RSI 2 ระยะเวลา

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

Contents

RSI 2 Time Frames Indicator For MT4

ผู้ค้าทุกคนรู้เกี่ยวกับตัวบ่งชี้ RSI ที่มีชื่อเสียง แต่การทำกำไรที่สม่ำเสมอตาม RSI ปกตินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องแก้ไขการตั้งค่าเริ่มต้นและใช้เครื่องมือที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อปรับปรุงอัตราการชนะของคุณ ความยุ่งยากดังกล่าวสามารถหลีกเลี่ยงได้อย่างง่ายดายโดยใช้ RSI 2 Time Frames Indicator For MT4 ตัวบ่งชี้พิมพ์เงื่อนไขแบบ oversold หรือ overbought เรียลไทม์ของตลาดการลงทุนตามข้อมูลที่ผู้ใช้กำหนด อย่างไรก็ตามหากคุณต้องการใช้การตั้งค่าเริ่มต้นมันสมบูรณ์แบบกว่าการตั้งค่าเริ่มต้นที่ผ่านการทดสอบในแพลตฟอร์มตัวอย่าง

Partially Automated Trading Besides Your Day Job
Alerts In Real-Time When Divergences Occur
My Recommended MT4/MT5 Broker

การใช้ตัวบ่งชี้เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในการซื้อขาย RSI 2 Time Frames Indicator For MT4 อาจเสนอสัญญาณที่เป็นไปได้ทั้งหมด แต่ก็ยังคุณจะต้องค้นหาโซนการซื้อขายที่แน่นอนโดยใช้เครื่องมือสำคัญ เครื่องมือต่าง ๆ เช่นเทรนด์ไลน์ Fibonacci retracement ช่อง ฯลฯ สามารถใช้เพื่อระบุโซนการซื้อขายที่ดีที่สุด เมื่อคุณมีโซนการซื้อขายของคุณรอสัญญาณ RSI 2 Time Frames Indicator For MT4 สัญญาณ RSI 2 Time Frames Indicator For MT4 และเปิดการซื้อขายใหม่ด้วยการหยุดที่กำหนดไว้ล่วงหน้าหรือจัดระเบียบและทำกำไร

ระยะเวลาและกรอบเวลาใหม่

การคำนวณใน RSI 2 Time Frames Indicator For MT4 ขึ้นอยู่กับอินพุตที่แตกต่างกันสองแบบ อันแรกคือระยะเวลา 14 ซึ่งเหมือนกันสำหรับเครื่องมือหรือดัชนีตัวบ่งชี้ความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมของเรา ส่วนที่สองคือ“ เวลาใหม่” ซึ่งใช้ 60 งวด ขึ้นอยู่กับอินพุตทั้งสองตัวบ่งชี้จะสร้างและซื้อมากเกินไปและมีสัญญาณมากเกินไป แม้ว่าจุดประสงค์หลักของเครื่องมือนี้จะเหมือนกับตัวบ่งชี้ RSI ที่ผู้ค้าจำนวนมากต้องการเครื่องมือนี้เนื่องจากความถูกต้อง ช่วยให้นักลงทุนซื้อขายข้อมูลตามเวลาจริงโดยไม่ล่าช้าหรือล่าช้า และการปรับให้เหมาะสมไม่กี่วินาทีในแผนการดำเนินการซื้อขายของคุณจะส่งผลให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก

กำลังรอการตั้งค่าการค้า

เราได้กล่าวแล้ว RSI 2 Time Frames Indicator For MT4 นั้นไม่มีประโยชน์เมื่อคุณติดตามอ่านอย่างสุ่ม ทำงานอย่างหนักเพื่อให้คุณได้รับประโยชน์จากเครื่องมือสำคัญอื่น ๆ เพื่อปรับปรุงอัตราความสำเร็จของคุณ ผู้ค้าเทรนด์ส่วนใหญ่จะใช้เทรนด์ไลน์หรือช่องทางเพื่อทำการซื้อขาย แต่สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้ จำกัด อยู่เพียงแค่เครื่องมือการซื้อขายหลักเท่านั้น มาดูกันว่าผู้เชี่ยวชาญใช้จุด Fibonacci retracement อย่างไรและรอสัญญาณการค้าที่มีค่า

รูปภาพ: การใช้ RSI 2 Time Frames Indicator For MT4

ผู้ที่คุ้นเคยกับวิธีการซื้อขายฟีโบนักชีรู้ถึงระดับสำคัญของการค้า ที่นี่โซน 38.2% เป็นจุดเริ่มต้นที่มีศักยภาพแห่งแรกของเราที่คุณสามารถคาดหวังผลกำไรได้ในระยะยาว ในกรณีดังกล่าว RSI 2 Time Frames Indicator For MT4 ค่า RSI 2 Time Frames Indicator For MT4 จะต้องอยู่ใกล้กับเครื่องหมาย 20 เครื่องหมาย 20 คะแนนถือว่าเป็นภูมิภาคที่ขายเกินราคาซึ่งหมายความว่าผู้ขายได้ผลักดันราคามากเกินไปและถึงเวลาที่ผู้ซื้อจะต้องย้ายราคาที่สูงขึ้น นอกจากนี้คุณยังสามารถเพิ่มอัตราความสำเร็จโดยใช้สัญญาณเชิงเทียนหรือการเคลื่อนไหวของราคา (PA) ง่ายๆ แต่สำหรับสิ่งนั้นคุณต้องเรียนรู้กลยุทธ์นี้ในแพลตฟอร์มตัวอย่าง

การจัดการกับสัญญาณเท็จ

การใช้ RSI นั้นมีปัญหามากมาย ผู้ที่ใช้เครื่องมือ RSI แบบดั้งเดิมรู้ดีว่าการซื้อขายที่น่าผิดหวังสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไรในช่วงสัญญาณเท็จสัญญาณปลอมที่ไม่ได้อยู่ใน RSI 2 Time Frames Indicator For MT4 คุณยังคงมีการเปลี่ยนconvertformsที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับเครื่องมือ RSI รุ่นเก่า เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับบาดเจ็บจากการผันผวนของราคาคุณควรวิเคราะห์สัญญาณระยะเวลา D1 หรือสูงกว่า การหลีกเลี่ยงสัญญาณช่วงเวลาต่ำจะเพิ่มอัตราความสำเร็จในระดับที่ดี แต่นี่จะทำให้อาชีพการค้าของคุณน่าเบื่อ โปรดจำไว้ว่าคุณไม่สามารถทำกำไรเว้นแต่ว่าคุณเรียนรู้ที่จะลดความตื่นเต้นในการซื้อขาย ดังนั้นทำงานอย่างหนักกับทักษะของคุณและพยายามที่จะแลกเปลี่ยนตลาดด้วยความอดทน

ทำนายแหลมป่า

RSI 2 Time Frames Indicator For MT4 สามารถใช้ในการทำนายการแกว่งไวในสินทรัพย์ ส่วนใหญ่นักลงทุนไร้เดียงสาจะเสียเงินและโทษตลาด แต่การมองอย่างใกล้ชิดกับ RSI 2 Time Frames Indicator For MT4 จะให้คำแนะนำที่ชัดเจนเมื่อราคาอาจแตกโซนที่สำคัญ ตัวอย่างเช่นหากเส้นโค้งยังคงอยู่ในดินแดนที่มียอดขายเกินหรือซื้อเกินเป็นเวลานานคุณสามารถสันนิษฐานได้ว่าตลาดมีความผิด เวลาส่วนใหญ่ของเส้นโค้งดังกล่าวส่งผลให้เกิดการขัดขวางหรือการฝ่าวงล้อมหนัก ระวังการอ่านเช่นนี้เพราะจะช่วยปกป้องเงินทุนของคุณในหลาย ๆ กรณี ในฐานะนักลงทุนรายใหม่ลองเรียนรู้การใช้งานโดยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มการซื้อขายเสมือน ทดสอบกลยุทธ์ต่าง ๆ ด้วย RSI 2 Time Frames Indicator For MT4 แต่ให้แน่ใจว่าคุณเรียนรู้การใช้งานอย่างถูกต้อง

การวิเคราะห์ทางเทคนิคและพื้นฐาน

ทุกคนคิดว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคเพียงพอที่จะทำกำไรได้อย่างมั่นคง ถ้าเป็นเช่นนั้นจะไม่มีใครสนใจข่าวเศรษฐกิจ เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ดีขึ้นในการซื้อขายคุณต้องพัฒนาทักษะทางเทคนิคและเทคนิคการวิเคราะห์ขั้นพื้นฐานตั้งแต่เริ่มต้น คุณอาจมี RSI 2 Time Frames Indicator For MT4 ยังเป็นการดีกว่าที่จะผสมผสานข้อมูลพื้นฐานเข้ากับข้อมูลทางเทคนิค พยายามค้นหาความคล้ายคลึงกันระหว่างพารามิเตอร์ทางเทคนิคและปัญหาพื้นฐานเพราะจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น

ลืมโอกาสการทำกำไรสั้น ๆ และลองคิดถึงอาชีพนี้เป็นธุรกิจของคุณ ในฐานะผู้เริ่มต้นคุณจะมีปัญหากับหลาย ๆ สิ่ง แต่เมื่อคุณเริ่มหาจุดอ่อนในกลยุทธ์ของคุณแผนการดำเนินการทางการค้าของคุณจะค่อยๆดีขึ้น พยายามพัฒนารสนิยมที่แข็งแกร่งสำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพราะจะช่วยในการค้นหาข้อบกพร่องในกลยุทธ์ใด ๆ และพิจารณา RSI 2 Time Frames Indicator For MT4 เป็นเครื่องมือช่วยเหลือของคุณ ไม่เคยมีอคติกับการอ่านเพราะจะเพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ

MACD ถ้าอยากใช้ ต้องรู้อะไรบ้าง?

MACD คือ INDICATOR ที่พัฒนามาจาก MOVING AVERAGE

MACD (Moving Average Convergence Divergence อ่านว่า “Mac-Dee” หรือ “ M-A-C-D” ก็ได้) Indicator ตัวนี้เป็น Indicator ที่มีแนวคิดมาจากการวาด Moving Average ขึ้นพร้อมๆ กัน 2 เส้น แล้วนำมาวิเคราะห์ลักษณะที่เกิดขึ้นระหว่าง Moving Average ทั้ง 2 เส้น

จุดที่น่าสนใจเป็นพิเศษของ MACD คือ เป็น Indicator ที่สามารถให้ข้อมูลได้ 2 มุมมองพร้อม ๆ กัน ได้แก่

1) ทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น (Trend)

2) แรงส่งของราคาหุ้น (Momentum)

ด้วยจุดเด่นตรงนี้จึงทำให้ MACD เป็น Indicator ที่แม้ว่าจะถูกพัฒนาและใช้งานมานานแล้ว แต่ยังเป็น Indicator ที่ยอมรับและได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบันนี้

เนื่องจากบทความนี้เกี่ยวกับ MACD ซึ่งเป็น Indicator ที่ประยุกต์เอาลักษณะของเส้น Moving Average 2 เส้นมาวิเคราะห์ด้วยหลักการที่ซับซ้อนขึ้น ผู้อ่านคนไหนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการแปลความหมายจากกราฟเส้น Moving Average ผมแนะนำให้ลองอ่านและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Moving Average ก่อนแล้วค่อยอ่านบทความนี้ตามทีหลัง เพราะจะทำให้สามารถทำความเข้าใจลักษณะของ MACD ได้ง่ายขึ้น

ที่มาของ MACD คือ ระยะห่างระหว่าง MOVING AVERAGE 2 เส้น

ผู้คิดค้น MACD คือ Gerald Appel ได้ประยุกต์เอาลักษณะของกราฟเส้น Moving Average ที่วาดขึ้นมา 2 เส้นพร้อม ๆ กันมาคำนวณเป็น Indicator ตัวใหม่คือ MACD จากชื่อของ MACD (Moving Average Convergence Divergence) ที่มีคำว่า “Convergence” ที่แปลว่า วิ่งเข้าหากันหรือลู่เข้าหากัน และคำว่า “Divergence” ทีแปลว่า ห่างออกจากกันหรือแยกออกจากกัน

การคำนวณค่า MACD จึงเป็นการวัดระยะห่างระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 เส้น เพื่อดูว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 เส้นกำลังเคลื่อนที่ลู่เข้าหากันหรือแยกออกจากกัน (เส้นไหนอยู่บน เส้นไหนอยู่ล่าง อยู่ห่างกันมากไหม)

สูตรในการคำนวณ MACD แบบดั้งเดิมจะนำเอาค่าของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ Exponential ที่คำนวณจากข้อมูลราคาย้อนหลัง 12 วัน (EMA12) ลบกับ ค่าของเส้นค่าเฉลี่ยแบบ exponential ที่คำนวณจากข้อมูลราคาย้อนหลัง 26 วัน (EMA26)

หรือ

MACD = ผลต่างหรือระยะห่างของเส้น EMA(12) และ EMA(26)

รูปตัวอย่างแสดงลักษณะของเส้น EMA(12) และเส้น EMA(26) ที่ทำให้ค่า MACD มีค่าเป็น + และ –

หมายเหตุ : ผมเห็นบางคนอาจเปลี่ยนจำนวนวันย้อนหลังในการคำนวณเส้น EMA โดยไม่ใช้จำนวนวัน 12 วัน และ 26 วัน ถ้าใครมีสไตล์การซื้อขายที่ซื้อเร็วขายเร็วหรือระยะเวลาในการถือหุ้นไม่นานก็จะปรับจำนวนวันในการคำนวณเส้น EMA ให้สั้นลง แต่ถ้าใครมีระยะเวลาถือหุ้นที่นานอาจปรับจำนวนวันในการคำนวณเส้น EMA ให้ยาวขึ้นได้ (คล้ายกับหลักการในการปรับจำนวนวันในการคำนวณเส้น Moving Average)

วิธีแสดงค่า MACD

การวิเคราะห์ MACD จะคำนวณค่าของ MACD ออกมาจำนวนหลาย ๆ ค่าต่อเนื่องกัน และนำค่าเหล่านั้นมาวาดเป็นกราฟเส้นควบคู่ไปกับกราฟของราคาหุ้น แต่จะวาดกราฟเส้นของค่า MACD บนพื้นที่ใหม่แยกออกมาจากกราฟราคาหุ้น และในพื้นที่ของกราฟเส้น MACD จะมีการลากเส้นแนวนอนของค่า MACD = 0 ไว้ด้วย (เส้นแนวนอนของค่า MACD = 0 เรียกว่า Center Line ที่จุดนี้ แปลว่า EMA12 มีค่าเท่ากับ EMA26 เพราะลบกันได้ 0)

รูปแสดงการวาดกราฟเส้น MACD ควบคู่กับกราฟราคาหุ้น โดยมีเส้น Center Line (MACD=0) แบ่งพื้นที่ของกราฟเส้น MACD ออกเป็นเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ด้านบน ค่าของ MACD มากกว่า (>) 0 และพื้นที่ด้านล่าง ค่า MACD น้อยกว่า ( ข้อสังเกต : จะเห็นได้ว่าเมื่อ Momentum ในทิศทางขาขึ้นที่มีจำนวนมากแต่เริ่มลดลงไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนสนใจซื้อหุ้นตัวนั้น ๆ แล้ว แต่เป็นการบอกว่าความสนใจซื้อหุ้นที่มากเริ่มมีปริมาณลดน้อยลง แต่ยังมีคนสนใจซื้อหุ้นอยู่ ดังนั้นเมื่อ Momentum ทิศทางขาขึ้นเริ่มปรับตัวลดลง ราคาหุ้นไม่จำเป็นต้องลดลงในทันทีและยังอาจจะเพิ่มขึ้นต่อไปได้อีก การที่ Momentum ทิศทางขาขึ้นปรับตัวลดลงจึงเป็นเพียงสัญญาณเตือนให้เราติดตามการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางในอนาคตหรือไม่

รูปแสดงลักษณะของกราฟเส้น MACD ที่ให้ข้อมูลว่า Momentum ในทิศทางขาขึ้นปรับตัวลดลง

MOMENTUM ในทิศทางขาลงเพิ่มสูงขึ้น

ในช่วงที่แนวโน้มของราคาหุ้นอยู่ในทิศทางเป็นขาลง (MACD มีค่าเป็น ลบ (-)) การที่ราคาหุ้นในปัจจุบันปรับตัวลดลงในอัตราเร็วที่มากกว่าอัตราการลดลงของราคาหุ้นในอดีต (เทียบจากระยะเวลาเท่ากัน แต่ราคาลดลงมากกว่า) ยกตัวอย่างเช่น

เปรียบเทียบราคาจากวันที่ 1 ถึงวันที่ 10 ราคาหุ้นลดลง 2% (สมมติ 10 วันทำการ)

ถ้าเทียบเปรียบเทียบราคาจากวันที่ 2 ถึงวันที่ 11 ราคาหุ้นลดลง 3% (ระยะเวลา10 วันทำการเท่ากัน)

และเปรียบเทียบราคาจากวันที่ 3 ถึงวันที่ 12 ราคาหุ้นลดง 4% (ระยะเวลา10 วันทำการเท่ากัน)

ก็จะแปลความหมายได้ว่า ตลอดเวลา 3 วันที่ผ่านมา Momentum ทิศทางขาลง เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนในตลาดไม่ค่อยสนใจซื้อหุ้นตัวแต่กลับสนใจที่จะขายหุ้นมากกว่าและยิ่งมีความกระตือรือร้นในการอยากขายหุ้นมากขึ้น จึงทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงในอัตราที่เร็วขึ้น

ถ้าแนวโน้มของราคาหุ้นมีทิศทางเป็นขาลง เส้น EMA(12) จะอยู่ใต้ EMA(26) ถ้าราคาหุ้นในช่วงปัจจุบันลดต่ำลงในอัตราที่เร็วกว่าอัตราการลดต่ำลงของราคาหุ้นในอดีต จะทำให้เส้น EMA(12) หรือเส้น EMA ระยะสั้น ปรับตัวลดลงเร็วกว่าเส้น EMA(26) หรือเส้น EMAระยะยาว ทำให้ระยะห่างของเส้น EMA(12) กับเส้น EMA(26) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กรณีนี้ MACD ที่มีค่าเป็นลบ (-) ก็จะเป็นลบเพิ่มมากขึ้น

รูปแสดงลักษณะของกราฟเส้น MACD ที่ให้ข้อมูลว่า Momentum ในทิศทางขาลงปรับตัวเพิ่มขึ้น

MOMENTUM ในทิศทางขาลงลดต่ำลง

ในช่วงที่แนวโน้มของราคาหุ้นมีทิศทางเป็นขาลง (MACD มีค่าเป็น ลบ (-)) การที่ราคาหุ้นในปัจจุบันปรับตัวลดลงในอัตราที่ช้าลงกว่าอัตราการลดลงของราคาหุ้นในอดีต(เทียบจากระยะเวลาเท่ากัน แต่ราคาลดลงน้อยกว่า) ยกตัวอย่างเช่น

เปรียบเทียบราคาจากวันที่ 1 ถึงวันที่ 10 ราคาหุ้นลดลง 4% (สมมติ 10 วันทำการ)

ถ้าเทียบเปรียบเทียบราคาจากวันที่ 2 ถึงวันที่ 11 ราคาหุ้นลดลง 3% (ระยะเวลา10 วันทำการเท่ากัน)

และเปรียบเทียบราคาจากวันที่ 3 ถึงวันที่ 12 ราคาหุ้นลดง 2% (ระยะเวลา10 วันทำการเท่ากัน)

ก็จะแปลความหมายได้ว่า ตลอดเวลา 3 วันที่ผ่านมา Momentum ทิศทางขาลง ค่อยๆ ลดต่ำลงเรื่อยๆ เพราะคนในตลาดเริ่มสนใจที่จะขายหุ้นตัวนี้น้อยลง จึงทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงช้ากว่าการลดลงของราคาหุ้นในช่วงก่อนหน้า

ถ้าแนวโน้มของราคาหุ้นมีทิศทางเป็นขาลง เส้น EMA(12) จะอยู่ใต้ EMA(26) ถ้าราคาหุ้นในช่วงปัจจุบันลดต่ำลงในอัตราที่ช้ากว่าอัตราการลดต่ำลงของราคาหุ้นในอดีต จะทำให้เส้น EMA(12) หรือเส้น EMA ระยะสั้น ปรับตัวลดลงช้ากว่าเส้น EMA(26) หรือเส้น EMAระยะยาว ทำให้ระยะห่างของเส้น EMA(12) กับเส้น EMA(26) ลดลงเรื่อยๆ กรณีนี้ MACD ที่มีค่าเป็นลบ (-) ก็จะเป็นลบลดน้อยลง

ข้อสังเกต : จะเห็นได้ว่าเมื่อ Momentum ในทิศทางขาลงที่มีจำนวนมากแต่เริ่มลดลงไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนสนใจขายหุ้นตัวนั้น ๆ แล้ว แต่เป็นการบอกว่าความสนใจขายหุ้นที่มากก่อนหน้านี้เริ่มมีปริมาณลดน้อยลง แต่ยังมีคนสนใจขายหุ้นอยู่ ดังนั้นเมื่อ Momentum ทิศทางขาลงเริ่มปรับตัวลดลง ราคาหุ้นไม่จำเป็นต้องปรับตัวสูงขึ้นในทันทีและยังอาจจะปรับตัวลดลงต่อไปได้อีก การที่ Momentum ในทิศทางขาลงปรับตัวลดลงจึงเป็นเพียงสัญญาณเตือนให้เราติดตามการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางในอนาคตหรือไม่

รูปแสดงลักษณะของกราฟเส้น MACD ที่ให้ข้อมูลว่า Momentum ในทิศทางขาลงปรับตัวลดลง

เอา INDICATORS มาวิเคราะห์ MACD อีกชั้น

สำหรับเนื้อหาในส่วนถัดมาผมจะแนะนำให้รู้จักกับ Signal Line และ MACD Histogram ซึ่งเป็น Indictor ที่ใช้วิเคราะห์และให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้น MACD อีกต่อหนึ่ง ณ จุดนี้ ผมจึงขอย้ำประเด็นสำคัญให้ทำความเข้าใจกันก่อนอีกสักครั้งว่า Signal Line และ MACD Histogram ไม่ใช่ Indicator ที่ใช้สำหรับวิเคราะห์กราฟของราคาหุ้น แต่เป็น Indicator ที่ใช้วิเคราะห์ลักษณะที่เกดขึ้นของเส้น MACD ที่วาดขึ้นมาได้ (Indicator ของ MACD)

MACD เป็น Indicator เพื่อวิเคราะห์กราฟราคาหุ้น แต่ Signal Line และ MACD Histogram เป็น Indicator เพื่อวิเคราะห์ MACD (Indicator ของ Indicator)

เวลาที่เลือกใช้งาน MACD นั้นส่วนใหญ่โปรแกรมสำหรับวิเคราะห์กราฟหุ้นมักจะไม่วาดเส้น MACD ออกมาเดี่ยวๆ เพียงเส้นเดียว แต่จะวาดเส้น Signal Line และ MACD Histogram พร้อมๆ กันกับ MACD ในพื้นที่เดียวกัน (เลือกใช้งาน MACD แต่มี Indicator แสดงออกมาทั้ง3 ตัวพร้อมๆ กัน)

รูปแสดงตัวอย่างที่โปรแกรม Aspen Mobile ที่แสดงค่า 1) MACD (เส้นสีเขียว) 2) Signal Line (เส้นสีชมพู) และ3) MACD Histogram (แท่งสีเหลือง) พร้อมๆกัน เมื่อเลือกใช้งาน MACD (ที่มา : ASPEN Mobile)

หลังจากที่เห็นรูป Indicator ทั้ง 3 ตัวที่ถูกวาดพร้อมกันอย่าเพิ่งรีบงงนะครับ ค่อย ๆ อ่านเนื้อหาต่อไปเรื่อยๆ ผมรับรองว่าจะต้องได้รับความกระจ่างอย่างแน่นอน ? ? ?

SIGNAL LINE คือ MOVING AVERAGE ของ MACD

จากที่ผมได้เกริ่นนำมาก่อนหน้านี้ว่า Signal Line เป็น Indicator ของ MACD ซึ่ง Signal Line จะคือเส้นค่าเฉลี่ยแบบ Exponential (EMA) ของ MACD โดยค่าตั้งต้นมาตรฐานของ Signal Line จะคำนวณ EMA ย้อนหลังเป็นเวลา 9 ช่วงเวลาและแบบต่อเนื่อง (EMA(9)) และวาด Signal Line เป็นกราฟเส้นควบคู่ไปกับกราฟเส้นของ MACD บนพื้นที่เดียวกัน

การวิเคราะห์ Signal Line จะใช้หลักการหรือวิธีการเดียวกันกับที่เราใช้ EMA วิเคราะห์กราฟของราคาหุ้น แต่ต้องใช้จินตนาการเพิ่มขึ้นสักเล็กน้อยว่าตอนนี้เรากำลังวิเคราะห์ MACD กับ EMA ของ MACD เพื่ออยากรู้ว่า ทิศทางแนวโน้มของเส้น MACD เป็นอย่างไร

Signal Line = EMA(9) ของ MACD

Signal Line คือ เส้น Exponential Moving Average ของ MACD

วัตถุประสงค์ในการวาดเส้น Signal Line ควบคู่กับกราฟเส้น MACD เพื่อต้องการระบุว่าเส้น MACD มีทิศทางแนวโน้มเป็นขาขึ้นหรือขาลง โดยใช้หลักการของการวิเคราะห์เส้นค่าเฉลี่ยเคลือนที่ (Moving Average) คือ ถ้าเส้น MACD อยู่เหนือเส้น Signal Line ซึ่งเป็น EMAของตัวมันเอง ก็จะสรุปว่าเส้น MACD น่าจะมีโอกาสสูงที่จะกำลังอยู่ในช่วงทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้น แต่ถ้าเส้น MACD อยู่ใต้เส้น Signal Line ซึ่งเป็น EMA ของตัวมันเอง ก็จะสรุปว่าเส้น MACD น่าจะมีโอกาสสูงที่จะกำลังอยู่ในช่วงทิศทางของแนวโน้มเป็นขาลง ซึ่งเนื้อหากก่อนหน้านี้ผมได้ให้ตัวอย่างว่าการที่เส้น MACD มีทิศทางแนวโน้มเป็นขาขึ้นจะแปลความหมายได้อย่างไร และการที่เส้น MACD มีทิศทางแนวโน้มเป็นขาลงจะแปลความหมายได้อย่างไร

Signal Line เป็น Indicator ที่ให้ข้อมูเกี่ยวกับทิศทางแนวโน้มของเส้น MACD

ส่วนทิศทางแนวโน้มของเส้น MACD จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Momentum ของราคาหุ้น

การที่เราอยากรู้ว่าเส้น MACD มีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้นหรือขาลง เนื่องจากทิศทางแนวโน้มของเส้น MACD จะบอกถึง Momentum ว่าเป็นอย่างไร เช่น

1) กรณีที่เส้น MACD มีค่าบวก (+) หรืออยู่เหนือ Center Line และมีทิศทางเป็นขาขึ้น แปลว่า Momentum ทิศทางขาขึ้นเพิ่มมากขึ้น

2) กรณีที่เส้น MACD มีค่าบวก (+) หรืออยู่เหนือ Center Line แต่มีทิศทางเป็นขาลง แปลว่า Momentum ทิศทางขาขึ้นมีการปรับตัวลดลง

3) กรณีที่เส้น MACD มีค่าลบ (-) หรืออยู่ใต้ Center Line และมีทิศทางเป็นขาลงแปลว่า Momentum ทิศทางขาลงมีเพิ่มมากขึ้น

4) กรณีที่เส้น MACD มีค่าลบ (-) หรืออยู่ใต้ Center Line และมีทิศทางเป็นขาขึ้นแปลว่า Momentum ทิศทางขาลงเริ่มลดลงม

จะเห็นได้ว่ากรณีที่ 1 และกรณีที่ 4 ทิศทางขาขึ้นของ MACD ให้มุมมองในเชิงบวกต่อราคาหุ้น แต่สำหรับกรณีที่ 2 และกรณีที่ 3 ทิศทางขาลงของ MACD ให้มุุมมองในเชิงลบต่อราคาหุ้น

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าเมื่อเส้น MACD (เส้นสีเขียว) อยู่เหนือเส้น Signal Line (เส้นสีชมพู) ตัวเส้น MACD มีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้น และเมื่อเส้น MACD อยู่ใต้เส้น Signal Line ตัวเส้น MACD มีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาลง (ที่มา : ASPEN Mobile)

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

MACD HISTOGRAM คือ ระยะห่างระหว่าง MACD กับ SIGNAL LINE

MACD Histogram ถูกคิดค้นและแนะนำขึ้นโดย Thomas Aspray โดยค่าของ MACD Histogram จะเท่ากับส่วนต่างหรือระยะห่างระหว่างเส้น MACD กับ Signal Line โดยการคำนวณค่าของ MACD Histogram จะคำนวณแบบต่อเนื่อง และวาดเป็นกราฟแท่งควบคู่ไปกับเส้น MACD และ Signal Line

ค่าของ MACD Histogram ที่มีค่าเป็นบวก แปลว่า เส้น MACD อยู่เหรือเส้น Signal Line และค่า MACD Histogram ที่เป็นลบ แปลว่า เส้น MACD อยู่ใต้เส้น Signal Line ส่วนค่า MACD Histogram ที่เป็น 0 คือจุดตัดระหว่างเส้น MACD และ Signal Line

MACD Histogram = MACD – Signal Line

MACD Histogram จะเท่าเกับระยะห่างระหว่าง MACD และ Signal Line

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง MACD, Signal Line, และ MACD Histogram โดยถ้า MACD อยู่เหนือเส้น Signal Line ค่าของ MACD Histogram จะมีค่าเป็นบวก และถ้าเส้น MACD อยู่ใต้เส้น Signal Line ค่าของ MACD Histogram จะมีค่าเป็นลบ (ที่มา : ASPEN Mobile)

หลักการหรือแนวทางในการคำนวณค่าของ MACD Histogram ที่ใช้วิธีคำนวณส่วนต่างเป็นการวัดระยะห่างระหว่าง MACD กับ Signal Line คือ หลักการเดียวกันกับที่ใช้ในการคำนวณ MACD ซึ่งเป็นการวัดระยะห่างระหว่าง EMA(12) และ EMA(26) เพื่อต้องการสักเกตว่า EMA(12) และ EMA(26) กำลังลู่เข้าหากันหรือกำลังแยกออกจากกัน แต่การคำนวณ MACD Histogram มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเกตว่าเส้น MACD กับเส้น Signal Line กำลังลู่เข้าหากันหรือกำลังแยกออกจากกัน เพราะถ้าเส้น MACD และ Signal Line กำลังลู่เข้าหากันก็อาจจะมีโอกาสตัดกันได้

MACD ใชัสังเกตว่า EMA(12) และ EMA(26) ว่ากำลังลู่เข้าหากันหรือแยกออกจากกัน

MACD Histogram ใช้สังเกตว่า เส้น MACD และ Signal Line กำลังลู่เข้าหากันหรือแยกออกจากกัน

กรณีที่ MACD Histogram มีค่าเป็นบวกและมีค่าเป็นบวกเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าเส้น MACD อยู่เหนือเส้น Signal Line และเส้น MACD ขยับตัวสูงขึ้นในอัตราที่เร็วกว่า Signal Line ทำให้เส้น MACD และ ระยะห่างระหว่างเส้น MACD และ Signal Line กว้างมากขึ้น (เส้น MACD และเส้น Signal Line แยกออกจากกัน , โอกาสตัดกันน้อยลง)

รูปตัวอย่างแสดงกราฟแท่ง MACD Histogram กรณีที่ MACD อยู่เหนือ Signal Line และเคลื่อนที่แยกออกจากกัน

แต่ถ้า MACD Histogram มีค่าเป็นบวกแต่มีค่าเป็นบวกลดน้อยลง แสดงว่าเส้น MACD อยู่เหนือเส้น Signal Line แต่เส้น MACD ขยับตัวสูงขึ้นในอัตราที่ช้ากว่า Signal Line ทำให้ระยะห่างระหว่างเส้น MACD และเส้น Signal Line แคบลง (เส้น MACD และเส้น Signal Line ลู่เข้าหากัน , โอกาสตัดกันมากขึ้น)

รูปตัวอย่างแสดงกราฟแท่ง MACD Histogram กรณีที่ MACD อยู่เหนือ Signal Line และเคลื่อนที่ลู่เข้าหากัน

กรณีที่ MACD Histogram มีค่าเป็นลบและมีค่าเป็นลบเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าเส้น MACD อยู่ใต้เส้น Signal Line และเส้น MACD ขยับตัวลดต่ำลงในอัตราที่เร็วกว่า Signal Line ทำให้ระยะห่างระหว่างเส้น MACD และ Signal Line กว้างมากขึ้น (เส้น MACD และเส้น Signal Line แยกออกจากกัน , โอกาสตัดกันน้อยลง)

รูปตัวอย่างแสดงกราฟแท่ง MACD Histogram กรณีที่ MACD อยู่ใต้ Signal Line และเคลื่อนที่แยกออกจากกัน

แต่ถ้า MACD Histogram มีค่าเป็นลบแต่มีค่าเป็นลบลดน้อยลง แสดงว่าเส้น MACD อยู่ใต้ Signal Line แต่เส้น MACD ขยับตัวลดต่ำลงในอัตราที่ช้ากว่า Signal Line ทำให้ระยะห่างระหว่างเส้น MACD และเส้น Signal Line แคบลง (เส้น MACD และเส้น Signal Line ลู่เข้าหากัน , โอกาสตัดกันมากขึ้น)

รูปตัวอย่างแสดงกราฟแท่ง MACD Histogram กรณีที่ MACD อยู่ใต้ Signal Line และเคลื่อนที่ลู่เข้าหากัน

การที่เราวัดระยะห่างระหว่างเส้น MACD กับ เส้น Signal Line เพราะสนใจว่าเส้น MACD กับ เส้น Signal Line จะตัดกันหรือไม่ เพราะการที่เส้น MACD กับเส้น Signal Line ลู่เข้าหากันและตัดกัน แปลความหมายได้ว่า ทิศทางของแนวโน้มเส้น MACD มีโอกาสสูงที่กำลังจะเปลี่ยนทิศทาง เช่น จากเดิมเส้น MACD อยู่ใต้ Signal Line และมีการตัดเส้น Signal Line ขึ้นไปอยู่เหนือเส้น Signal Line จะแปลความหมายได้ว่า แนวโน้มของเส้น MACD มีโอกาสสูงที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงทิศทางจากทิศทางขาลงเป็นทิศทางขาขึ้น เนื่องจากเส้น MACD ได้อยู่เหนือเส้น Signal Line ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของ MACD เป็นต้น

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

สัญญาณของ MACD

สัญญาณที่น่าสนใจจาก MACD ทั้ง 3 ประเภท ได้แก่

1) MACD ตัด Center Line

2) MACD ตัด Signal Line

รูปตัวอย่างแสดงสัญญาณจาก MACD ทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ 1) MACD ตัด Center Line 2) MACD ตัด Signal Line และ Divergence

เส้น MACD ตัดข้ามเส้น CENTER LINE

การที่ค่า MACD มีค่าเป็นบวก(+) หรือเส้น MACD อยู่เหนือ Center Line หมายความว่า เส้น EMA(12) อยู่เหนือเส้น EMA(26) และการที่ MACD มีค่าเป็นลบ(-) หรือเส้น MACD อยู่ใต้เส้น Center Line ก็หมายความว่า เส้น EMA(12) อยู่ใต้เส้น EMA(26) สำหรับเส้น Center Line คือ เส้นที่แสดงค่า MACD = 0 แปลว่าที่จุดนั้น เส้น EMA(12) กับ เส้น EMA(26) มีค่าเท่ากัน

รูปแสดงความหมายของค่า MACD ที่เป็นบวก(+) และเป็นลบ(-)

การที่เส้น MACD ตัดข้ามเส้น Center Line ขึ้นไป (MACD เปลี่ยนจากค่าลบ(-)ไปเป็นค่าบวก(+)) จึงแปลความหมายจากกราฟราคาได้ว่า เส้น EMA(12) ตัดเส้น EMA(26) ขึ้นไป จากเดิมที่เส้น EMA(12) อยู่ใต้เส้น EMA(26) ได้เปลี่ยนตำแหน่งมาอยู่เหนือเส้น EMA(26) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การที่เส้น MACD ตัดข้ามเส้น Center Line ลงมา (MACD เปลี่ยนจากค่าบวก(+ )ไปเป็นค่าลบ(-)) จึงแปลความหมายจากกราฟราคาได้ว่า เส้น EMA(12) ตัดเส้น EMA(26) ลงมา จากเดิมที่เส้น EMA(12) อยู่เหนือเส้น EMA(26) ได้เปลี่ยนตำแหน่งมาอยู่ใต้เส้น EMA(26) นั่นเอง

ไม่แนะนำให้ใช้งาน MACD แบบนี้ (1)

มีคำแนะนำที่ผมเคยได้ยินอย่างแพร่หลายเกี่ยวกับการใช้งาน MACD โดยให้ลงมือซื้อหรือขายจากสัญญาณเส้น MACD ตัดข้ามเส้น Center Line คือ ลงมือซื้อหุ้นเมื่อ เส้น MACD ตัดเส้น Center Line ขึ้นไป และลงมือขายหุ้นเมื่อ MACD ตัดเส้น Center Line ลงมา ซึ่งผมอยากจจะบอกว่าวิธีนี้เป็นวิธีการใช้งาน MACD ที่ไม่ถูกต้อง

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นการลงมือซื้อหุ้นทันที่มีเส้น MACD ตัดเส้น Center Line ขึ้นไป และลงมือขายหุ้นทันทีที่ MACD ตัดเส้น Center Line ลงมา

การลงมือซื้อหรือขายหุ้นทันทีที่ MACD ตัดเส้น Center Line ก็เหมือนกับว่าเป็นการลงมือซื้อหุ้นหรือลงมือขายหุ้นจากสัญญาณการตัดกันของเส้น EMA นั่นเอง โดยการลงมือซื้อขายเมื่อ MACD ตัดเส้น Center Line นั้นไม่สามารถทำให้ได้กำไรจากการซื้อขายหุ้นได้ทุกครั้งเสมอไป บางครั้งก็ซื้อขายแล้วได้กำไร บางครั้งก็ซื้อขายแล้วขาดทุน ทำให้วิธีนี้เป็นวิธีที่ผมไม่แนะนำให้ใช้ในการซื้อขายหุ้น

เส้น MACD ตัดเส้น SIGNAL LINE

ทิศทางของแนวโน้มเส้น MACD ที่เป็นทิศทางขาขึ้นจะให้เห็นมุมมอง Momentum ที่เป็นบวกต่อราคาหุ้นเพราะว่า เส้น MACD ที่มีทิศทางแนวโน้มเป็นขาขึ้น เกิดจากการที่ ราคาหุ้นเริ่มลดลงในอัตราที่ช้าลง หรือ ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่เร็วขึ้น

ทิศทางของแนวโน้มเส้น MACD ที่เป็นทิศทางขาลงจะให้มุมมองของ Momentum ที่เป็นลบต่อราคาหุ้นเพราะว่า เส้น MACD ที่มีทิศทางแนวโน้มเป็นขาลง เกิดจากการที่ ราคาหุ้นเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่ลดลง หรือ ราคาหุ้นปรับตัวลดลงในอัตราที่เร็วขึ้น

การที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไป จะทำให้เส้น MACD อยู่เหนือเส้น Signal Line ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ยของตัว MACD เอง ซึ่งจะแปลความหมายได้ว่า เส้น MACD น่าจะเป็นแนวโน้มทิศทางขาขึ้นแล้ว จุดที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไป จึงเป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะ MACD และ Signal Line ได้ส่งสัญญาณว่าหลังจากนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่จากเดิม Momentum ให้มุมมองในเชิงลบกับราคาหุ้น เปลี่ยนเป็น Momentum ให้มุมมองในเชิงบวกกับราคาหุ้นแทน

และการที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมา จะทำให้เส้น MACD อยู่ใต้เส้น Signal Line ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ยของตัว MACD เอง ซึ่งจะแปลความหมายได้ว่า เส้น MACD น่าะเป็นแนวโน้มทิศทางขาลงแล้ว จุดที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมา ก็จะเป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะ MACD และ Signal Line ได้ส่งสัญญาณว่าหลังจากนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่จากเดิม Momentum ให้มุมมองในเชิบบวกกับราคาหุ้น เปลี่ยนเป็น Momentum ให้มุมมองในเชิงลบกับราคาหุ้นแทน

ไม่แนะนำให้ใช้งาน MACD แบบนี้ (2)

การที่ลงมือซื้อทันที่ที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line หรือลงมือขายทันที่ที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมาทันทีนั้นเป็นวิธีการใช้งาน MACD ที่ผิดวิธี

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นการลงมือซื้อหุ้นทันที่มีเส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไปและลงมือขายหุ้นทันทีที่ MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมา

หลังจากที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไปนั้นจะบอกกับเราว่า Momnetum ได้เปลี่ยนจากมุมมองเชิงลบต่อราคาหุ้นเป็นมุมมองเชิงบวกกับราคาหุ้นก็จริงแต่ว่าไม่ได้การันตีครับว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้นเสมอไป แต่เป็นไปได้ว่าราคาหุ้นอาจจะปรับตัวขึ้นได้บ้าง แต่บางครั้งก็อาจเป็นการปรับตัวขึ้นเพียงชั่วคราวระยะเวลาสั้น ๆ ก็เป็นไปได้ ซึ่งเราไม่มีทางรู้ได้ล่วงหน้าว่า เมื่อ MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไปแล้วหลังจากนั้นราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นแบบชั่วคราวหรือราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน

และหลังจากที่เส้น MACD ตัดเส้น SIgnal Line ลงมาเป็นการบอกว่า Momentum ได้เปลี่ยนจากมุมมองเชิงบวกเป็นมุมมองเชิงลบต่อราคาหุ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาจะต้องปรับตัวลดลงเสมอไปเช่นเดียวกัน และถึงแม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงหลังจากที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมา เราก็ไม่รู้อีกเช่นเดียวกันว่าการปรับตัวลดลงของราคาหุ้นจะเป็นการปรับตัวลดลงแบบชั่วคราวหรือจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องยาวนาน

การที่ลงมือซื้อหุ้นทันทีที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไป หรือขายหุ้นทันทีที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ก็จะเป็นอีกวิธีที่ซื้อขายแล้ว ไม่สามารถทำให้ได้กำไรเสมอไป ดังนั้นจึงเป็นวิธีที่ผมไม่แนะนำให้ใช้เพื่อลงมือซื้อขายครับ

DIVERGENCE

ความหมายของ Divergence ในการวิเคราะห์ Indicators คือ การที่ Indicators ให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของกราฟราคาหุ้น โดยการพิจารณาสัญญาณ Divergence มักจะใช้กับ Indicators ประเภทที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ แรงส่งของราคา (Momentum) และ Indicators ประเภทที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของแนวโน้ม (MACD ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแรงส่งของราคา)

ยกตัวอย่างกรณีที่กราฟราคาหุ้นกับกราฟ Indicators ไม่สอดคล้องกัน เช่น ราคาหุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้นแต่ Indicators กลับให้ข้อมูลว่า Momentum หรือแรงส่งของราคาหุ้นในทิศทางขาขึ้นเริ่มอ่อนแรง หรือในทางตรงข้ามกรณีที่ราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลงแต่ Indicaotors กลับให้ข้อมูลว่า Momentum หรือแรงส่งของราคาหุ้นในทิศทางขาลงเริ่มอ่อนแรง

วิธีการพิจารณาสัญญาณ Divergence ที่นิยมคือ การเปรียบเทียบจุดสูงสุดของกราฟราคาหุ้นกับจุดสูงสุดของกราฟเส้น Indicators และการเปรียบเทียบจุดต่ำสุดของกราฟราคาหุ้นกับจุดต่ำสุดของกราฟเส้น Indicators เพื่อดูว่ามีทิศทางเดียวกัน (Convergence) หรือทิศทางไม่สอดคล้องกัน (Divergence)

1) กรณีที่กราฟราคาหุ้นสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ที่สูงกว่าจุดสูงสุดก่อนหน้า แต่กราฟ Indicators ประเภท Momentum ไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ที่สูงขึ้นได้เช่นเดียวกับกราฟของราคาคา ซึ่งแปลความหมายได้ว่า Momentum ที่จะเป็นแรงส่งให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นในครั้งนี้ต่ำลงกว่าก่อนหน้า จึงเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า ให้เราใกล้ชิดกับกราฟของราคาให้มากขึ้น เพราะในอนาคตราคาหุ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแนวโน้มจากทิศทางขาขึ้นเป็นทิศทางขาลงแล้วก็เป็นไปได้ (Bearish Divergence : คาดว่าราคาหุ้นน่าจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลง)

2) กรณีที่กราฟราคาหุ้นทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้า แต่กกราฟ Indicators ประเภท Momentum ไม่สามารถสร้างจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำลงได้เช่นเดียวกับกราฟของราคา ก็จะแปลความหมายได้ว่า Momentum ที่จะเป็นแรงส่งให้ราคาปรับตัวลดลงต่อในครั้งนี้เริ่มลดลงกว่าครั้งก่อนหน้า ก็จะเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้ติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน เพราะในอนาคตราคาหุ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแนวโน้มจากทิศทางขาลงเป็นทิศทางขาขึ้นก็ได้ (Bullish Divergence : คาดว่าราคาหุ้นน่าจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้น)

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นกรณีที่กราฟราคาหุ้นกับกราฟ Indicators ไม่สอดคล้องกัน (Divergence)

ไม่แนะนำให้ใช้งาน MACD แบบนี้ (3)

จากที่กราฟเส้น MACD เป็น Indicators ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Momentum การที่ลงมือขายหุ้นทันทีที่ MACD ส่งสัญญาณ Beraish Divergence หรือลงมือซื้อหุ้นทันทีเมื่อ MACD ส่งสัญญาณ Bullish Divergence เป็นวิธีการใช้งาน MACD ที่ไม่ถูกต้อง เพราะสัญญาณ Divergence เป็นเพียงสัญญาณเตือนล่วงหน้าเท่านั้น ยังไม่ใช่สัญญาณที่จะให้ลงมือซื้อหรือขายหุ้นทันที

เหตุผลที่ไม่แนะนำให้ลงมือจากสัญญาณของ MACD

สิ่งที่ผมอยากจะแสดงให้เห็นคือ การลงมือซื้อขายทันทีที่เกิดสัญญาณจาก MACD ตัด Center Line หรือ MACD ตัด Signal Line หรือ สัญญาณ Divergence ไม่สามารถทำให้ผลการซื้อขายได้กำไรทุกครั้งเสมอไป บางครั้งซื้อขายแล้วก็ได้กำไร บางครั้งซื้อขายแล้วก็ขาดทุน แต่ถ้าซื้อซื้อขายด้วยวิธีนี้อย่างต่อเนื่องโอกาสที่ผลจากการซื้อขายโดยรวมจะออกมาเป็นขาดทุนน่าจะมีมากกว่าโอกาสที่ผลการซื้อขายโดยรวมรวมจะออกมาเป็นกำไร

ผมสังเกตว่าเวลาที่มีการนำเสนอสัญญาณจาก MACD เพื่อนำไปซื้อขายหุ้น ส่วนใหญ่จะแสดงตัวอย่างการซื้อขายหุ้นจากสัญญาณ MACD ตัด Center Line หรือ MACD ตัด Signal Line หรือ สัญญาณ Divergence แล้วได้ผลเป็นกำไร เพื่อให้ดูน่ามีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

ผมขอเสนอตัวอย่างการซื้อขายหุ้นจากสัญญาณ MACD ตัด Center Line และ MACD ตัด Signal Line หรือ สัญญาณ Divergence แล้วเกิดผลขาดทุน หรือขายหมู เพื่อให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่าการซื้อขายด้วยวิธีนี้แล้วขาดทุน ซึ่งทำให้คนที่ีเทคนิคนี้ในการซื้อขายไม่สามารถทำให้ได้กำไรและประสบความสำเร็จในการซื้อขายระยะยาว

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นการลงมือซื้อหุ้นทันที่มีเส้น MACD ตัดเส้น Center Line ขึ้นไปและลงมือขายหุ้นทันทีที่ MACD ตัดเส้น Center Line ลงมา จะเห็นได้ว่ามีผลการซื้อขายออกมาเป็นขาดทุน (ที่มา : ASPEN Mobile)

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นการลงมือซื้อหุ้นทันที่มีเส้น MACD ตัดเส้น Signal Line ขึ้นไปและลงมือขายหุ้นทันทีที่ MACD ตัดเส้น Signal Line ลงมา จะเห็นได้ว่ามีผลการซื้อขายออกมาเป็นขาดทุน (ที่มา : ASPEN Mobile)

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นการลงมือขายหุ้นทันทีที่มีสัญญาณ Bearish Divergence แล้วราคาปรับตัวขึ้นต่อจึงขายหมู (ที่มา : ASPEN Mobile)

4 ข้อสังเกตเพิ่มเติมของสัญญาณจาก MACD

ก่อนที่จะเริ่มแนะนำวิธีใช้งาน MACD ที่ถูกต้องผมอยากจะให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญาณจาก MACD ทั้ง 3 ประเภท ที่ได้แนะนำให้รู้จักไปก่อนหน้า ดังนี้ คือ

1) สัญญาณ MACD ตัดกับ Signal Line เป็นสัญญาณที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแรงส่งของราคาหุ้น (Momentum) เป็นสัญญาณระยะสั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าราคาจะมีการกลับทิศทาง โดยที่การกลับทิศทางของราคาอาจจะเป็นแค่การกลับทิศทางระยะเวลาสั้น ๆ หรืออาจจะเป็นการกลับทิศทางของราคาหุ้นที่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับทิศทางของราคาครั้งใหญ่จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแนวโน้มราคาหุ้นก็ได้

2) สัญญาณ MACD ตัดเส้น Center Line เป็นสัญญาณให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น (Trend) ถือว่าเป็นสัญญาณระยะกลาง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นที่กินระยะเวลายาวนานกว่าการกลับตัวของราคา

3) สัญญาณ MACD ตัด Signal Line ซึ่งเป็นสัญญาณระยะสั้น ส่วนสัญญาณ MACD ตัด Center Line เป็นสัญญาณระยะกลาง จะเห็นได้ว่า สัญญาณ MACD ตัด Signal Line จะเกิดบ่อยกว่า สัญญาณ MACD ตัด Center Line

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าสัญญาณ MACD ตัด Signal Line จะเกิดบ่อยกว่าสัญญาณ MACD ตัด Center Line (ที่มา : ASPEN Mobile)

4) สัญญาณ Divergence จะเป็นสัญญาณที่พบได้น้อยครั้งที่สุดในบรรดา 3 สัญญาณที่น่าสนใจของสัญญาณ MACD ในความเห็นของผม สัญญาณ Divergence เป็นสัญญาณเตือนที่มีความน่าเชื่อถือและน่าสนใจมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดสัญญาณ Divergence ก็ไม่ได้การันตีว่าราคาจะต้องกลับตัวเสมอไป การซื้อขายจากสัญญาณ Divergence จึงต้องติดตามกราฟราคาหุ้นให้ใกล้ชิดก่อนการลงมือซื้อขายจริง

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าเมื่อเกิดสัญญาณ Divergence ครั้งแรกราคาหุ้นยังไม่กลับทิศทางทันที แต่เป็นแค่พักตัวชั่วคราวเพื่อเคลื่อนที่ไปต่อในทิศทางเดิม ส่วนสัญญาณ Divergence ครั้งที่สองแนวโน้มราคาหุ้นกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง

การใช้งาน MACD ที่ถูกวิธี

หลักการที่ผมจะแนะนำในบทความนี้ เป็นหลักการในการใช้งาน Indicators ทุกประเภท นะครับ ไม่ได้จำกัดเฉพาะ MACD เท่านั้น หลักการที่ว่าคือ คือ ต้องให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นมากที่สุด และใช้การวิเคราะห์ Indicators เป็นเพียงข้อมูลเสริมเพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ดังนั้นห้ามให้ความสำคัญกับ Indicators มากกว่ากราฟราคาหุ้นเด็ดขาด และต้องไม่ตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นจากข้อมูล Indicators แต่เพียงอย่างเดียว

ใช้ MACD เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า

เมื่อ MACD เกิดสัญญาณที่น่าสนใจออกมา ไม่ว่าจะเป็น MACD ตัด Center Line หรือ MACD ตัด Signal Line หรือ Divergence ก็ตาม เราจะใช้สัญญาณเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บอกว่าหุ้นตัวนี้เริ่มมีความน่าสนใจ หรือเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าราคาหุ้นในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง เพื่อให้เราติดตามกราฟราคาอย่างใกล้ชิดเพื่อหาจังหวะที่ลงมือซื้อหรือขายที่ดีต่อไป หรือเป็นสัญาณ แต่การหาจังหวะลงมือซื้อขายหุ้นที่ดีนั้น จะต้องกลับไปวิเคราะห์จากกราฟราคาหุ้นเสมอเนื่องจากกราฟราคาหุ้นเป็นข้อมูลที่ใช้แสดงพฤติกรรมของคนที่เข้ามาซื้อขายในตลาดได้ดีที่สุด

รูปแสดงวิธีการใช้งาน MACD ที่ถูกวิธี เมื่อเกิดสัญญาณจาก MACD จะไม่ลงมือซื้อขายทันที แต่ให้ตัดสินใจลงมือซื้อขายจากการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้น

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นกรณีที่ MACD ส่งสัญญาณ Divergence แต่หลังจากติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดแล้วไม่มีสัญญาณให้ขายจึงถือหุ้นต่อ (ไม่ทำ New Low ที่ระดับเส้นแนวนอนสีขาว) ทำให้ไม่ได้ลงมือขายหุ้นจากสัญญาณ Divergence ของ MACD ในครั้งนี้ (ที่มา : ASPEN Mobile)

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นกรณีที่ MACD ส่งสัญญาณ Divergence และหลังจากติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดพบว่ากราฟราคาหุ้นทำ New Low และ เบรก Trend Line หลังจากนั้น จึงใช้สัญญาณจากกราฟราคาในการลงมือขายหุ้น (ที่มา : ASPEN Mobile)

ให้ MACD เพิ่มความมั่นใจในการลงมือ

เราออาจจะใช้ MACD เพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้น โดยเริ่มจากวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นเพื่อให้ได้จังหวะที่จะลงมือซื้อขาย และก่อนจะลงมือก็ค่อยมาวิเคราะห์ดูลักษณะที่เกิดขึ้นของ MACD ว่าสนับสนุนการลงมือซื้อขายหรือไม่ ถ้าลักษณะที่เกิดขึ้นของ MACD ไม่สนับสนุนทิศทางที่เรากำลังจะลงมือ เราก็จะไม่ลงมือซื้อขาย ยกตัวอย่างเช่น ในการซื้อขายหุ้นระยะกลางเมื่อเราวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นแล้วกำลังอยากจะลงมือซื้อหุ้น แต่เส้น MACD ยังอยู่ใต้ Center Line ซึ่งให้ข้อมูลว่าทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้นยังอยู่ในขาลง เราก็จะไม่ลงมือซื้อขาย หรือถ้ากำลังอยากซื้อหุ้นแล้วถือระยะสั้นๆ แต่ MACD อยู่ใต้เส้น Signal ซึ่งบอกถึงแรงส่งของราคาไม่สนับสนุนการซื้อหุ้น เราก็จะไม่ลงมือซื้อหุ้น เป็นต้น

รูปแสดงวิธีการใช้งาน MACD ที่ถูกต้อง เมื่อวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นจนได้สัญญาณซื้อขายแล้ว จากนั้นวิเคราะห์ MACD เพื่อดูว่าลักษณะของ MACD สนับสนุนการลงมือหรือไม่

รูปตัวอย่างการใช้ MACD เพื่อสนับสนุนสัญญาณซื้อหุ้น

รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าเส้น MACD ไม่สนับสนุนการลงมือซื้อหุ้น

จากวิธีในการใช้งาน MACD ทั้ง 2 วิธีจะเห็นได้ว่าการตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นในแต่ละครั้งถ้าเราให้ความสนใจที่สัญญาณจากกราฟราคาหุ้นมากกว่ากราฟ MACD จะช่วยลดความผิดพลาดของสัญญาณที่เกิดขึ้นจาก MACD ได้ หรือถ้ากำลังสนใจลงมือซื้อขายหุ้น ก็ลองใช้ MACD เป็นเครื่องมือสำหรับคัดกรองจังหวะซื้อขายที่ไม่ดีออกไป ก็จะช่วยให้เราได้โอกาสในการซื้อขายหุ้นได้มีกำไรมากกว่าโอกาสในการขาดทุนครับ

สรุป

MACD ซึ่งเป็น Indicator ที่บอกทั้งแนวโน้มของกราฟราคาหุ้น และ Momentum โดยมีวิธีการคำนวณค่า MACD จากส่วนต่างของ EMA(12) และ EMA(26) และแสดงค่าจะแสดงเป็นกราฟเส้นบนพื้นที่ใหม่ที่ไม่ใช่พื้นที่เดียวกันกับกราฟราคาหุ้น

ค่าของ MACD จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางของแนวโน้มกราฟราคาหุ้น โดยที่ MACD ในช่วงที่มีค่าเป็นบวก (+) จะแปลความหมายได้ว่ากราฟราคาน่าจะกำลังอยู่ในมีทิศทางของแนวโน้มเป็นขาขึ้น ส่วนในช่วงที่ MACD มีค่าเป็นลบ (-) จะแปลความหมายได้ว่ากราฟราคาหุ้นน่าจะกำลังอยู่ในทิศทางของแนวโน้มเป็นขาลง

ทิศทางของเส้น MACD ที่เป็นทิศทางขาขึ้น จะให้ข้อมูลในเชิงบวกกับราคาหุ้น กรณีที่ MACD มีค่าเป็นบวกและเส้น MACD มีทิศทางขาขึ้นจะแปลความหมายได้ว่า Momentum ในทิศทางขาขึ้นเพิ่มมากขึ้น กรณีที่ MACD มีค่าเป็นลบ และเส้น MACD มีทิศทางเป็นขาขึ้นจะแปลความหมายได้ว่า Momentum ในทิศทางขาลงเริ่มอ่อนแรง

ทิศทางของเส้น MACD ที่เป็นทิศทางขาลง จะให้ข้อมูลในเชิงลบกับราคาหุ้น- กรณีที่ MACD มีค่าเป็นบวกแต่เส้น MACD มีทิศทางเป็นขาลงจะแปลความหมายได้ว่า Momentum ในทิศทางขาขึ้นเริ่มอ่อนแรง และกรณีที่ MACD มีค่าเป็นลบ และเส้น MACD มีทิศทางเป็นขาลงจะแปลความหมายได้ว่า Momentum ในทิศทางขาลงเพิ่มมากขึ้น

MACD เป็น Indicator ในการวัด Momentum ของราคาหุ้น หรือใช้เพื่อวิเคราะห์และติดตามการว่าราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่สำหรับ Signal Line และ MACD Historical จะเป็น Indicators ที่ใช้ในการวิเคราะห์และติดตามการเปลี่ยนแปลงของเส้น MACD เพื่อดูว่า Momentum มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดย Signal Line จะเป็น Indicator ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางของแนวโน้มเส้น MACD และ MACD Histogram เป็น Indicator ที่ให้ข้อมูลว่า MACD เริ่มมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางหรือไม่ ด้วยการวัดระยะห่างระหว่างเส้น MACD กับเส้น Signal Line

การวิเคราะห์ MACD เราสนใจสัญญา 3 อย่าง ได้แก่ สัญญาณจากเหตุการณ์ที่ MACD ตัด Center Line ที่เป็นการบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางของราคาหุ้นในแนวโน้มระยะกลาง สำหรับสัญญาณจากกรณีที่เส้น MACD ตัดเส้น Signal Line จะให้ข้อมูลถึงการเปลี่ยนแปลง Momentum ซึ่งน่าจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของทิศทางราคาในระยะสั้น และสัญญาณ Divergence ที่ให้ข้อมูลว่าทิศทางของแนวโน้มราคาหุ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นเดียวกัน

การลงมือซื้อขายหุ้นด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิคเราจะยกให้กราฟราคาหุ้นเป็นพระเอกเสมอ โดยการตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นต้องตัดสินใจจากกราฟราคาหุ้นเท่านั้น และขอให้ MACD หรือ Indicators เป็นแค่พระรองช่วยส่งสัญญาเตือนหรือสนับสนุนการตัดสินใจซื้อขายเท่านั้น

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

วิธีใช้ RSI indicator – การตั้งค่า RSI indicator ที่ดีที่สุด

Momentum indicators นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในนักเทรด forex เพื่อวัดค่าการ overbought หรือ oversold ในตลาด พวกเขามักใช้เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการเทรด forex สำหรับนักเทรดที่ใช้การเทรดตามสุภาษิตแบบเดิมๆ,​“ซื้อต่ำ, ขายสูง” The Relative Strength Index หรือ RSI indicator เป็นหนึ่งในโมเมนตัม indicators ที่ได้รับความนิยมมาก และง่ายในการใช้

RSI คือ – RSI สูตร

RSI = 100 – 100 (1 + RS),
RS = Average Gain / Average Loss

เพื่ออธิบายการคำนวณให้ง่ายขึ้น, RSI ถูกแบ่งองค์ประกอบพื้นฐานออกเป็น: RS, Average Gain, และ Average Loss การคำนวณ RSI นี้อยู่บนพื้นฐานของช่วง 14-periods, ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นที่แนะนำในหนังสือของ Wilder การขาดทุนจะแสดงเป็นค่าบวกไม่ใช่ค่าลบ

เริ่มต้นด้วยการคำนวณ average gain และ average loss เป็น simple 14-period averages เป็นอันดับแรก:

  • First Average Gain = Sum of Gains over the past 14 periods / 14
  • First Average Loss = Sum of Losses over the past 14 periods / 14

อันดับสอง, และอันดับต่อไป, คำนวณค่าพื้นฐานค่าเฉลี่ยก่อนหน้า และgain loss ในปัจจุบัน:

  • Average Gain = [(previous Average Gain) x 13 + current Gain] / 14
  • Average Loss = [(previous Average Loss) x 13 + current Loss] / 14

ด้วยการนำค่าก่อนหน้ารวมกับค่าปัจจุบันเป็นเทคนิคที่เรียบง่ายในการใช้การคำนวณ exponential moving average ซึ่งยังหมายถึงค่า RSI ที่มีความแม่นยำขึ้นเมื่อขยายระยะเวลาในการคำนวณ

การตั้งค่า RSI

ค่าพื้นฐานในช่วงที่มองย้อนกลับไปสำหรับ RSI คือ 14ช่วง, แต่สามารถลดหรือเพิ่ม เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วขึ้น หรือช้าลง RSI 10-วัน จะเข้าถึงระดับ overbought หรือ oversold ได้เร็วมากกว่า RSI 20-วัน เมื่อมองกลับไปที่พารามิเตอร์ก็เช่นกัน จะขึ้นอยู่กับความผันผวนของเครื่องมือวัด ซึ่ง RSI 14-วัน สำหรับความผันผวนในคู่เงิน, ดัชนี หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ที่มากกว่า จะมีความใกล้เคียง overbought หรือ oversold มากกว่า RSI 14-วัน ที่มีการผันผวนน้อยกว่า

RSI จะมองเป็น overbought เมื่ออยู่บน 70 และ oversold เมื่ออยู่ล่าง 30 ระดับเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่สามารถปรับให้เหมาะสมมากขึ้นสำหรับหลักทรัพย์หรือความต้องการในการวิเคราะห์ การเพิ่มขึ้นของ overbought ไปที่ 80 หรือต่ำลงมาที่ 20 จะลดจำนวนการอ่านของ overbought หรือ oversold ซึ่งนักเทรดแบบระยะสั้นบางครั้งจะใช้ RSI 2-period ในการอ่านค่า overbought ที่เหนือ 80 และ oversold ที่ต่ำกว่า 20

อ่านต่อสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม หรือ เริ่มเทรด forex โดยใช้โค้ด WELCOME20 เพื่อลงทะเบียนรับโบนัสฟรี 20$ แบบไม่ต้องฝากเงิน และทดสอบว่า RSI คืออะไร ในเวลาจริง

Overbought-Oversold

RSI indicator จะพิจารณา overbought ที่อยู่บน 70 และ oversold ที่ต่ำกว่า 30 ซึ่งกราฟด้านล่างแสดง RSI 14-วัน กราฟนี้แสดงแท่งรายวันสีเทา ด้วยเส้น SMA 1-วัน สีชมพู ที่มีการไฮไลท์แท่งราคาปิดไว้ (เช่นเดียวกับ RSI ที่อยู่บนพื้นฐานของราคาปิด) การทำงานจากซ้ายไปขวา, หุ้นจะกลายมาเป็น oversold ในปลายเดือน July และพบแนวรับบริเวณ 44 (1) สังเกตได้ว่าด้านล่างเปลี่ยนหลังจากการอ่าน oversold ซึ่งหุ้นนี้ไม่ได้อยู่ด้านล่างทันทีที่ oversold ปรากฎขึ้น จากระดับ oversold, RSI เคลื่อนที่เหนือ 70 ในกลางเดือนกันยายน และกลายมาเป็น overbought แม้จะอ่านค่านี้เป็น overbought, หุ้นก็ไม่ได้ลดลง; แต่หยุดชะงักไปสองสัปดาห์ และจากนั้นก็ขึ้นต่อไปอีก เกิดการ overbought มากกว่าสามครั้ง ก่อนที่หุ้นจะขึ้นสูงสุดครั้งสุดท้ายในเดือน December (2) ซึ่งการแกว่งตัวของโมเมนตัมสามารถกลายมาเป็น overbought (oversold) และยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (ขาลง) ที่แข็งแรง การ overbought สามครั้งแรกที่อ่านได้เป็นการคาดการณ์โดยรวม ส่วนครั้งที่สี่คือสัญญาณที่สำคัญสุด จากนั้น RSI จะเคลื่อนออกจาก overbought ไป oversold ในเดือนมกราคม ในที่สุดหุ้นก็ลงถึงจุดต่ำสุดบริเวณ 46 ในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา (3); จุดต่ำสุดท้ายไม่ได้เกิดพร้อมกับค่า oversold ที่อ่านได้จริง

เหมือนกับการแกว่งตัวของโมเมนตัม, การอ่าน overbought และ oversold สำหรับ RSI ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อราคาเคลื่อนที่ออกด้านข้าง (sideway) ภายในช่วงที่กำหนด

RSI Divergence

สัญญาณ RSI divergence เป็นจุดกลับตัวที่สำคัญ เพราะว่าทิศทางของโมเมนตัมไม่ได้ยืนยันราคา ซึ่งจะเกิด bullish divergence เมื่อหลักทรัพย์ที่กำหนดทำ lower low และ RSI แสดง higher low ซึ่ง RSI จะไม่ได้ยืนยันการ lower low และแสดงโมเมนตัมที่แข็งแกร่ง และ bearish divergence จะเกิดขึ้นเมื่อหลักทรัพย์เป็น higher high และ RSI เป็น lower high ซึ่ง RSI ไม่ได้ยืนยันว่าเป็น new high และแสดงโมเมนตัมที่อ่อนแรง ในกราฟ5 ด้านล่างแสดง bearish divergence ใน August-October และหุ้นเคลื่อนที่ไปที่ new highs ในเดือน September-October, แต่ RSI แสดง lower highs สำหรับ bearish divergence ซึ่งภายหลังมีการทะลุลงมาในกลางเดือน October เป็นการยืนยันโมเมนตัมที่อ่อนแรงลง

มีการเกิด bullish RSI divergence ในเดือน January-March ซึ่งการเกิด bullish divergence โดยที่ eBay เคลื่อนที่ไป new lows ในเดือน March และ RSI อยู่เหนือ low เดิม ซึ่ง RSI สะท้อนให้เห็นถึงโมเมนตัมขาลงที่น้อยลงระหว่างเดือน February-March และ breakout ช่วงกลางเดือน March เป็นการยืนยันการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม ซึ่งแนวโน้ม divergence จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเกิดรูปแบบหลังจากการอ่าน overbought หรือ oversold

ก่อนที่จะตื่นเต้นมากไปกับ divergence ที่เป็นสัญญาณการเทรดที่ยอดเยี่ยม, ยังต้องจำไว้ว่า divergences อาจจะมีการอ่านผิดพลาดในแนวโน้มที่แข็งแรง ซึ่งแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรงสามารถแสดง bearish RSI divergences ก่อนที่จะเกิดจุดบนสุดจริง ตรงกันข้าม, bullish RSI divergence สามารถปรากฎในแนวโน้มที่แข็งแกร่ง – และยังคงเป็นแนวโน้มขาลงต่อ ซึ่งกราฟ6 แสดง the S&P 500 ETF (SPY) กับ bearish RSI divergence สามครั้งที่เกิดขึ้น และแนวโน้มขาขึ้นไปต่อ ซึ่ง bearish RSI divergence เหล่านี้ อาจจะมีการเตือนการดึงกลับของราคาระยะสั้น, แต่มีความชัดเจนว่าไม่เกิดแนวโน้มกลับตัว

การใช้ RSI – ตัวอย่าง

ตัวอย่างเทคนิคการเทรดอื่นๆจาก RSI เมื่อมีการเกิด overbought หรือ oversold อีกครั้ง สัญญาณนี้เรียกว่า bullish “swing rejection” และมีสี่ส่วนดังนี้:

  • RSI ลงไปที่เขต oversold
  • RSI ข้ามกลับไปด้านบน 30%.
  • RSI แสดงการลงอีกครั้งโดยไม่ได้ข้ามกลับไปยังเขต oversold
  • RSI ทะลุ high สูงสุดในปัจจุบัน

ตามที่คุณเห็นในกราฟ, RSI indicator เป็น oversold, ทะลุขึ้นไปผ่าน 30% และไม่ก่อให้เกิด low ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสัญญาณเมื่อเด้งขึ้นสูงกว่าเดิม ซึ่งการใช้ RSI ในวิธีนี้คล้ายกับการวาดเส้น trendlines ในกราฟราคา

เหมือนกับ divergences, มีรูปแบบ bearish ของสัญญาณการแกว่งตัวที่เหมือนภาพในกระจกของรูปแบบ bullish ซึ่งการแกว่งตัวของ bearish ก็มีสี่ส่วนเช่นเดียวกัน:

  • RSI ขึ้นไปในเขต overbought
  • RSI ตัดกลับมาต่ำกว่า 70%
  • RSI เกิดรูปแบบ high ขึ้นอีกแต่ไม่ได้ตัดขึ้นไปที่เขต overbought
  • RSI ทะลุ low ต่ำสุดในปัจจุบัน

กราฟต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณ bearish swing rejection ซึ่งเหมือนเทคนิคการเทรดส่วนใหญ่, สัญญาณนี้จะน่าเชื่อถือมากที่สุดเมื่อสอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาว สัญญาณ bearish ในแนวโน้มเชิงลบมีโอกาศน้อยที่จะสร้างสัญญาณเตือนที่ผิด

กลยุทธ์ RSI

การเกิดการกลับตัวในเชิงบวกเมื่อ RSI ค่อยๆเกิด lower low และหลักทรัพย์เกิดรูปแบบ higher low ซึ่งการเกิด lower low นี้ไม่ได้อยู่ที่ระดับ oversold, แต่มักจะอยู่ระหว่าง 30และ50 ซึ่งกราฟ จะแสดง MMM ด้วยการกลับตัวเชิงบวกในเดือน June 2009 โดย MMM ทะลุแนวต้านในไม่กี่สัปดาห์ผ่านมา และ RSI เคลื่อนที่เหนือ 70 ถึงแม้โมเมนตัมจะอ่อนแรงลงเมื่อเกิด lower low ใน RSI, MMM ก็ยังคงอยู่เหนือ low เดิม และแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งพื้นฐาน สาระสำคัญ, การเคลื่อนไหวของราคาไม่เป็นไปตามโมเมนตัม

การกลับตัวเชิงลบเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับการกลับตัวเชิงบวก ซึ่งการที่ RSI เกิด higher high, แต่หลักทรัพย์เกิด lower high ทวนอีกครั้ง, การเกิด higher high มักจะเกิดต่ำกว่าระดับ overbought ในพื้นที่ 50-70 ซึ่งกราฟด้านล่างแสดงให้เห็นราคาที่เกิด lower high เหมือนกับ RSI ที่เกิด higher high ถึงแม้ว่า RSI จะค่อยๆเกิด new high และโมเมนตัมแข็งแรง, การเคลื่อนไหวของราคาล้มเหลวในการยืนยันการเกิด lower high การคาดการณ์การกลับตัวเชิงลบนี้เป็นการทะลุแนวรับใหญ่ในสิ้นเดือน June และการลดลงอย่างรวดเร็ว

การตั้งค่า Relative Strength Index (RSI) ใน MetaTrader 4/5

ในส่วนนี้จะแสดงให้คุณเห็นวิธีการตั้งค่า RSI ใน MT5.

เพิ่ม RSI และตั้งค่าเริ่มต้นของอินดิเคเตอร์นี้

  • คลิก Insert และเคลื่อนเม้าส์ของคุณเหนือ indicator และ Oscillators
  • คลิก Relative Strength Index
  • การคำนวณของ indicator: เช่น ตัวเลขของช่วงที่ใช้สำหรับ RSI (คุณไม่ต้องกังวลมากเกี่ยวกับสิ่งนี้ในการเริ่มต้น)
  • ลักษณะจริงของ indicator: เช่น มันมีลักษณะอย่างไร, สี และ ความหนาของเส้น, อื่นๆ

การเปลี่ยนแปลงการตั้งค่า

การเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าของ indicator ทำได้โดยตรงบนกราฟ:

  • คลิกขวาที่ RSI (คุณจะมีเส้นของ indicator เพื่อรับเมนูที่จะเห็นในด้านล่าง)
  • เลือก RSI(14) Properties – ตัว (14) คือการตั้งค่า (Periods) และสามารถตั้งแตกต่างได้, ขึ้นอยู่กับตัวเลือกของคุณเมื่อตั้งค่าเริ่มต้น

เมนูตั้งค่าเริ่มต้นจะปรากฎอีกครั้งที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลง indicator ได้

การลบ indicator

  • คลิกขวาที่ indicator ที่คุณต้องการจะลบออก (คุณจะมีเส้นของ indicator เพื่อรับเมนูที่จะเห็นในด้านล่าง)
  • คลิก Delete Indicator

RSI indicator จะหายไปจากกราฟของคุณ

RSI indicator คือ

บางตลาดจะเข้าสู่แนวโน้มที่แข็งแรงมากๆในบางครั้งก็ไม่มีความถูกต้อง ซึ่ง RSI สามารถคงอยู่ใน ระดับ overbought หรือ oversold ในช่วงเวลายาวนาน อย่ารีบร้อนขายในตลาดที่เป็น overbought ซึ่งนักเทรดจำนวนมากถูกเผาไปแล้วโดยความผิดพลาดนี้

นักเทรดที่มีประสบการณ์จะปรับพารามิเตอร์ของ RSI ให้ตรงกับสไตล์การเทรดของเขา นักเทรดระยะสั้นบางคน พวกเขาชอบให้ RSI เคลื่อนที่แบบรวดเร็ว ดังนั้นเขาจะปรับช่วงเป็นตัวเลขที่ต่ำลงเช่น 4 ซึ่งคุณสามารถดูความแตกต่างของระดับ overbought และ oversold ได้เช่นกัน

ทำความเข้าใจว่า RSI คืออะไร นั้นสำคัญ, แต่ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือ, MetaTrader 5 AM Broker ให้คุณใช้เครื่องมือ RSI และผู้สอนของเราสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้อง เริ่มเล่นในบัญชีทดลอง และสังเกตวิธีที่ RSI indicator สามารถทำเงินให้คุณได้อย่างจริงจัง อีกทางเลือกหนึ่ง, ใช้ EA Forex และสร้างกลยุทธ์การเทรดแบบอัตโนมัติโดยใช้ RSI สูตร เพียงไม่กี่คลิก, โดยไม่ต้องเขียนโค้ดใดๆ

เขียน ea forex ด้วยตัวคุณเอง เพียงไม่กี่คลิก – โปรแกรมช่วยเขียน EA Forex

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

รายได้ออนไลน์
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: