มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด

ตอนนี้หุ้น CPALL ราคาลดลง -9% เพราะไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา บริษัท ซีพี ออลล์ หรือ CPALL ประกาศลงทุนในกิจการ Tesco Lotus ประเทศไทย และมาเลเซีย เป็นสัดส่วน 40% หรือคิดเป็นมูลค่า 95,981 ล้านบาท

ระเบิดเวลา AOT

ทุกคนทราบดีว่า หนึ่งในไม่กี่อุตสาหกรรมของประเทศไทย ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาคือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ปี 2008 จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทย 14.6 ล้านคน ปี 2020 จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทย 38.3 ล้านคน ในระยะเวลาเพียง 10 ปี จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเกือบ 24 ล้านคน จนทำให้ในปี 2020 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 13% ของ GDP ของประเทศ การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ส่งผลบวกต่อธุรกิจของ AOT ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนทำให้หุ้น AOT เป็นหนึ่งในหุ้นที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่นักลงทุนในช่วงที่ผ่านมา

เกิดอะไรขึ้นกับ AOT เช้านี้หุ้นตก มูลค่าหายไป 3 หมื่นล้าน

ความอลหม่านเกิดขึ้นเช้านี้ในตลาดหุ้นไทย และหุ้นที่ซื้อขายร้อนแรงกันมากสุดก็คือ บริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ AOT AOT เป็นบริษัทใหญ่อันดับ 2 ในตลาดหลักทรัพย์ รองจาก ปตท. บริษัทนี้มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท แต่วันนี้ หุ้นบริษัท AOT ตกลงกว่า 3% คิดเป็นมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ด้วยมูลค่าเท่านี้ จะมากกว่ากำไรทั้งปีที่ AOT ทำได้เสียอีก แล้วเกิดอะไรขึ้นกับ AOT? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

AOT ช่วยเหลือผู้ประกอบการยังไง ให้หุ้นลง 6%

สรุปมาตรการช่วยเหลือของ AOT ที่นักลงทุนไม่ชอบ เปิดตลาดช่วงเช้านี้ มูลค่าบริษัท AOT หรือท่าอากาศยานไทยดิ่งลงทันที 6% คิดเป็นมูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท เรื่องดังกล่าวเป็นผลมาจากการประกาศมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในสนามบินที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19

กรณีศึกษา การถือหุ้นของ CPF ใน CPALL

การลงทุนในบริษัทแม่ เพื่อถือครองบริษัทลูกทางอ้อม เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจ แต่มีบ่อยครั้งที่นักลงทุนเข้าใจผิด มองแต่บริษัทลูก แต่ไม่ได้มองว่าบริษัทแม่มีอะไรซ่อนอยู่ แล้วการถือหุ้นของ CPF ใน CPALL เป็นกรณีศึกษาในเรื่องนี้ได้อย่างไร? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

[UPDATE] วันนี้หุ้น SCB เปิดตลาด ดิ่งลง 11%

สาเหตุที่ปรับตัวลงก็เพราะว่า SCB ได้ประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2562 ที่น่าผิดหวังต่อนักลงทุน ซึ่งเหตุผลหลักก็คือ ในปีนี้ SCB ได้ขายหุ้นของบริษัท SCBLIFE ให้แก่ บริษัท FWD จากฮ่องกง ได้เงินก้อนใหญ่มาแสนล้าน

SCB TRADE CLUB ถึงมี COVID-19 ธุรกิจก็ไม่สะดุด

ผู้สนับสนุน.. สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 กำลังทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก ส่งผลโดยตรงทำให้ ธุรกิจนำเข้าและส่งออกได้รับผลกระทบทันที ยิ่งสถานการณ์โรคระบาดกินระยะเวลานานเท่าไหร่ ความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศไทยก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แล้วถ้าเรากำลังทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกอยู่ เราจะพอมีตัวช่วยอะไรบ้าง? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

SCB ขาย SCB Life ให้ FWD มูลค่า 92,700 ล้านบาท

ในวันนี้ วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 SCB รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ได้ทำสัญญาขายหุ้นที่ธนาคารถืออยู่ทั้งหมดในบริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (SCB Life) มูลค่า 92,700 ล้านบาท ให้แก่ บริษัท FWD Group Financial Service Pte. Ltd.

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

เรื่องของดัชนีหุ้นไทยที่นักลงทุนมือใหม่ควรรู้จัก

เมื่อพูดถึงตลาดหุ้น หลายคนคงเคยได้ยินประโยคเหล่านี้ตามสื่อต่าง ๆ ที่กล่าวกันว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ ปิดตลาดดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,739.24 เพิ่มขึ้น 8.64 จุด” และยังเกิดความสงสัยว่าดัชนีหุ้นที่กล่าวมามันคืออะไร?

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่สงสัยต้องบอกว่าบทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักว่าดัชนีหุ้นไทยที่ควรทราบมีอะไรบ้าง แล้วเราจะได้ประโยชน์อะไรจากดัชนีหุ้น ซึ่งผมเชื่อว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจเกี่ยวกับดัชนีหุ้นไทยมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

ดัชนีหุ้น คืออะไร?

ดัชนี มีความหมายว่า เครื่องชี้วัด เมื่อนำมารวมกับคำว่าหุ้นก็จะมีความหมายว่าเครื่องชี้วัดตลาดหุ้น ซึ่งดัชนีหุ้นเกิดจากการคำนวณทางสถิติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการติดตามการเปลี่ยนแปลง ให้มองเห็นภาพโดยรวมที่จะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่มือใหม่ควรทำความรู้จัก ได้แก่ SET Index, SET50 Index, SET100 Index, SETHD Index, mai Index และล่าสุด sSET Index ซึ่งดัชนีแต่ละตัวจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับอะไร เราจะได้รู้จักในบทความนี้ โดยจุดประสงค์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการจัดทำดัชนีที่หลากหลายประเภทก็เพื่อให้นักลงทุนสามารถเห็นการเคลื่อนไหวของหุ้นแต่ละขนาดได้ชัดเจนและมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนได้หลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนของเรา เพื่อเป็นการไม่ให้เสียเวลา เรามาเริ่มกันเลยครับ

ตัวที่ 1 SET Index

(ภาพการเคลื่อนไหวของ SET Index โดยราคาดัชนีปิดอยู่ที่ระดับ 1,739.92 จุด ณ วันที่ 05/04/18 )

SET Index คือ ดัชนีราคาหุ้นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ (The Stock Exchange of Thailand) นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า ดัชนีหุ้นไทย” (เราได้ยินตามสื่อต่าง ๆ ส่วนมากจะหมายถึง SET Index) เริ่มจัดขึ้นในวันที่ 30 เมษายน 2518 ซึ่งเป็นวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เริ่มเปิดดำเนินการซื้อขาย โดย SET Index ตั้งขึ้นเพื่อเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมไปถึงหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็จะถูกคำนวณในดัชนีด้วยเช่นกัน ยกเว้น

  • หุ้นที่ขึ้นเครื่องหมาย SP เกิน 1 ปี
  • ผลิตภัณฑ์ทางการเงินชนิดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่หุ้นสามัญ

ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 05/04/18 มีหุ้นที่ถูกนำมาใช้ในการคำนวณ SET Index ทั้งหมด 605 ตัว (สามารถดูได้ที่ https://www.set.or.th/set/marketstatistics.do)

วิธีคำนวน SET Index ใช้วิธีคำนวณดัชนีโดยวิธีการถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าราคาตลาด (Market Capitalization Weighted) ด้วยการเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าราคาตลาดรวม ณ วันปัจจุบันกับมูลค่าตลาดรวม ณ วันฐาน ซึ่งก็คือ วันที่ 30 เมษายน 2518 โดยค่าฐานของดัชนีที่ 100 จุด มีสูตรตามภาพ

(มูลค่าตามราคาตลาดของหุ้น คือตัวบ่งบอกว่าบริษัทนี้ มีมูลค่าทั้งหมดเป็นเท่าใด โดยสามารถหาได้จากการนำเอาราคาปัจจุบันของหุ้น x จำนวนหุ้นสามัญที่ชำระแล้ว และมูลค่าราคาตลาดรวม คือมูลค่าราคาตลาดของหุ้นทุก ๆ ตัวที่ถูกนำมาใช้คำนวณ)

การคำนวณวิธีนี้จะทำให้ หุ้นตัวใดที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูง จะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของดัชนีสูงตามไปด้วย ในทางตรงกันข้ามหุ้นตัวใดมีมูลค่าตามราคาตลาดต่ำ ก็จะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของดัชนีต่ำ ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่จะกระทบต่อการเคลื่อนไหวของ SET Index คือมูลค่าตามราคาตลาด ยิ่งบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นมีมูลค่าราคาตลาดสูงขึ้นเท่าใด SET Index ก็จะมีมูลค่าสูงขึ้นตามไปด้วย

ตัวที่ 2 SET50 และ SET100 Index

(ภาพการเคลื่อนไหวของ SET50 Index โดยราคาดัชนีปิดอยู่ที่ระดับ 1,147.21 จุด ณ วันที่ 05/04/18)

นอกเหนือจาก SET Index ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการจัดทำดัชนี SET50 และ SET100 ขึ้น เพื่อให้การลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย SET50 Index จะคำนวณโดยใช้หุ้นสามัญจดทะเบียนที่ผ่านการคัดเลือก 50 อันดับแรก และ SET100 Index คำนวณโดยใช้หุ้นสามัญจดทะเบียนที่ผ่านการคัดเลือก 100 อันดับแรก ซึ่งหุ้นที่จะเข้าอยู่ใน SET50 และ SET100 มีเกณฑ์คัดเลือกหลักดังต่อไปนี้

  • เป็นหุ้นสามัญที่ซื้อขายในตลาด และจดทะเบียนมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน (ยกเว้นกรณีหลักทรัพย์ที่ได้รับคัดเลือกตามเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงรายชื่อหลักทรัพย์ระหว่างรอบ)
  • ไม่นำหลักทรัพย์ที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP เกิน 20 วันมาคำนวณ
  • หุ้นมีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงสุด 200 ลำดับแรก โดยพิจารณาจากมูลค่าเฉลี่ยต่อวันย้อนหลัง 3 เดือน
  • หุ้นที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่า 20% ของทุนชำระแล้ว
  • หุ้นมีมูลค่าการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอตามสภาพปกติของตลาด
  • เป็นหุ้นที่มีจำนวนหุ้นซื้อขายไม่น้อยกว่า 5% ของจำนวนหุ้นจดทะเบียน

หุ้นตัวไหนที่ผ่านคุณสมบัติจะได้รับจัดอันดับตามมูลค่าตามราคาตลาด โดยอันดับ 1-50 จะถูกจัดอยู่ใน SET50 และลำดับ 1-100 จะถูกจัดรวมอยู่ใน SET100 และทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดให้มีการพิจารณาปรับหุ้นที่ใช้ในการคำนวณปีละ 2 ครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน และธันวาคม

วิธีคำนวน SET50 และ SET100 Index ใช้วิธีคำนวณเช่นเดียวกับ SET Index คือวิธีการถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าราคาตลาด แต่จะต่างตรงที่ใช้หุ้นเพียง 50 และ 100 ตัวในการคำนวณ และใช้มูลค่าตลาดรวม ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2538 และ SET100 Index ใช้มูลค่าตลาดรวม ณ วันที่ 30 เมษายน 2548 เป็นวันฐาน โดยทั้งสองมีค่าดัชนีฐาน 1,000 จุด โดยมีสูตรตามภาพ

ดังนั้นหุ้นที่สามารถเข้าไปอยู่ใน SET50 ได้ หุ้นตัวนั้นจะมีมูลค่าราคาตลาดสูง เป็นหุ้นขนาดใหญ่และผู้ลงทุนส่วนใหญ่สนใจ ซึ่งในมุมมองผู้เขียนมองว่าเกือบจะเป็นตัวแทนของตลาดหุ้นทั้งหมด เพราะมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนี SET มาก ส่วน SET100 เป็นหุ้นที่ขนาดเล็กรองลงมาจาก SET50 ซึ่งขนาดจะอยู่ในระดับกลาง ๆ

ผู้อ่านสามารถเข้าดูรายชื่อหุ้นที่อยู่ใน SET50 ได้ โดยการคลิกที่นี่ SET50 และ SET100

ตัวที่ 3 mai Index

(ภาพการเคลื่อนไหวของ mai Index โดยราคาดัชนีปิดอยู่ที่ระดับ 475.56 จุด ณ วันที่ 05/04/18)

mai Index เป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอทั้งหมด (สำหรับผู้ที่ไม่ทราบว่า mai คืออะไร ขอนิยามสั้น ๆ นะครับ mai เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีวัตถุประสงค์เดียวกับ SET คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุนที่ให้บริษัทต่าง ๆ เข้ามาระดมทุน แต่แตกต่างที่บริษัทเข้ามาจดทะเบียนจะเป็นกิจการขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดย่อม)

ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 05/04/18 มีหุ้นที่ถูกนำมาใช้ในการคำนวณ mai Index ทั้งหมด 152 ตัว

วิธีคำนวณ mai Index ใช้วิธีคำนวณเช่นเดียวกับ SET Index คือวิธีคำนวณดัชนีโดยวิธีการถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าราคาตลาด แต่จะต่างตรงใช้หุ้นในตลาด mai ในการคำนวณ โดยใช้มูลค่าตลาดรวม ณ วันฐาน วันที่ 2 กันยายน 2545 และค่าดัชนีฐานที่ 100 จุด มีสูตรตามภาพ

ผู้อ่านสามารถเข้าดูรายชื่อหุ้นที่อยู่ใน mai ได้ โดยการคลิกที่นี่ mai

ตัวที่ 4 SETHD Index

(ภาพการเคลื่อนไหวของ SETHD Index โดยราคาดัชนีปิดอยู่ที่ระดับ 1,319.14 จุด ณ วันที่ 05/04/18)

นอกเหนือจากดัชนี SET50 และ SET100 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดตั้งดัชนีที่มีชื่อว่า SETHD (SET High Dividend 30 Index) ขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 กรกฏาคม 2554 เพื่อเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงมีมูลค่าตามราคาตลาดสูง มีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ โดยคัดเลือกมาเพียง 30 ตัว มีเกณฑ์คัดเลือกหลักดังต่อไปนี้

  • เป็นหุ้นที่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี SET100
  • ต้องมีการจ่ายเงินปันผล (Cash Dividend) ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง 3 ปีล่าสุด
  • ต้องมีอัตราส่วนการจ่ายปันผลต่อกำไรสุทธิ (Dividend Payout Ratio) ไม่เกิน 100% ในแต่ละปี ย้อนหลัง 3 ปี

โดยทางตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ที่อยู่ใน SET100 มาจัดเรียงลำดับตามอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) จากมากไปหาน้อย โดยอันดับ 1-30 จะถูกใช้คำนวณดัชนี SETHD (อันดับ 31-35 ถูกเก็บไว้สำรอง) ต่อมาจะนำหุ้นทั้ง 30 ตัวนั้นมาคำนวณด้วยวิธีคำนวณเช่นเดียวกับ SET Index คือวิธีการถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าราคาตลาด แต่จะนำมาถ่วงน้ำหนักด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลด้วย (Dividend Yield) โดยใช้มูลค่าตลาดรวม ณ วันฐาน วันที่ 30 มิถุนายน 2554 และค่าดัชนีฐานที่ 1,000 จุด มีสูตรตามภาพ

จากการคำนวณแสดงว่าหุ้น 30 ตัวที่ถูกคัดเลือกตัวที่มีมูลค่าตลาดรวมสูงย่อมมีผลต่อดัชนี SETHD มาก

โดยทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดให้มีการพิจารณาปรับหุ้นที่ใช้ในการคำนวณ SETHD Index ปีละ 2 ครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน และธันวาคม

ผู้อ่านสามารถเข้าดูรายชื่อหุ้นที่อยู่ใน SETHD ได้ โดยการคลิกที่นี่ SETHD

ตัวที่ 5 sSET Index

(ภาพการเคลื่อนไหวของ sSET Index โดยราคาดัชนีปิดอยู่ที่ระดับ 965.16 จุด ณ วันที่ 05/04/18)

sSET Index (เอสเซ็ท) เป็นดัชนีราคาหุ้นล่าสุดที่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญที่จดทะเบียนใน SET แต่อยู่นอกเหนือการคำนวณในดัชนี SET50 และ SET100 ที่มีอยู่เดิม และก็ไม่ได้อยู่ในตลาด mai หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหุ้นที่มีขนาดกลางถึงเล็ก โดยข้อมูล ณ วันที่ 05/04/2020 มีหุ้นที่ถูกนำมาใช้ในการคำนวณ sSET Index ทั้งหมด 112 ตัว มีเกณฑ์คัดเลือกหลักดังต่อไปนี้

  • มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) สะสมอยู่ในลำดับ 90-98% ของหุ้นสามัญทั้งตลาด เมื่อเรียงลำดับมูลค่าตามราคาตลาดจากมากไปน้อย โดยพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเฉลี่ยต่อวันย้อนหลัง 3 เดือน
  • เป็นหุ้นที่อยู่นอกเหนือการคำนวณในดัชนี SET100
  • มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free-float) อย่างน้อย 20% ของทุนชำระแล้ว
  • จำนวนหุ้นซื้อขายในแต่ละเดือนไม่น้อยกว่า 0.5% ของจำนวนหุ้นจดทะเบียนเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 9 ใน 12 เดือน

หุ้นที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกจะถูกจัดอยู่ในรายชื่อของดัชนี sSET Index โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจำนวนหุ้นทั้งหมดจะเป็นเท่าใด ดังนั้นในแต่ละรอบที่มีการคัดเลือกหุ้นเข้าคำนวณในดัชนี sSET ยิ่งมีหุ้นที่เข้าเกณฑ์มากเท่าใด จำนวนหุ้นใน sSET Index ก็จะมากตามไปด้วย ซึ่งแตกต่างกับดัชนี SET50, SET100 และ SETHD ที่มีการจำกัดจำนวนตายตัว และการพิจารณาปรับหุ้นที่ใช้คำนวณก็จะปรับเปลี่ยนปีละ 2 ครั้งเช่นเดียวกับ SET50 , SET100 และ SETHD

วิธีคำนวณ sSET Index ใช้วิธีคำนวณเช่นเดียวกับ SET Index คือวิธีคำนวณดัชนีโดยวิธีการถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าราคาตลาด โดยมีวันฐานวันที่ 30 ธันวาคม 2559 ค่าดัชนีฐาน 1,000 จุด โดยมีสูตรตามภาพ

ผู้อ่านสามารถเข้าดูรายชื่อหุ้นที่อยู่ใน sSET ได้ โดยการคลิกที่นี่ sSET

โดยสรุปราคาของดัชนีทั้งหมดที่กล่าวในบทความนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามมูลค่าโดยรวมของบริษัทในตลาดหุ้น ยิ่งบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นมีมูลค่าสูงขึ้น ดัชนีเหล่านี้ก็จะมีมูลค่าสูงขึ้นตามไปด้วย

สรุปประโยชน์ของดัชนีหุ้น

  1. ใช้ในการสะท้อนการเคลื่อนไหว และสภาวะของหุ้นที่มีการซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์
  2. สามารถใช้ดัชนีมาเป็น Performance Benchmark เพื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนของตนเอง
  3. สามารถนำไปอ้างอิงเปรียบเทียบระหว่างดัชนีของแต่ละที่ เช่น ระหว่างดัชนีหุ้นไทย (SET Index) กับดัชนีหุ้นฮ่องกง (Hang Seng Index) เป็นต้น (ควรวัดเปรียบเทียบกับดัชนีที่มีการคำนวณด้วยหลักวิธีการเดียวกัน)
  4. เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคาดการณ์ทิศทาง และแนวโน้ม ซึ่งจะเป็นที่นิยมใช้สำหรับนักวิเคราะห์ทางเทคนิค
  5. ใช้ดัชนีมาเป็นตัวอ้างอิงในการออกตราสารทางการเงินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวม ETF , ตราสารอนุพันธ์, ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrants) และกองทุนรวม เป็นต้น

สุดท้ายนี้สำหรับนักลงทุนทั้งมือเก่าและมือใหม่ การรู้และเข้าใจในเรื่องของดัชนี และประเภทของดัชนีหุ้นไทยต่าง ๆ จะช่วยให้การลงทุน และการตัดสินใจของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุก ๆ ท่านนะครับ

6 หุ้นค้าปลีกไทยติด TOP 10 ในอาเซียน CPALL ยืนหนึ่ง!!

“ตลาดหลักทรัพย์” เผย 6 หุ้นค้าปลีกไทย TOP 10 ในอาเซียนด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงที่สุด ชี้ “CPALL” ขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง

น.ส.ปฐมาภรณ์ นิธิชัย ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยแพร่บทวิจัยเรื่อง “หุ้นค้าปลีกไทยอยู่อันดับไหนในอาเซียน?” โดยระบุว่า เมื่อเมืองเติบโตขึ้นจำนวนประชากรที่อยู่อาศัยหรือทำงานในเขตเมืองย่อมเพิ่มขึ้นตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจค้าปลีก อย่างไรก็ตาม ชีวิตที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ ไม่เพียงการขายสินค้าอุปโภคบริโภคแบบเดิม แต่ต้องตอบโจทย์วิถีชีวิตแบบใหม่ของผู้บริโภคมากขึ้น เช่น บริการอาหารพร้อมรับประทาน บริการงานออกแบบและซ่อมแซม บริการด้านการชำระเงิน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีกลยุทธ์ในด้านการจัดการรูปแบบสาขาและสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนการใช้เทคโนโลยี big data analytic เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละบุคคล รวมถึงการพัฒนา e-commerce และบริการขนส่งสินค้า ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนไทยในกลุ่มค้าปลีกเติบโตเฉลี่ย 8% ต่อปีในช่วงปี 2557-2561 และมีการจ้างงาน 1.7 แสนคนในปี 2561 ซึ่งเพิ่มขึ้น 12.6% ต่อปีในช่วงปี 2557-2561

ธุรกิจค้าปลีกไทยไม่ได้เติบโตเฉพาะในประเทศ ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนไทยในกลุ่มค้าปลีกขยายธุรกิจในต่างประเทศจำนวนมากทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน และมีแผนที่จะขยายธุรกิจในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับในอาเซียน บริษัทมีรูปแบบการขยายธุรกิจทั้งการเปิดสาขาใหม่เอง และร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น เช่น บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) เปิดสาขา BigC ในเวียดนาม และลาว บมจ.โรบินสัน (ROBINS) เปิดสาขาโรบินสันในเวียดนาม บมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) เปิดสาขาในกัมพูชา และร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่นขยายสาขาในลาว และเมียนมา บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) เปิดสาขาแม็คโครในกัมพูชา และ บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) เปิดสาขาโฮมโปรในมาเลเซีย นอกจากนี้หลายบริษัทยังมีสาขาหรือมีแผนขยายสาขานอกภูมิภาคอาเซียน เช่น อินเดีย

จากศักยภาพในการเติบโตดังกล่าวส่งผลให้หุ้นในกลุ่มค้าปลีกของไทย 6 บริษัทติด 10 อันดับหุ้นค้าปลีกอาเซียน โดยบมจ. ซีพี ออลล์ (CPALL) มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนทั้งด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 24,316 ล้านดอลลาร์ และรายได้ที่ 15,742 ล้านดอลลาร์, บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 7,394 ล้านดอลลาร์ และรายได้ที่ 1,906 ล้านดอลลาร์, บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ 6,369 ล้านดอลลาร์ และรายได้ที่ 4,833 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ ธุรกิจค้าปลีกเป็นตัวอย่างที่ดีของการปรับตัวตามความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

รายได้ออนไลน์
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: