไขการลงทุนอื่นยังเหมือนเดิม เช่น รวมประโยชน์ทางภาษีเอาไว้กับ ‘กอง RMF’ ลืมเรื่องเม็ดเงินเดิมที่เคยลงทุนอยู่ของฐานภาษีระดับบนไปได้เลย ส่วนฐานภาษีระดับกลาง-ล่างจะเข้ามาตามที่คาดไว้หรือไม่ ยังต้องลุ้น ที่แน่นอน คือเม็ดเงินที่จะเข้าตลาดหุ้นไม่มากเท่าเดิมแน่นอน ด้วยเม็ดเงินตอนมี ‘กอง LTF’ ยังช่วยอะไรตลาดไม่ได้เลย. ”

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

“หุ้นไทย” รูด 2 เดือน…ทำสินทรัพย์ ‘กองหุ้น’ หาย 13.06%

สิ้นปี19 ‘กองหุ้น’ ในระบบมีสินทรัพย์สุทธิรวมกัน 1.5 ล้านล้านบาท ผ่านมา 2 เดือน หลังตลาดหุ้นไทยร่วงหนัก -15.15% ทำสินทรัพย์เหลือ 1.3 ล้านล้านบาท หายไป 13.06%
มาดู ‘กองหุ้นประหยัดภาษี’ กันบ้าง (LTF & RMF-หุ้น) สิ้นปี19 มีสินทรัพย์รวมกันกว่า 5.29 แสนล้านบาท ผ่านมา 2 เดือน เหลือ 4.63 แสนล้านบาท ลดลง 12.54% แบ่งเป็น ‘กอง LTF’ มีสินทรัพย์ 3.54 แสนล้านบาท ลดลง 13.02% และ ‘กอง RMF-หุ้น’ อีก 1.09 แสนล้านบาทลดลง 10.95%
“กองหุ้น จะ ‘กองหุ้นปกติ’ หรือกองประหยัดภาษี เช่น ‘กอง RMF-หุ้น’ ก็คงมุ่งหมายลงทุนในหุ้นดี ที่ราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานเช่นเดียวกัน จังหวะหุ้นตกแรง ก็เป็นโอกาสลงทุนทั้งของกองทุนและของนักลงทุนเช่นเดียวกัน หรือคุณว่าไม่จริง?”

หันมาดูผลงาน ‘กองหุ้นไทย’ ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมากันบ้าง ในขณะที่ดัชนี ‘SET TRI’ -14.77% นั้น ‘กองหุ้นไทย’ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -12.77% ไปจนถึง -15.54%
“โดยกลุ่ม ‘กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ ติดลบน้อยสุดเฉลี่ย -12.77% ในขณะที่กลุ่ม ‘กอง LTF’ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -13.60%
สำหรับ ‘กองหุ้นไทย’ ที่มีผลงานดีสุดในช่วง 2 เดือนแรก อยู่ในกลุ่ม ‘กองหุ้นทั่วไป’ ได้แก่
“กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ดิวิเดนด์ เอเชีย-ชนิดสะสมมูลค่า (MDIVA-A)” ของ ‘บลจ.เอ็มเอฟซี’ ให้ผลตอบแทน -5.56%
การสร้างวัฒนธรรมการลงทุนเพื่อสะสมความมั่งคั่งระยะยาวใน ‘หุ้น’ เป็นเรื่องที่ดีและควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นในวงกว้างของสังคมไทย โดยเฉพาะการลงทุนผ่านเครื่องมืออย่าง ‘กองทุนหุ้น’ แต่การสื่อสารที่คลาดเคลื่อนอาจนำมาซึ่งภาพลักษณ์ที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็น แน่ใจหรือว่า…การแปลงร่าง ‘กอง SSF’ ไปเป็น ‘กอง LTF-เฉพาะกิจ’ จะช่วยอุ้ม “ตลาดหุ้นไทย” ที่กำลังดำดิ่งนี้ได้จริงๆ?

  • Total count of Like 0
  • Total count of Comment 0
  • LINE share button
  • Facebook share button
  • Twitter share button

ดูเพิ่มเติม

[Video] “บูลเวล แอสเซท” ผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สู่การเติบโตของรายได้ด้วย ‘Mega Trend’

รวมไว้ที่นี่!! ‘เราไม่ทิ้งกัน’ เปิดมาตรการเยียวยาผลกระทบสู้ ‘โควิด’

The Bangkok Insight รวมทุกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ “โควิด-19”

การแพร่ระบาดของไวรัส “โควิด” นี้ส่งผลกระทบเป็นลูกคลื่นทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก คนจำนวนมากต้องตกงาน เป็นเหตุให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาตรการต่าง ๆ อย่างเร่งด่วนมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ผ่านเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com การพักชำระหนี้จากสถาบันการเงิน ไปจนถึงการลดค่าไฟฟ้า ค่าประปา ให้ใช้อินเทอร์เน็ตฟรี โทรศัพท์ฟรี โดย The Bangkok Insight รวมมาตรการสำคัญไว้ให้แล้ว

มาตรการ “เราไม่ทิ้งกัน” เยียวยา 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน โดยจะเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อาทิ กลุ่มลูกจ้าง หรือประกอบอาชีพอิสระในธุรกิจที่ถูกสั่งปิด อาทิ ผับ/บาร์, ร้านทำผม, นวด, สปา, ขายของในตลาดที่ถูกสั่งปิด หรือธุรกิจอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งวินมอเตอร์ไซค์, แท็กซี่, ธุรกิจท่องเที่ยว, ไกด์, มัคคุเทศก์

โดยล่าสุด รัฐบาลได้เพิ่มกลุ่มผู้เยียวยา อาทิ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ รับจ้างทั่วไป ลูกจ้างชั่วคราว กิจการส่วนตัว ค้าขาย และนักเรียน นักศึกษา ที่ทำงานพาร์ทไทม์

ส่วนกลุ่มลูกจ้างในระบบประกันสังคม-มีรายได้ประจำ เช่น พนักงานบริษัท พนักงานห้างสรรสินค้า พนักงานสถานศึกษา พนักงานของสถานประกอบการ รัฐก็ได้ออกมาตรการมาช่วยเหลือ ได้แก่

  • กรณีนายจ้างหยุดกิจการ-นายจ้างปิดเอง ประกันสังคมจ่ายชดเชยร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ไม่เกิน 180 วัน (ไม่เกิน 7,500 บาท/เดือน)
  • กรณีรัฐสั่งให้หยุดกิจการชั่วคราว จะจ่ายชดเชยร้อยละ 50 ไม่เกิน 60 วัน (ไม่เกิน 7,500 บาท/เดือน)
  • กรณีลาออก จ่ายประโยชน์ทดแทนผู้ประกันตน ร้อยละ 30 ไม่เกิน 90 วัน (4,500 บาท/เดือน)
  • กรณีเลิกจ้าง จ่ายประโยชน์ทดแทนผู้ประกันตน ร้อยละ 50 ไม่เกิน 180 วัน (7,500 บาท/เดือน)
  • ลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม กรณีผู้ประกันตนมาตรา 33 จาก 5 % เหลือ 1 % และกรณีมาตรา 39 จาก 9% เหลือ 7 % เวลา 3 เดือน และขยายเวลาส่งเงินสมบท งวดค่าจ้างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2563 ออกไป 3 เดือน
  • ออกร่างกฎกระทรวงเพิ่มเติม เพิ่มประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจรับประโยชน์ทดแทนตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2563 ถึงวันที่ 28 ก.พ. 2565 ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายวัน เพราะเหตุถูกเลิกจ้าง โดยให้ได้รับครั้งละไม่เกิน 200 วัน
  • ออกร่างกฎกระทรวงเพิ่มเติม เพิ่มอัตราเงินทดแทนกรณีว่างงานร้อยละ 45 ของค่าจ้างรายวัน เพราะเหตุลาออกจากงานหรือเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้าง โดยให้ได้รับครั้งละไม่เกิน 90 วัน
  • ออกร่างกฎกระทรวงเพิ่มเติม ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 79/1 มีสิทธิได้รับเงินทดแทนในกรณีว่างงานในอัตราเต็มจำนวน 100% ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกิน 180 วัน

หากใครที่เป็นลูกจ้างในระบบประกันสังคม ให้ไปแจ้งว่างงานได้ที่สำนักงานจัดหางานทุกแห่งทั่วประเทศ หรือ ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ กรมการจัดหางาน https://www.doe.go.th/prd/ หรือ ขึ้นทะเบียนว่างงานที่ https://empui.doe.go.th/auth/index และดูข้อมูลการขึ้นทะเบียนว่างงาน กรณีถูกเลิกจ้างด้วยผลกระทบโควิด-19 ที่ https://www.sso.go.th/eform_news/

  • มิเตอร์ขนาด 5(15) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 300 บาท หรือ บ้านพักขนาดเล็ก ที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มาก
  • มิเตอร์ขนาด 15(45) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 2,000 บาท ซึ่งเป็นขนาดมิเตอร์ที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ใช้
  • มิเตอร์ขนาด 30(100) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 4,000 บาท สำหรับ บ้านพักขนาดใหญ่ มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด
  • มิเตอร์ขนาด 15(45) เฟส 3 เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 6,000 บาท เป็นขนาดที่ประชาชนไม่นิยมใช้

โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียน เพื่อตรวจสอบสิทธิเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ผ่าน เว็บไซต์ของ กฟภ. https://www.mea.or.th/refund/intro.html และ กฟภ. https://www.pea.co.th/ หรือแค่เพียงสแกนคิวอาร์โค้ดที่อยู่บนบิลชำระค่าไฟเดือนมีนาคม 63 เพื่อลงทะเบียนก็ได้เช่นกัน ซึ่งการคืนเงินจะได้รับผ่านบัญชีธนาคารของผู้ลงทะเบียน หรือรับคืนผ่านเคาท์เตอร์เซอร์วิส

มาตรการลดค่าไฟฟ้า 3 เดือน มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

1. ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ประเภท 1.1 จะได้รับสิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี เป็นเวลา 3 เดือน ของค่าไฟฟ้าเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2563

2. ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ประเภท 1.2 และประเภท 1.3 จะได้รับสิทธิ์ส่วนลดการใช้ไฟฟ้าเป็นเวลา 3 เดือน ในค่าไฟฟ้าของเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2563 โดยเทียบหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนฐาน

2.1 หากมีการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าหน่วยเดือนฐาน คิดค่าไฟฟ้าตามที่ใช้จริง
2.2 หากมีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 800 หน่วยต่อเดือน คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับเดือนฐาน
2.3 หากมีการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 801 – 3,000 หน่วยต่อเดือน คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยเดือนฐาน บวก 50% ของจำนวนหน่วยที่เกินจากเดือนฐาน
2.4 หากมีการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 3,000 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยเดือนฐาน บวก 70% ของจำนวนหน่วยที่เกินจากเดือนฐาน

โดยตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 สามารถนำใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดิม ที่ยังไม่ได้ระบุส่วนลดการใช้ไฟฟ้าตามมาตรการนี้ ไปชำระค่าไฟฟ้าซึ่งจะได้รับสิทธิ์ส่วนลดโดยอัตโนมัติ ส่วนกรณีได้ชำระค่าไฟฟ้าไปแล้ว จะมีการคืนเงินโดยหักลด ในค่าไฟฟ้าเดือนมิถุนายน 2563 เป็นต้นไป

ในส่วนของกรุงเทพ นนทบุรี และสมุทรปราการ อยู่ในความดูแลของกฟน. สามารถตรวจสอบค่าไฟฟ้าและสิทธิ์ส่วนลดการใช้ไฟฟ้าตามมาตรการนี้ได้ที่ www.mea.or.th ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป และสอบถามข้อมูล ได้ที่ Facebook : การไฟฟ้านครหลวง MEA, Line: @meathailand, Twitter: @mea_news, และศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center 1130 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนในต่างจังหวัด อยู่ในความดูแลของกฟภ.กำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้ชำระค่าไฟฟ้าเดือนมีนาคม – เมษายน 2563 ไปแล้ว จะดำเนินการคืนค่าไฟฟ้าโดยหักคืนเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าในเดือนมิถุนายน 2563 เป็นต้นไปเช่นกัน จนกว่าจะครบตามยอดเงินที่ได้ชำระมาแล้ว

ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ยังไม่ได้ชำระค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2563 สามารถชำระได้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 และตรวจสอบค่าไฟฟ้าผ่าน www.pea.co.th, PEA Smart Plus, 1129 PEA Call Center และ สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่

สำหรับ ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ชำระค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2563 ผ่านบัญชีธนาคาร หรือ บัตรเครดิต ระบบจะตัดบัญชี/บัตรเครดิต ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 ด้วยยอดเงินที่ปรับปรุงตามมาตรการแล้ว

มาตรการให้ส่วนลดค่าน้ำประปา และคืนเงินประกันการใช้น้ำประปา ดังนี้

1. ใช้น้ำประปาฟรี 10 คิวแรกทุกครัวเรือน และสำหรับประชาชนผู้ใช้น้ำประปาไม่เกิน 10 คิวต่อเดือน ใช้น้ำฟรีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ใบแจ้งค่าน้ำประปาของเดือนพฤษภาคม ถึงกรกฎาคม 2563 ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนประมาณ 0.7 ล้านครัวเรือน หรือกว่า 3.5 ล้านคน 180 ล้านบาท

2. ลดค่าน้ำประปา 20 % ให้กับผู้ใช้น้ำทุกประเภท ที่ใช้น้ำเกินกว่า 10 คิวขึ้นไป และฟรีค่าน้ำประปา 10 คิวแรก เป็นระยะเวลา 3 เดือน สำหรับใบแจ้งค่าน้ำประปาของเดือนพฤษภาคม ถึงกรกฎาคม 2563 (จากเดิมลดค่าน้ำประปา 3 %) ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนประมาณ 1.7 ล้านครัวเรือน หรือกว่า 8.5 ล้านคน 1,170 ล้านบาท

3. ขยายระยะเวลาการชำระค่าน้ำประปา สำหรับผู้ใช้น้ำที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจโรงแรม และกิจการที่ให้เช่าพักอาศัย โดยไม่คิดดอกเบี้ย และสามารถผ่อนชำระได้นาน 6 เดือน สำหรับใบแจ้งค่าน้ำประปาของเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน 2563

4. คืนเงินประกันการใช้น้ำให้กับผู้ใช้น้ำ กปน. ทุกประเภท (จากเดิมที่กำหนดคืนให้เฉพาะผู้ใช้น้ำประเภทที่ 1 ที่พักอาศัย) ซึ่งสามารถตรวจสอบสิทธิ์ และลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ผ่านช่องทางออนไลน์ของ กปน. คือ แอปพลิเคชัน MWA onMobile / เว็บไซต์ กปน. www.mwa.co.th / MWA e-Services / Line : @MWAthailand ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 08.30 น.

สำหรับผู้ใช้น้ำประเภทที่ 1 ที่พักอาศัย รวมถึงคอนโด อาคารชุด ห้องเช่า นิติบุคคล ซึ่งจะช่วยคืนเงินกลับสู่ประชาชนมากถึง 1,034 ล้านบาท

สำหรับผู้ใช้น้ำประเภทที่ 2 ธุรกิจ ราชการ รัฐวิสาหกิจ อุตสาหกรรมและอื่น ๆ สามารถตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนขอรับสิทธิ์คืนเงินประกันค่าใช้น้ำ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 08.30 น เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยคืนเงินกลับสู่ประชาชนมากถึงประมาณ 684 ล้านบาท

5. ยกเว้นการตัดน้ำ ทั้งมาตรชั่วคราวและมาตรถาวร งดการผูกลวด และงดการถอดมิเตอร์น้ำ สำหรับผู้ใช้น้ำที่ไม่ชำระค่าน้ำตามกำหนด เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 (จากเดิมที่แจ้งไว้ 2 เดือน)

6. ยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการชำระค่าน้ำประปา ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส / Tesco Lotus / Big C และ CenPay ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 (จากเดิมถึงเดือนพฤษภาคม)

เลื่อนชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2562 โดยกรมสรรพากรได้ขยายเวลาชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภงด 90 และ ภงด 91) จากเดิมที่ขยายถึง 30 มิถุนายน 2563 เป็น 31 สิงหาคม 2563 ให้สิทธิ์หักภาษีลดหย่อนสุขภาพ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ จากเดิมจ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท เป็นไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อนำมารวมหัก ลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตและเงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

“กสทช.” จัดให้แจกอินเตอร์เน็ต 10 กิกะไบต์ ต่อคนต่อเดือน 1 คนจะได้รับสิทธิ 1 เลขหมายต่อ 1 โอเปอเรเตอร์ เพื่อสนับสนุนให้คนทำงานที่บ้าน ตามมาตรการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ” ไม่ต้องลงทะเบียน ซึ่งเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนและเปิดใช้งาน 10 เมษานรที่ผ่านมา พร้อมด้สนมาตรการ “โทรฟรี 100 นาที” โดยเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 – 15 พฤษภาคม 2563 โดยกด *170* ตามด้วยหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก จากนั้นกด # แล้วกดโทรออก ภายหลังจากที่ได้รับ SMS ยืนยันแล้ว จะสามารถเริ่มใช้งานได้ทันที โดยมีระยะเวลาการใช้งาน 45 วัน สิทธิ์นี้สำหรับประชาชนคนไทยทุกคน 1 เลขหมาย ต่อ 1 ค่ายมือถือ ต่อ 1 สิทธิ์ ทั้งแบบเติมเงินและรายเดือนโดยต้องเป็นซิมที่ลงทะเบียนก่อนวันที่ 31 มีนาคม 2563 เท่านั้น ถ้าเป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่จดทะเบียนในนามนิติบุคคลจะไม่ได้รับสิทธิ์แต่อย่างใด

มาตรการช่วยเหลือคนพิการ การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเฉพาะคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการคนละ 1,000 บาท โดยจ่ายเพียงครั้งเดียว กำหนดจ่ายเงินภายในเดือนเมษายน 2563, พักชำระหนี้คนพิการ หรือผู้ดูแลคนพิการ ที่กู้เงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 ถึงเดือนมีนาคม 2564 และกู้ยืมเงินกองทุนฯในวงเงินกู้ไม่เกินรายละ 10,000 บาท โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ไม่มีดอกเบี้ย ผ่อนชำระภายใน 5 ปี และปลอดชำระหนี้ในปีแรก

สำหรับคนที่พลาดสิทธิ์เงินเยียวยา 5,000 บาท จากโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” สามารถขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธ.ก.ส. ได้ โดยให้วงเงินกู้ 10,000 บาท คิดดอกเบี้ยถูกสุด 0.10% ต่อเดือน สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเกษตรกร และให้วงเงินกู้ 50,000 บาท คิดดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน สำหรับผู้มีรายได้ประจำ

โรงรับจำนำรัฐบาล สถานธนานุเคราะห์ มีมาตรการลดดอกเบี้ย สำหรับผู้มาใช้บริการจำนำใหม่ วงเงินต้นไม่เกิน 15,000 บาท คิดดอกเบี้ย 0.125% ต่อเดือน สิทธิ์นี้มีผลใช้ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2563 จำกัดสิทธิ์ 1 คน ต่อตั๋ว 1 ใบ ต่อ 1 รอบการจำนำเท่านั้น

มาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร 15,000 บาท จ่ายเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน (พฤษภาคม – กรกฎาคม 2563) โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเร่งโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกร เมื่อได้รับข้อมูล ผู้ลงทะเบียนซึ่งผ่านการตรวจสอบแล้วจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้รับเงินจากกระทรวงการคลัง

สำหรับเกษตรกรมีบัญชีเงินฝากกับธ.ก.ส.รอรับเงินโอนตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป ส่วนเกษตรกรไม่มีบัญชีเงินฝากกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ขอให้แจ้งบัญชีเงินฝากที่มีอยู่ของธนาคารใดก็ได้ ที่เว็บไซต์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร www.เยียวยาเกษตรกร.com ตั้งแต่ วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เกษตรกรที่รับเงินช่วยเหลือเยียวยา 15,000 บาท จะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับการรับเงินจากมาตรการเราไม่ทิ้งกัน

  • Total count of Like 0
  • Total count of Comment 0
  • LINE share button
  • Facebook share button
  • Twitter share button

ดูเพิ่มเติม

โลกติดเชื้อ ‘โควิด-19’ ทะลุ 4 ล้าน ‘อิตาลี’ ชาติที่ 3 ตายเกิน 3 หมื่น

อัพเดทสถานการณ์ ‘ไวรัสโควิด-19’ วันที่ 9 พฤษภาคม 2563

รอไปก่อน! ‘รมต.อังกฤษ’ ยังไม่อนุมัติ ‘พรีเมียร์ลีก’ กลับมาเตะ

“ควบรวม CAT-TOT” ไม่กระทบตลาดโทรคม แต่หวั่นแข่งขันไม่ได้

นักวิชาการเชื่อ “ควบรวม CAT-TOT” เพื่อเข้าประมูลไม่กระทบตลาดโทรคม แต่หวั่นควบรวมแล้วก็ยังแข่งขันไม่ได้ ชี้เลื่อนประมูล 5G อีก 1 ปีไม่สาย

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า เรื่องควบรวมคือ การจัดโครงสร้างองค์กร ถ้ามองมุมการบริหารจัดการภาคเอกชน มันจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์องค์กรก่อนโครงสร้าง ที่จริงแล้วถ้าจะกำหนดยุทธศาสตร์ในการแข่งขันที่ดี มันจะต้องยุทธศาสตร์ต้องมาก่อน และโครงสร้างแบบไหนที่เหมาะกับยุทธศาสตร์ เรื่อง 5G เป็นจิกซอว์ตัวหนึ่ง ไม่ควรเอาเรื่องในเชิงแทคติกมากำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว เอาเรื่องระยะสั้นมากำหนดเรื่องระยะยาวมันก็ผิด มันต้องเรื่องระยะยาวเป็นตัวตั้งก่อน เป็นปกติที่ภาครัฐมักมีแนวโน้วคิดกันแบบนี้

“เราไม่เคยได้ยินว่ารัฐบาลจะมียุทธศาสตร์อย่างไรในการแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง โดยเฉพาะทำอย่างไรให้แข่งขันได้และไม่ขาดทุน”

แต่ว่าการควบรวมกลายเป็นว่ายังไม่รู้ว่ายุทธศาสตร์ คือ อะไร แล้วกระโดดไปเรื่องควบรวม คล้าย ๆ กับมีความเชื่อว่ามันมีการดำเนินการซ้ำซ้อนกันระหว่างรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง ซึ่งเรื่องแบบนี้ได้ยินมานานมาก ซึ่งการจะแก้ปัญหาการดำเนินงานซ้ำซ้อนมันมีได้หลายวิธีมาก กระทรวงดีอี ในฐานะที่เป็นคนดูแลรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่ง ก็ดูแลไม่ให้มีการซ้ำซ้อนก็ได้ มันมีได้หลายวิธี ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการควบรวมเสมอไป

การควบรวม CAT-TOT ต้องคิดดี ๆ ว่าควบรวมแล้วจะแก้โจทย์อะไร เดาว่าป้องกันการลงทุนซ้ำซ้อน ซึ่งมีกลไกการป้องกันการลงทุนซ้ำซ้อน เช่น รัฐวิสาหกิจจะลงทุน ต้องขออนุญาตครม. ซึ่งถ้า CAT ลงแล้ว TOT ก็อย่าลง ซึ่งแบบนี้ก็ไม่ต้องควบรวมก็สามารถป้องกันการลงทุนซ้ำซ้อนได้

ปัญหา CAT กับ TOT คืออะไร คือ แข่งขันไม่ได้ในตลาด ขาดทุนกันอยู่ อันนี้คือข้อเท็จจริง การควบรวม คือ การเอาเตี้ยไปอุ้มค่อม แล้วจะทำให้แข่งขันได้ไหม เพราะว่าสมัยนี้ไม่ได้แข่งขันด้วยขนาด แต่แข่งขันด้วยความเร็ว เอาเตี้ยไปอุ้มค่อม องค์กรจะตีกัน เอาแค่รวมบอร์ด จาก 2 บอร์ดเหลือเบอร์ดเดียว แล้วใครจะเป็น CEO

“ให้เวลาในการ perform หากแก้ไม่ได้ ทำขาดทุน ควรยุบ รัฐวิสาหกิจทั้งหมดเลย รวมทั้งการบินไทยด้วย ถ้าไม่สามารถตอบโจทย์ได้และเป็นภาระกับประชาชนผู้เสียภาษี ไม่ให้เป็นภาระของประเทศและประชาชน อย่าง CAT-TOT ถ้ายุบไป แล้วใครเดือดร้อน ถ้าคำตอบ คือ ไม่ แล้วจะมีไปเพื่ออะไร”

การควบรวม สิ่งที่จะตามมา คือ รัฐวิสาหกิจมีคนเยอะทั้งสิ้น เป็นหลักหมื่นกันทั้งคู่ รวมกันแล้วจะเป็นองค์กรที่ใหญ่มาก ซึ่งปัจจุบันความสามารถในการแข่งขันในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ตัวที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันไม่ใช่เรื่องขนาด หรือ economy of scale แบบเดิม แต่มันเป็นเรื่องของ economy of speed

องค์กรขนาดใหญ่เวลาจะดำเนินทางธุรกิจจะล่าช้า ซึ่งเป็นการควบรวมขององค์กรขนาดใหญ่จะยิ่งใหญ่เข้าไป ยังไม่นับเรื่องวัฒนธรรมองค์กร เมื่อมีความรวมกันจะมีความขัดแย้งกัน

ผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง (จากการควบรวม) ก็คงเกิดการกระเพื่อมขึ้นพักหนึ่งกว่าที่จะลงตัว ถ้าสามารถลงตัวได้เร็วก็จะเป็นประโยชน์ แต่ต้องมีความสามารถในการบริหารองค์กรที่ใหญ่มากให้ได้ อันนั้นก็เป็นความท้าทาย

“เรียนตามตรงว่าเป็นห่วงว่าการตัดสินใจจะควบรวม คิดรอบคอบดีแล้วหรือยัง และเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาอีกเยอะมากกว่าจะทำให้องค์กรใหม่ให้มันวิ่งได้ ซึ่งในระหว่างที่ควบรวมกัน ความสนใจของผู้บริหารและพันกงานถูกดึงความสนใจไปจากการดำเนินธุรกิจเพื่อที่จะแข่งขันให้ได้ภายในตลาด เป็นเรื่องมองภายในองค์กร เรื่องควบรวมแล้วเราจะไปอยู่ตำแหน่งอะไร ใครจะมาเป็นนายเรา”

นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติ กล่วว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ มีการควบรวม CAT-TOT แต่สุดท้ายต้องไปดูว่ารัฐวิสาหกิจ 2 แห่งนี้เอาตัวรอดได้หรือไม่ มีความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจด้วยตัวเองหรือไม่ ต้องเอาภาษีประชาชนมาอุ้มหรือไม่ ต้องประเมินผลกันแบบนี้

“สมมติว่า CAT-TOT ได้คลื่นไป 60 MHz ลูกค้ามีนิดเดียวจะใช้คลื่นให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ในส่วนของเอกชนทั้ง 3 รายก็เช่นกัน การที่ได้คลื่น 5G ไปตอนนี้ โอกาสที่จะใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมีไม่มาก เพราะว่าไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้อะไรที่ทำเงินได้ ถ้าเอามาใช้เหมือน 4G คำถามคือ จะประมูล 5G ไปทำไม คลื่น 4G มันเต็มแล้วหรอ ซึ่งมันไม่ใช้ ถ้าจะเอามาใช้ต้องเป็นบริการ 5G แล้ว 5G มี use case แล้วหรือว่าจะเอามาทำบริการอะไร และจะเก็บเงินขนาดไหนถึงจะมีคนยอมจ่าย มันมีคำถามเยอะแยะมากมาย ที่ไม่มีคำตอบ ที่ไม่มีคำตอบก็เพราะว่าเร่งรัดการประมูลเร็วเกินไปและยังไม่พร้อม อุปกรณ์ก็จะแพง”

ในขณะที่สืบศักดิ์ สืบภักดี ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ รองเลขาธิการและประธานคณะทำงานส่งเสริมนวัตกรรมล้ำสมัย สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ความคิดที่จะควบรวม CAT-TOT ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคมของรัฐมีมานานแล้วมในหลายชุดรัฐบาล ประเด็นการควบรวมเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพราะว่าถ้าไม่ควบรวมกัน 2 รัฐวิสาหกิจนี้จะมีความเสี่ยง และอยู่ไม่ได้ เดิมทีรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่งประกอบธุรกิจ ลักษณะผูกขาด เพราะฉะนั้นในอดีตมันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องควบรวม

จากเดิมที่เคยผูกขาดเริ่มมีการแข่งขัน เป็นจุดเริ่มต้นที่มีคู่แข่งไปเอกชน เอกชนเริ่มเข้ามาแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาดไป และทำให้รัฐวิสาหกิจที่เคยผูกขาด และปรับตัวไม่ทันต่อสภาพการตลาดที่มีการแข่งขัน ก็เริ่มมีคนเห็นว่า ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ในอนาคต 2 รัฐวิสาหกิจจะอยู่ไม่ได้ จึงให้มารวมกันและไปแข่งกับเอกชน

“ผมมองว่าการควบรวมในวันนี้ก็ยังคงไม่สายเกินไป แต่ก็มีความยาก เพราะถ้าดูสินทรัพย์ของ CAT และ TOT มีสินทรัพย์ระดับ 1 แสนล้านทั้งสองค่าย เมื่อควบรวมกันคนก็จะมองว่า มีสินทรัพย์ ระดับ 3-4 แสนล้านทันที”

ถ้ามองในแง่ดี การควบรวมนี้อาจจะเป็นวิธีการควบรวมของ 2 รัฐวิสาหกิจที่เป็นของรัฐอยู่แล้ว แต่อยากให้คิดถึงวิธีการบริหารจัดการ โมเดลธุรกิจใหม่ การบริหารธุรกิจใหม่อะไรที่ลดต้นทุนได้ต้องลดต้นทุน และแทนที่จะเป็นบริษัทตั้งใหม่ ที่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์

ผลกระทบด้านลบ คือ หน่วยงานที่มีบุคลากรจำนวนมาก มีสินทรัพย์ที่มีประโยชน์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเทคโนโลยีที่ตกรุ่น ก็ต้องเข้ามาสะสางเหมือนกัน และไม่ได้เป็นเรื่องง่าย

“ผมเชื่อว่าหลังจากที่ CAT-TOT ควบรวมและสะสาง โครงสร้างพื้นฐานให้เรียบร้อย ปรับกระบวนการบริหาร เรื่องบุคลากรและจัดการเรื่องเทคโนโลยี สุดท้ายแล้วจะไม่ได้แข่งกับเอกชน แต่ถ้าอยากจะมีที่ยืนในตลาดคมนาคมหลังจากนี้จะต้องหาพันธมิตร ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ในตลาด ทั้ง AIS dtac หรือ true ซึ่งแต่ละเอกชนก็มีความแข็งแกร่งที่แตกต่างกัน”

“C​AT และ TOT ต่างมีทรัพยากรเยอะ มีบุคลากรเยอะ เรียกว่าเยอะเกินไป เป็นองค์กรที่ไม่คล่องตัว”

การ “ควบรวม CAT-TOT” ไม่กระทบตลาด:

ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า การควบรวมของ CAT-TOT ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างตลาด ไม่ค่อยมาก เพราะว่า TOT และ CAT เป็นผู้เล่นรายเล็กในตลาดโทรคมนาคม โดยเฉพาะตลาดมือถือ รายใหญ่ 3 รายทิ้งเบอร์ 4 เบอร์ 5 อย่าง CAT กับ TOT ไปไกลมาก เพราะฉะนั้น ควบรวมไปไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างตลาดใดใด ไม่ได้ทำให้เกิดการผูกขาดในตลาด ถ้าเบอร์ 1 เบอร์ 2 ควบรวมกัน เช่น AIS กับ True ควบรวมกัน มันจะมีผลต่อโครงสร้างตลาด มีผลต่อผู้บริโภคมากมายมหาศาล แต่เอาเบอร์​4 เบอร์ 5 ควบรวมกัน และเป็นเบอร์ 4 เบอร์ 5 ที่ทิ้งช่วงจากเบอร์ 1,2,3 เยอะมาก แชร์รวมกันน่าจะไม่เกิน 2-3% ของตลาด มันคงไม่มีผลต่อโครงสร้างตลาดมากมาย

ด้าน ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อดิจิทัลและ สื่อใหม่ ระบุว่า การควบรวม CAT-TOT เป็นกลไกทางการตลาดอย่างหนึ่ง การควบรวม CAT-TOT เป็นทางออกเชิงนโยบบายอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นแนวทางให้รัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ได้มองเป็นตัวอย่างและควบรวมกันเพื่อลดการขาดทุนในการประกอบการ

ถึงแม้ว่าหลายคนจะมองว่าการควบรวมกันเป็นเพื่อผูกขาดของภาครัฐ ซึ่งต้องย้อนกลับไปมองว่ารัฐวิสาหกิจของรัฐในการสู้กับเอกชนเป็นอย่างไร ซึ่งพบว่า CAT-TOT เมื่อแข่งกับเอกชนก็พบว่าไม่สามารถสู้ภาคเอกชนได้ หากทั้ง 2 องค์กรไม่ควบรวมกัน ทำให้ทั้งปัญหาเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงินและการลงทุนที่ซ้ำซ้อนทำให้ไม่สามารถมีสมรรถนะในการแช่งขันกับเอกชนได้

หากทั้ง 2 องค์กรควบรวมกัน ในแง่ของทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ทั้ง 2 บริษัทมี ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน โคร่งข่ายต่าง ๆ ที่มีการลงทุนไปแล้ว ก็พอที่จะมีโอกาสที่จะแข่งขันกับเอกชนรายอื่น ๆ ได้ และผลักดันตลาดยุค 5G ไปต่อได้ ทั้งนี้ ในส่วนของประสิทธิภาพต้องจับตาดูอีกครั้งหลังจากนี้

หากมองในแง่ของการผลักดันประเทศสู่ยุค 5G ดร.สิขเรศ มองว่า ภาพรวมของตลาดโทรคมนาคม ยุค 5G จะไม่สามารถมองเป็นผู้ประกอบการเป็นราย ๆ ได้อีกต่อไป แต่ต้องถอยกลับมาดูภาพรวมทั้งตลาด

ขณะที่ในการประมูลครั้งนี้ หาก CAT-TOT ไม่ได้สิทธิประโยชน์เหมือนการประมูล-จัดสรรครั้งที่ผ่าน ๆ มา การได้เปรียบ-เสียเปรียบอาจไม่เกิดขึ้นมากนัก ซึ่งก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าคลื่นในมือของสัมปทานเก่าของ กสทช. ด้วยว่าแต่ละเจ้ามีอะไรอยู่เท่าไหร่

การรวมตัวของทั้ง 2 องค์กร หากมองในแง่ของส่วนแบ่งการตลาด แม้การรวมของทั้ง 2 องค์กรจะไม่ได้ทำให้เกิดปรากฏการพลิกฟ้าจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ก็ทำให้การแข่งขันตื่นเต้นขึ้นมาในระดับหนึ่ง แต่ในด้านการตลาดอาจไม่ได้มีผลกระทบมากนัก แต่หากมองในแง่ประโยชน์ของประชาชน การรวมตัวของทั้ง 2 องค์กร หากเป็นไปตามทฤษฐีจะทำให้ประสิทธิภาพในการให้บริการดีขึ้น ซึ่งหลังจากนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีการบริหารจัดการกันอย่างไร” ดร.สิขเรศ

ประมูล 5G รออีกปีก็ไม่สาย:

ดร.สมเกียรติ ย้ำว่า ถึงอย่างไรทุกประเทศคงต้องทำบริการ 5G แต่ว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องรีบร้อน เร่งรัดการประมูล 5G ในเร็ววันเพราะว่าทุกวันนี้ ถามว่าอะไรคือ use case ของ 5G ที่ทำรายได้ได้ ไม่มีใครมีคำตอบให้ เอกชนบางรายประมูล 5G เอาไปทำบริการ 4G เพราะว่า 5G ยังไม่มี use case อุปกรณ์ต่าง ๆ ยังราคาแพง เพราะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (มันไม่เหมือนอุปกรณ์ 3G แล 4G) ในขณะที่รายได้ยังไม่มี

ถ้า “ควบรวม CAT-TOT” ได้ไปแล้วไม่สามารถใช้คลื่นความถี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เอาไปดำเนินการแล้วไม่มีลูกค้า ขาดทุน จะเป็นผลเสียต่อการใช้ทรัพยากรของประเทศ​ มี 4 รายมาเคาะแย่งกัน แต่คนไม่พร้อมได้ไป ซึ่งจะมีปัญหาต่อการใช้ทรัพยากร

“ถ้าเลื่อนออกไปสัก 1 ปี ความเหมาะสมจะมีมากกว่านี้ ช่วงเวลาไม่เหมาะสม มันเร็วเกินไป 5G มันไม่ต้องรีบประมูล รออีก 1 ปีไม่สาย”

​Contributors: ทรงกลด แซ่โง้ว,​ นพฤทธิ์ กมลสุวรรณ

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

รายได้ออนไลน์
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: