วิธีเล่นหุ้นสำหรับมือใหม่

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

วิธีเล่นหุ้นด้วยตัวเอง มือใหม่หัดเล่นหุ้นต้องรู้เลย

หลายคนมีความคิดอยากเล่นหุ้น แต่ในใจยังกล้า ๆ กลัว ๆ และไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ต้องเปิดบัญชีอย่างไร ใช้เงินแค่ไหน แล้วซื้อ-ขายอย่างไรล่ะ ถ้ากำลังมึน ๆ กับเรื่องหุ้นอยู่ล่ะก็ ขอให้ตามกระปุกดอทคอมมาเลย เพราะเราได้รวบรวมข้อมูลพื้นฐานสำหรับมือใหม่ที่อยากเล่นหุ้นด้วยตัวเองมาบอกให้รู้แล้วล่ะ

รู้จักสักนิด หุ้น คืออะไร

หุ้น (Stock) ก็คือตราสารทุนที่บริษัทนั้นออกและเสนอขายให้ประชาชนทั่วไป เพื่อระดมทุนนำเงินที่ได้ไปลงทุนในกิจการของบริษัทนั้น ทั้งนี้ เมื่อเราลงทุนไปในหุ้นของบริษัทใด เราจะมีฐานะเป็น “เจ้าของกิจการ” ของบริษัทนั้น ถ้าบริษัทดำเนินไปได้ดี เราก็จะได้กำไร แต่ถ้าบริษัทมีปัญหา เราก็ประสบปัญหาขาดทุนได้ นี่ก็คือความเสี่ยงที่ได้จากการลงทุนในหุ้น ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ แต่ก็เป็นทางเลือกที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงเช่นกัน

ไม่ว่าคุณอยากจะเล่นหุ้นเพื่อเก็งกำไร หรือลงทุนในหุ้นระยะยาว ก่อนจะก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นก็ต้องเริ่มจากขั้นตอนต่อไปนี้

1. เปิดบัญชีหุ้น

การจะเล่นหุ้นได้ ขั้นแรกต้องเปิดบัญชีหุ้นเสียก่อน โดยยื่นเอกสารสมัครได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ หรือที่นักลงทุนเรียกว่า “โบรกเกอร์” (Broker) ซึ่งมีอยู่หลายบริษัทให้เลือก (ตรวจสอบบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมดได้ที่นี่)

แต่ถ้าใครมีบัญชีเงินเดือนอยู่ธนาคารไหน สามารถเข้าไปสมัครที่ธนาคารสาขาต่าง ๆ ได้เลย แล้วธนาคารจะส่งเรื่องต่อไปยังบริษัทหลักทรัพย์ของตนเองอีกที เช่น บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ของธนาคารกรุงเทพ, บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ของธนาคารกรุงศรีฯ

นอกจากนี้ บางธนาคารยังสามารถสมัครทางออนไลน์ได้เลย เช่น บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของธนาคารกสิกรไทย ฯลฯ ที่แค่กรอกข้อมูลและส่งเอกสารผ่านทางออนไลน์ก็สามารถเปิดบัญชีได้ โดยไม่ต้องไปสมัครถึงธนาคาร หรือของบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด ก็สามารถเปิดบัญชีผ่านทางเว็บไซต์ได้เลยโดยไม่ต้องใช้เอกสารใด ๆ

สำหรับเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการสมัคร ทั่ว ๆ ไปก็คือ

– สำเนาใบแจ้งรายการบัญชีผ่านธนาคาร หรือสำเนาสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์ย้อนหลัง 6 เดือน

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

– ค่าอากรแสตมป์ 30 บาท

อย่างไรก็ตาม ควรติดต่อสอบถามจากบริษัทหลักทรัพย์ที่คุณจะสมัครอีกครั้ง เพราะแต่ละแห่งเรียกขอเอกสารไม่เหมือนกัน และที่ต้องรู้อีกข้อก็คือ ผู้ที่จะเปิดบัญชีหุ้นได้ต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเท่านั้น ถ้าอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองก่อน

สำหรับการเลือกโบรกเกอร์นั้น บางบริษัทอาจคิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในการเทรดแต่ละครั้ง หรือบางแห่งอาจมีเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เรามากกว่า ดังนั้นต้องลองศึกษาให้ดีก่อนเปิดบัญชี

2. เลือกให้ดีจะเปิดบัญชีแบบไหน

ในการเปิดบัญชีซื้อ-ขายหุ้นนั้น เราต้องเลือกด้วยว่าจะเปิดบัญชีแบบบัญชีเงินสด (Cash Account), บัญชีเงินฝาก (Cash Balance) หรือบัญชีเงินกู้ยืม (Credit Balance Account) ซึ่งแต่ละบัญชีแตกต่างกันตามนี้

จากข้อมูลข้างต้น มือใหม่ควรเปิดบัญชีแบบ บัญชีเงินฝาก (Cash Balance) มากที่สุด เพราะเราจะต้องโอนเงินเข้าบัญชีก่อน จึงจะซื้อหุ้นได้ในวงเงินที่เรากำหนดไว้เอง วิธีนี้จะช่วยให้เราไม่ซื้อหุ้นเกินวงเงินของตัวเอง ส่วนบัญชีเงินกู้ยืม (Credit Balance Account) นั้นไม่แนะนำ เพราะมือใหม่ยังขาดความรู้และประสบการณ์ในตลาดหุ้น เสี่ยงต่อการเป็นหนี้สูงมาก

3. ศึกษาโปรแกรม Streaming Pro สำหรับเล่นหุ้น

เมื่อได้รับอนุมัติเปิดบัญชีแล้ว เราจะได้เลขที่บัญชี และรหัสผ่านเพื่อล็อกอินเข้าไปในหน้าเว็บของโบรกเกอร์ เมื่อเข้าไปแล้วเราจะรู้จักกับโปรแกรมที่ชื่อว่า Streaming Pro ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ให้เราใช้ส่งคำสั่งซื้อ-ขายเรียลไทม์ สามารถใช้เองได้ไม่ยากเลย โดยใช้ได้ทั้งทาง PC หรือโหลดแอปพลิเคชันลงในสมาร์ทโฟน (ศึกษาวิธีการใช้ได้ที่ settrade.com)

4. ทำความเข้าใจคำศัพท์สำคัญในโปรแกรม Streaming Pro

ในโปรแกรมจะมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่หลายตัว แต่ศัพท์สำคัญที่เราจำเป็นต้องรู้ เพื่อใช้ในการส่งคำสั่งซื้อ-ขายหุ้นก็คือ

– Portfolio ส่วนแสดงพอร์ตการลงทุนของเรา ว่าได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไร

– Account No. คือ หมายเลขบัญชีของเรา

– Credit Line คือ วงเงินอนุมัติจากทางบริษัท เราจะสามารถซื้อหุ้นได้ไม่เกินมูลค่า Credit ที่ปรากฏ

– Line Available คือ อำนาจซื้อที่แท้จริง ณ ขณะนั้น ๆ หมายถึงเราสามารถซื้อหุ้นได้เพิ่มเติมอีกไม่เกินมูลค่า Line ที่ปรากฏ เช่น หากโอนเงินเข้าบัญชี 10,000 บาท มูลค่า Line ตั้งต้นจะเท่ากับ 10,000 บาท เมื่อเราสั่งซื้อหุ้นไป 3,000 บาท มูลค่า Line จะถูกหักออก 3,000 บาท เท่ากับเรามีอำนาจซื้อเพิ่มเติมได้อีกไม่เกิน 7,000 บาท

– Cash คือ มูลค่าเงินสดที่อยู่ในบัญชีของเรา ณ ขณะนั้น ซึ่งมูลค่านี้จะไม่อัพเดทแบบเรียลไทม์ เพราะกระบวนการชำระราคาในการซื้อ-ขายหุ้นจะใช้เวลา 2 วันหลังการซื้อ-ขาย (T+2) ดังนั้น หากซื้อหุ้นวันนี้ 20,000 บาท มูลค่า Cash จะยังไม่ปรับลดลงทันที แต่จะลดลงในวันที่ 2 หลังวันทำการ (T+2)

(หมายเหตุ : เดิมตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดให้เป็น T+3 ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนเป็น T+2 โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป)

ทั้งนี้ หากต้องการถอนเงินจากบัญชีหุ้น โดยโอนกลับเข้าบัญชีเงินเดือน ต้องรอให้ช่อง Cash อัพเดทเท่ากับ Line Available เสียก่อน จึงจะทำการถอนตามจำนวนที่ขายหุ้นออกไปได้ และเพื่อความสะดวกในช่วงเริ่มต้น แนะนำให้ใช้ บลจ.ธนาคารเดียวกับบัญชีเงินเดือนของคุณ จะสามารถระบุให้โอนเข้าบัญชีออนไลน์ได้ทันที

– T+2 คือ วันทำการที่ 2 นับจากวันซื้อ-ขายหลักทรัพย์ โดยไม่นับรวมวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดของสถาบันการเงินตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น หากซื้อหุ้นวันศุกร์ ให้นับไปอีก 2 วันทำการ เงินจะตัดจากบัญชีในวันอังคาร เช่นเดียวกับการขายหุ้น เงินจะเข้าบัญชีในอีก 2 วันทำการเช่นกัน

ทั้งนี้ หากเป็น T+1, T+3 หรือตัวเลขอื่น ๆ ที่มักใช้ในการซื้อ-ขายกองทุน ตัวเลขด้านหลังก็คือกี่วันทำการนั้น ๆ เหมือนกับ T+2

– Volume คือ ปริมาณของหุ้นที่ซื้อ-ขาย หรืออธิบายง่าย ๆ ก็คือ จำนวนหุ้นที่ซื้อ-ขายกันในวันนั้น

– Value คือ มูลค่าการซื้อ-ขายของหุ้น หรือ ในวันนั้นมีการซื้อ-ขายเป็นเงินเท่าไร

– Buy คือ ต้องการซื้อหุ้นเข้า Port ของเรา

– Sell คือ ต้องการขายหุ้นของเราออกไป

– Opened หรือ Queuing (SX) คือ คำสั่งซื้อ-ขายที่รอการจับคู่ หรือมีการจับคู่ได้บางส่วนแต่ยังจับคู่ได้ไม่หมด

– Matched คือ คำสั่งซื้อ-ขายได้รับการจับคู่แล้ว

– Approved คือ คำสั่งซื้อ-ขายที่ไม่อนุมัติ อาจเกิดจากจำนวนเงินไม่เพียงพอในการซื้อ-ขาย

– Bid คือ ราคาเสนอซื้อเข้ามาสูงสุด ณ ขณะนั้น

– Offer คือ ราคาเสนอขายเข้ามาสูงสุด ณ ขณะนั้น

หุ้น KTB (ธนาคารกรุงไทย)

Bid คือราคาที่เสนอซื้อเข้ามาสูงสุด ณ ขณะนั้น โดยราคาสูงสุดอยู่ที่ 22.00 บาท มีคนรอซื้อราคา อยู่จำนวน 2,236,700 หุ้น (ตรงช่อง Volume) ส่วนคนที่รอซื้อราคา 21.90 บาท มีอยู่ 5,207,900 หุ้น

หากเราต้องการซื้อหุ้น KTB ที่ราคา 22.00 บาท เมื่อเราเคาะราคาไป เราจะยังไม่ได้หุ้นในทันที เราต้องรอให้คนที่เสนอซื้อ 2,236,700 หุ้นก่อนหน้าเรา ซื้อได้หมดก่อน จึงจะถึงคิวของเรา

* ข้อสังเกต เมื่อส่งคำสั่งซื้อ จะมีคำว่า Queuing ในขั้นตอนนี้หากส่งคำสั่งผิด สามารถ Cancel ได้ แต่หากมีคำว่า Match แล้วแสดงว่าคุณได้หุ้นตัวนั้นเรียบร้อยแล้ว ยกเลิกไม่ได้

ส่วน Offer ราคาเสนอขายที่สูงสุด ณ ขณะนั้น อยู่ที่ 22.10 บาท มีคนรอขายจำนวน 8,532,700 หุ้น ส่วนราคา 22.20 บาท จำนวน 9,395,000 หุ้น ไล่เรียงกันไป

ทั้งนี้ หากเราไม่อยากรอคิวซื้อที่ราคา 22.00 บาท เราอาจจะเสนอซื้อที่ราคา 22.10 บาท ซึ่งจะทำให้เราได้หุ้นทันที เพราะมีคนเสนอขายเราที่ราคา 22.10 บาทอยู่แล้ว จำนวน 8,532,700 หุ้น

สำหรับตัวหนังสือที่เป็นสีต่าง ๆ นั้นคือ

ในที่นี้ หุ้น KTB ณ ขณะนี้ราคา 22.00 บาท บวกเพิ่มจากราคาปิดเมื่อวาน 0.20 บาท แสดงว่าเมื่อวานราคาปิดอยู่ที่ 21.80 บาท Volume คือ ปริมาณการซื้อ-ขายในขณะนี้ อยู่ที่ 50,353,400 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า (Value) 1,109,668 ล้านบาท

สำหรับมือใหม่ อาจทดลองเล่นหุ้นด้วยเงินจำนวนไม่มากก่อน ซึ่งขั้นต่ำเพียง 5,000 บาท ก็สามารถเล่นหุ้นได้ (โปรดตรวจสอบกับแต่ละบริษัทหลักทรัพย์ที่คุณสมัครก่อนอีกครั้ง ซึ่งเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า “โบรกเกอร์”)

5.1 โอนเงินเข้าบัญชีโบรกเกอร์ (ตรวจสอบเลขที่บัญชีได้จากโบรกเกอร์ที่สมัครไว้)

5.2 เมื่อโอนเงินแล้วจะต้องแจ้งวันเวลาที่โอนเงิน จำนวนเงินที่โอนกับโบรกเกอร์ โดยสามารถโทรศัพท์แจ้งกับเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์) ของโบรกเกอร์นั้น หรือแจ้งทางระบบอินเทอร์เน็ตก็ได้ (ขึ้นอยู่กับระบบของแต่ละโบรกเกอร์เอง)

5.3 ตรวจสอบยอดเงินในโปรแกรม Streaming Pro ว่ายอดเงินตรงกับที่เราโอนเข้าไปหรือไม่

ถ้าเราคิดว่าตัวเองพร้อมแล้ว อยากลองเสี่ยงดู ก็เริ่มซื้อ-ขายหุ้นได้เลย โดยอาจเลือกซื้อ-ขายหุ้นในราคาต่ำ ๆ เช่น 1-5 บาท และปริมาณน้อย ๆ ก่อน โดยขั้นต่ำของการซื้อหุ้นแต่ละครั้งคือ 100 หุ้น เพื่อทดลองลงทุนดู แต่ถ้าใครยังกลัว ๆ ไม่กล้าเสี่ยง ก็ควรศึกษาปัจจัยต่าง ๆ หาความรู้ก่อนลงทุนจริง

อย่างไรก็ตาม หากใครยังจับจังหวะการซื้อ-ขายไม่ถูก ไม่แน่ใจว่าควรซื้อช่วงไหนดี ก็สามารถใช้วิธีการซื้อเฉลี่ยแบบ DCA (dollar-cost averaging) คือการถัวเฉลี่ยต้นทุน โดยสามารถตั้งคำสั่งซื้อแบบรายเดือนหรือรายสัปดาห์ก็ได้ในโปรแกรม Streaming Pro แล้วระบบจะช่วยซื้อหุ้นให้เราอัตโนมัติตามระยะเวลาที่เราต้องการ

ข้อดีของการ DCA จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้ เพราะไม่ต้องคำนึงถึงภาวะตลาดและจังหวะในการเข้าซื้อ แนวคิดนี้จะทำให้เราซื้อหุ้นได้จำนวนมากขึ้นเมื่อราคาลดลง และซื้อหุ้นได้จำนวนน้อยลงเมื่อราคาสูงขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของพอร์ตลดลง

และนี่ก็คือภาพรวมของการเล่นหุ้น ซึ่งไม่ยากอย่างที่คิด ขั้นต่อไปก็ถึงเวลาเติมความรู้ให้ตัวเองมากขึ้น ติดตามข่าวสารทั้งในและต่างประเทศ ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่อาจมากระทบต่อตลาดหุ้นในบ้านเราได้

***หมายเหตุ : อัปเดตข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2562

8 วิธีเริ่มต้นเล่นหุ้น สำหรับมือใหม่

1. ขั้นแรกนะคะ ต้องเปิดพอร์ตหุ้นก่อนวิธีเลือกบริษัทโบรกเกอร์ ก็เลือกตามความสะดวกในการโอนเงินเลยก็ได้ค่ะ บริษัทโบรกเกอร์ที่พ่วงธนาคารก็มี ดูรายชื่อโบรกเกอร์ทั้งหมดได้ ที่นี่..เลย

2. บัญชีหุ้นมี 2 ประเภท คือ Cash balance กับ บัญชี ATS , Cash balance คือคุณต้องโอนเงินเข้าไปฝากไว้ในพอร์ตหุ้นก่อน และซื้อหุ้นได้ในวงเงินของคุณเท่านั้น สำหรับมือใหม่แล้วถือว่าดีไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการโอนเงินเข้าไปเติมในพอร์ตภายหลังจากการซื้อขาย มีเงินเท่าไหนลงทุนเท่านั้นค่ะ

ส่วนบัญชี ATS คือคุณมีสิทธิซื้อหุ้นก่อนแล้วโอนเงินไปจ่ายภายหลัง ตามเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องวางหลักประกันสูงกว่าตอนเปิดบัญชี

3. หลังจากคุณมีพอร์ตหุ้นเป็นของตัวเองแล้ว โหลดโปรแกรม Streaming ค่ะ มีทั้งใน ios และ android เรียนรู้วิธีการ คีย์ส่งคำสั่งซื้อขายด้วยตนเอง เวลาซื้อกับขายอย่ากดสลับกันนะคะ มือเก่าแล้วยังเคยกดผิด

4. ขั้นต้นจำนวนหุ้นขั้นต่ำในการซื้อขายคือ 100 หุ้น เช่นหุ้น ราคา 3 บาท ซื้อ 100 หุ้น เป็นเงิน 300 บาท ฉะนั้นคุณมีเงินน้อยก็เล่นหุ้นได้ค่ะ แต่ต้องเช็คค่า Commission ด้วยนะคะ ถ้าเล่นน้อยไปกำไรอาจไม่คุ้มค่า Commission

5. วิธีการเลือกหุ้นขั้นต้น กรณีผู้ที่ไม่เคยเรียนเทคนิคมา หรือยังไม่เคยทราบข้อมูลเกี่ยวกับกิจการหุ้นตัวที่เราสนใจมาก่อน ให้ลองเลือกหุ้น จาก SET 50 ดูค่ะ อาจจะดูรายชื่อหุ้นจาก settrade.com เพื่อให้ไปศึกษากิจการให้รู้จักตัวย่อหุ้นเบื้องต้น หรืออาจจะดูจากหมวดอุตสาหกรรม เพื่อให้เข้าใจว่า หุ้นอะไร อยู่ในหมวดไหน หากกรณีเพิ่งเริ่มลงทุนอาจศึกษาเลือกหุ้นที่เป็นกิจการที่เรารู้จักดีก่อน เช่น ร้านสะดวกซื้อ (CPALL) ปั้มน้ำมัน (PTT) สนามบิน (AOT) (ตัวอย่างนะคะ ไม่ได้พูดว่าตอนนี้ควรลงทุนหุ้นเหล่านี้ มีอีกหลายปัจจัยในการเลือกลงทุนคะ)

6. เมื่อคุณรู้จักหุ้นพื้นฐานดีแล้วคุณต้องรู้ว่าช่วงเวลานี้ ควรลงทุนหรือไม่ในภาพใหญ่ เช่น ดัชนี SET จะไปต่อไหม ในจุดนี้น่าลงทุนไหม หรือควรรอให้ราคาหุ้นปรับฐานก่อน เพราะส่วนใหญ่หุ้นที่มี Market cap สูงๆจะอ้างอิงดัชนี SET เป็นหลัก ภาพรวมSETลง หุ้นลง SET ขึ้น หุ้นขึ้น การรู้ภาพใหญ่ช่วยตัดความเสี่ยงในการลงทุนไปได้มากค่ะ ลงทุนหุ้นดีผิดจังหวะก็ขาดทุนได้ค่ะ ไม่พูดถึงมุมมองปัจจุบันนะคะเพราะมีหลากหลายความคิดเห็นว่าดัชนีจะไปต่อหรือไม่

7. พอรู้ภาพรวมดัชนีแล้วก็ต้องรู้จักหุ้นรายตัว ส่วนนี้ต้องศึกษาค่ะ เช่น หุ้นมีปันผลไหม? หุ้นนี้ P/E เท่าไหร่ ศึกษางบการเงินของกิจการนั้นๆ เพื่อดูว่าหุ้นถูกหรือแพงไปแล้ว เรียนรู้การดูกราฟเทคนิคอลเบื้องต้น ในการเข้าใจจังหวะในการลงทุน

8. จัดพอร์ต หากพอร์ตเล็กอาจลงทุนหุ้น 3-5 ตัวที่อยู่คนละหมวดอุตสาหกรรม ทำไมต้องคนละหมวดอุตสาหกรรม. เพื่อกระจายความเสี่ยงค่ะ เกิดมีข่าวร้ายต่อหนึ่งหมวดอุตสาหกรรม คุณจะได้ไม่ขาดทุนทั้งพอร์ต

สำหรับมือใหม่ อยากจะเน้นให้มองภาพใหญ่ของดัชนีก่อน เพราะมีความสำคัญมากๆต่อหุ้นรายตัว หุ้นปั่น หุ้นมีข่าว หุ้นมาร์เกตติ้งเชียร์ อันนี้ต้องใช้วิจารณญาณให้มากๆค่ะ สำหรับคนไม่รู้เทคนิคขั้นเทพ ลองศึกษาดูทีละขั้นนะคะ ส่วนคนที่เล่นมาก่อน เล่นเก่งแล้วต้องปล่อยเค้าไปคะ อย่าไปตาม การศึกษาการลงทุนต้องใช้เวลา เริ่มอย่างระวังดีกว่านะคะ

จะเริ่มเล่นหุ้นต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ต้องรู้อะไรบ้างในเบื้องต้น

คำกล่าวที่ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครา” แม้เวลาจะเปลี่ยนไปเท่าไหร่ก็ยังใช้ได้เสมอ แม้ในสนามรบทุนนิยมอย่างตลาดหุ้นก็เช่นกัน ถ้าเราเตรียมตัวเองให้พร้อม และมีการศึกษาตลาด ศึกษาตัวหุ้น รวมถึงเข้าใจพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาดด้วย โอกาสที่เราจะทำกำไรจากการเล่นหุ้นก็มีมากขึ้นเช่นกันครับ

การจะเริ่มเล่นหุ้นนั้นก่อนอื่น เราต้องรู้เรา หรือรู้ตัวเองก่อนครับว่า เราพร้อมแค่ไหน กับการที่จะเข้ามาทำกำไรในตลาดทุนแห่งนี้ (ส่วนรู้เขานั้นเราต้องไปวิเคราะห์กันในสภาพตลาดอีกทีว่าเหมาะสมกับการเล่นของเราหรือไม่ ต้องใช้เครื่องมือหรือการวิเคราะห์แบบไหนเข้าไปตรวจจับ ซึ่งจะเป็นในเชิงลึกแล้ว เราค่อยมาว่ากันทีหลัง ตอนนี้เรามาดูในเบื้องต้นกันก่อน)

สิ่งที่เราต้องรู้ตัวเราเองและต้องเตรียมในขั้นแรกๆ คือ เงินทุนและความรู้ โดยเฉพาะความรู้ถ้าเรามีไม่พอ ก็ไม่ต่างอะไรกับการโยนเงินรายได้ไปให้กับมือเก๋าๆ ในตลาดครับ

เล่นหุ้นต้องใช้เงินทุนเท่าไหร่?

ในการลงทุน เงินทุนยิ่งมากก็ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว แต่สำหรับมือใหม่แนะนำว่าเริ่มต้นที่ 100,000 บาทก่อนก็ดีครับ เก็บความรู้เก็บประสบการณ์ไปก่อน ถ้าเก่งแล้วค่อยเพิ่มทุน ก็ยังไม่สายเกินไป

ที่จริงแล้วการจะใช้เงินทุนเท่าไหร่นั้น มันก็ขึ้นอยู่กับว่ารูปแบบการลงทุน ของเพื่อนๆ นักลงทุนเป็นแบบไหน และลงทุนในหุ้นตัวไหน มีน้อยก็เริ่มจากลงทุนน้อยๆ ได้ แต่สำคัญที่ว่าเงินที่นำมาลงทุนในหุ้นนี้ ต้องเป็นเงินเย็น เงินที่เรากันไว้จากเงินที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันปกติแล้ว เป็นเงินที่เราไม่ได้จำเป็นต้องดึงกลับมาใช้ในเวลาอันใกล้นี้ เพราะอาจจะเกิดปัญหาที่ว่าเงินยังไม่ได้ออกดอกออกผลตามที่ควรจะเป็น กลับต้องดึงกลับมาใช้จ่ายซะแล้ว จะเสียประโยชน์ในระยะยาวเสียเปล่าๆ ครับ

ในการเล่นหุ้นต้องรู้อะไรบ้าง

  1. รู้ว่าสิ่งที่เราจะลงทุนคืออะไร มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างไร ซึ่งในที่นี้คือ หุ้น และอย่าลืมว่าราคาของหุ้นจะขึ้นจะลงได้ แท้จริงแล้วจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของธุรกิจนั้นๆ เป็นสำคัญ ไม่ใช่เกิดจากการทำราคาหุ้น ปั่นราคาหุ้น เพราะถึงจะทำราคาอย่างไร สุดท้ายแล้วราคาก็จะกลับมาเคลื่อนไหวตามผลการดำเนินงานของธุรกิจอยู่ดีแหละครับ ควรศึกษาไปให้ลึกถึงขั้นรู้ความเป็นมาของหุ้นแต่ล่ะตัวว่า เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นผู้บริหาร สัญญาอะไรไว้ทำได้ตามนั้นหรือไม่ มีผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีเป้าหมายในอนาคตอย่างไร อะไรเป็นจุดอ่อนจุดแข็งของธุรกิจนี้บ้าง เป็นต้น ถึงแม้ในตลาดหลักทรัพย์ในบ้านเราจะมีหุ้นอยู่ 500 กว่าตัว แต่ไม่จำเป็นต้องรู้หมดทุกตัวหรอกครับ เลือกหุ้นที่เราสนใจ และอยู่ในธุรกิจที่เราเข้าใจดี แล้วเข้าซื้อขายให้ถูกจังหวะก็เพียงพอแล้ว
  2. รู้ว่าตัวเราเองเหมาะกับการลงทุนแบบไหน เล่นสั้น กลาง หรือว่าลงทุนระยะยาว ชอบแบบเน้นตั้งรับกินปันผล หรือว่า ชอบเชิงรุกแบบแนววิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งการลงทุนแต่ละแบบ วิธีการแต่ล่ะแบบก็จะแตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อนๆ ก็ควรจะต้องรู้ตัวเองให้ได้ว่าเหมาะกับแบบไหน และทุกแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน เช่นเล่นสั้นจะเห็นผลได้เร็วกว่า การเล่นระยะยาว แต่ก็ต้องใช้การตัดสินใจที่บ่อยครั้งกว่า และใช้เวลาในการติดตามราคามากกว่าการเล่นระยะยาวเป็นต้น ที่สำคัญต้องรู้ว่า เข้าซื้อวิธีไหนก็ขายออกด้วยวิธีนั้น ไม่ใช่ว่าตอนซื้อมาแบบนักลงทุนระยะสั้น แต่พอหุ้นไม่เป็นไปตามคาดก็ไม่ยอมตัดขาดทุน กลายเป็นนักลงทุนระยะยาวจำเป็นซะงั้น แบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกันนะครับ ��
  3. รู้ว่าจะใช้เครื่องมือชนิดใด การวิเคราะห์แบบไหนมาเป็นตัวช่วยในการลงทุน หรือมาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งหลักๆ แล้วจะมีอยู่สองแบบคือ
  • การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน(Fundamental Analysis) ซึ่งก็ต้องติดตามผลการดำเนินงานของบริษัท ดูบัญชีเป็น ดูงบการเงินเป็น ดูแนวโน้มการเติมโตของบริษัทนั้นๆ ได้ และเข้าซื้อเมื่อเห็นว่าราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ วิธีนี้ส่วนใหญ่ในบ้านเราจะรู้จักกันในนาม VIการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) นักลงทุนระดับโลกที่ใช้แนวทางนี้ก็ได้แก่ Benjamin Graham, Warren Buffett, Philip Fisher รวมถึง Peter Lynch เป็นต้น ส่วนในไทยเราก็มี อาจารย์ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร, นพ.บำรุง ศรีงาน(หมอสามัญชน แห่ง ThaiVI.org) เป็นต้นครับ
  • การวิเคราะห์ทางเทคนิค(Technical Analysis) ซึ่งก็ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของราคาของหุ้นนั้นๆ อ่านกราฟเป็น ใช้อินดิเคเตอร์เป็น เข้าใจแนวโน้มของราคา (Trends) เข้าใจรูปแบบของราคา (Patterns) เพื่อประกอบการตัดสินใจในการซื้อขายให้ถูกจังหวะ นักลงทุนระดับโลกที่ใช้แนวทางนี้ก็ได้แก่ George Soros, Jesse L. Livermore, Ed Seykota เป็นต้น ส่วนในไทยเราก็มี คุณลุงโฉลก (Chaloke.com) คุณมัดเลย์ (MudleyGroup) คุณเด่นศรี (ระบบ dsm) เป็นต้นครับ

มีทุน มีความรู้พร้อมแล้ว ก็ไปเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ได้เลย หรืออาจจะเปิดไว้ก่อนแล้วค่อยไปหาความรู้ก็ได้ไม่ว่ากันครับ

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ต้องทำอย่างไร

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน บัตรข้าราชการ หรือหนังสือเดินทาง
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • สำเนาใบแจ้งรายการบัญชีธนาคารหรือสำเนาสมุดเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน
  • แบบคำขอให้หักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ (ATS) (อันนี้หากเราต้องการให้โบรกเกอร์ตัดเงินจากบัญชีได้เลยก็กรอกไปได้เลยครับ แต่ถ้าต้องการโอนเงินเข้าเองไม่ต้องการให้หักอัตโนมัติก็ไม่ต้องกรอกตัวนี้ครับ)
  • ค่าอากรแสตมป์ 30 บาท

หากทุนน้อยและต้องการเทรดบ่อยๆ ก็สามารถเลือก โบรกเกอร์ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ ที่ตอนนี้มี บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กับ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ครับ

ตามลิ้งค์ด้านบนเพื่อนๆ สามารถกรอกข้อมูลสมัครทางออนไลน์ได้เลยครับแล้วเราก็ปริ้นออกมาเซนต์กำกับ หรือว่าโบรกเกอร์เขาจะส่งเอกสารมาให้กรอกทางไปรษณีอีกที อันนี้แล้วแต่โบรกเกอร์ หรือว่าถ้ามีสำนักงานโบรกเกอร์อยู่ใกล้บ้าน เพื่อนๆ สามารถโทรให้เขามาหาถึงบ้านพร้อมกับเอกสารการสมัครได้เลย โบรกเกอร์ต้องการลูกค้าใหม่ๆ อยู่แล้วเลยแข่งกันบริการเต็มที่ ��

ส่วนระยะเวลาอนุมัติส่วนใหญ่จะประมาณ 7 วัน ถ้าเกินนี้โทรจิกไปเลย หรือไปตั้งกระทู้ที่ พันทิบ ห้อง สินทร (http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/) ก็ได้ รับรองได้เรื่อง ��

ต้องเปิดบัญชีประเภทไหน

มือใหม่ควรเปิดแบบ บัญชีเงินฝาก (Cash Balance Account) ซึ่งเราต้องฝากเงินเข้าไปมีเงินเท่าไหร่ซื้อหุ้นได้เท่านั้น เพิ่งเริ่มอย่าเพิ่งเปิดแบบบัญชีเงินกู้ยืม (Credit Balance Account) ไว้เราบริหารจัดการการเงิน (Money Management) ได้เก่งแล้วค่อยมาว่ากันอีกที

และแนะนำว่าให้เปิดบัญชีแบบเล่นหุ้นออนไลน์จะสะดวกมากๆ ครับ โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์บ้านเราจะกำหนดวงเงินที่ต้องใช้เงินในการเปิดบัญชีออนไลน์ขั้นต่ำที่ประมาณ 5,000 ถึง 50,000 บาทครับ แล้วไม่ต้องกลัวว่าเงินของเราจะไปนอนนิ่งเฉยๆ ไม่ยอมทำงาน เพราะโบรกเกอร์เขาก็มีดอกเบี้ยเงินฝากให้ด้วยครับ ��

อย่าลืมนะครับก่อนเล่นหุ้นด้วยเงินจริง ความรู้เพื่อนๆ ต้องพร้อม เพราะในสนามแห่งนี้ต่อให้เพื่อนๆ มีเครื่องมือดีขนาดใหน สุดท้ายก็ต้องสู้กันด้วยความรู้และประสบการณ์อยู่ดีครับ ��

อยากให้เพื่อนๆ ที่เล่นหวย หันมารวยด้วยการเล่นหุ้นกันเยอะๆ แต่ไม่ใช่ว่าเห็นตัวเลขราคาแล้วมาเล่นหวยหุ้นกันอีกนะ อันนั้นหนักกว่าเดิมอีก ��

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

รายได้ออนไลน์
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: