วิธีใช้ rsi indicator – การตั้งค่า rsi indicator ที่ดีที่สุด

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

วิธีใช้ RSI indicator – การตั้งค่า RSI indicator ที่ดีที่สุด

Momentum indicators นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในนักเทรด forex เพื่อวัดค่าการ overbought หรือ oversold ในตลาด พวกเขามักใช้เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการเทรด forex สำหรับนักเทรดที่ใช้การเทรดตามสุภาษิตแบบเดิมๆ,​“ซื้อต่ำ, ขายสูง” The Relative Strength Index หรือ RSI indicator เป็นหนึ่งในโมเมนตัม indicators ที่ได้รับความนิยมมาก และง่ายในการใช้

RSI คือ – RSI สูตร

RSI = 100 – 100 (1 + RS),
RS = Average Gain / Average Loss

เพื่ออธิบายการคำนวณให้ง่ายขึ้น, RSI ถูกแบ่งองค์ประกอบพื้นฐานออกเป็น: RS, Average Gain, และ Average Loss การคำนวณ RSI นี้อยู่บนพื้นฐานของช่วง 14-periods, ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นที่แนะนำในหนังสือของ Wilder การขาดทุนจะแสดงเป็นค่าบวกไม่ใช่ค่าลบ

เริ่มต้นด้วยการคำนวณ average gain และ average loss เป็น simple 14-period averages เป็นอันดับแรก:

  • First Average Gain = Sum of Gains over the past 14 periods / 14
  • First Average Loss = Sum of Losses over the past 14 periods / 14

อันดับสอง, และอันดับต่อไป, คำนวณค่าพื้นฐานค่าเฉลี่ยก่อนหน้า และgain loss ในปัจจุบัน:

  • Average Gain = [(previous Average Gain) x 13 + current Gain] / 14
  • Average Loss = [(previous Average Loss) x 13 + current Loss] / 14

ด้วยการนำค่าก่อนหน้ารวมกับค่าปัจจุบันเป็นเทคนิคที่เรียบง่ายในการใช้การคำนวณ exponential moving average ซึ่งยังหมายถึงค่า RSI ที่มีความแม่นยำขึ้นเมื่อขยายระยะเวลาในการคำนวณ

การตั้งค่า RSI

ค่าพื้นฐานในช่วงที่มองย้อนกลับไปสำหรับ RSI คือ 14ช่วง, แต่สามารถลดหรือเพิ่ม เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วขึ้น หรือช้าลง RSI 10-วัน จะเข้าถึงระดับ overbought หรือ oversold ได้เร็วมากกว่า RSI 20-วัน เมื่อมองกลับไปที่พารามิเตอร์ก็เช่นกัน จะขึ้นอยู่กับความผันผวนของเครื่องมือวัด ซึ่ง RSI 14-วัน สำหรับความผันผวนในคู่เงิน, ดัชนี หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ที่มากกว่า จะมีความใกล้เคียง overbought หรือ oversold มากกว่า RSI 14-วัน ที่มีการผันผวนน้อยกว่า

RSI จะมองเป็น overbought เมื่ออยู่บน 70 และ oversold เมื่ออยู่ล่าง 30 ระดับเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่สามารถปรับให้เหมาะสมมากขึ้นสำหรับหลักทรัพย์หรือความต้องการในการวิเคราะห์ การเพิ่มขึ้นของ overbought ไปที่ 80 หรือต่ำลงมาที่ 20 จะลดจำนวนการอ่านของ overbought หรือ oversold ซึ่งนักเทรดแบบระยะสั้นบางครั้งจะใช้ RSI 2-period ในการอ่านค่า overbought ที่เหนือ 80 และ oversold ที่ต่ำกว่า 20

อ่านต่อสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม หรือ เริ่มเทรด forex โดยใช้โค้ด WELCOME20 เพื่อลงทะเบียนรับโบนัสฟรี 20$ แบบไม่ต้องฝากเงิน และทดสอบว่า RSI คืออะไร ในเวลาจริง

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

Overbought-Oversold

RSI indicator จะพิจารณา overbought ที่อยู่บน 70 และ oversold ที่ต่ำกว่า 30 ซึ่งกราฟด้านล่างแสดง RSI 14-วัน กราฟนี้แสดงแท่งรายวันสีเทา ด้วยเส้น SMA 1-วัน สีชมพู ที่มีการไฮไลท์แท่งราคาปิดไว้ (เช่นเดียวกับ RSI ที่อยู่บนพื้นฐานของราคาปิด) การทำงานจากซ้ายไปขวา, หุ้นจะกลายมาเป็น oversold ในปลายเดือน July และพบแนวรับบริเวณ 44 (1) สังเกตได้ว่าด้านล่างเปลี่ยนหลังจากการอ่าน oversold ซึ่งหุ้นนี้ไม่ได้อยู่ด้านล่างทันทีที่ oversold ปรากฎขึ้น จากระดับ oversold, RSI เคลื่อนที่เหนือ 70 ในกลางเดือนกันยายน และกลายมาเป็น overbought แม้จะอ่านค่านี้เป็น overbought, หุ้นก็ไม่ได้ลดลง; แต่หยุดชะงักไปสองสัปดาห์ และจากนั้นก็ขึ้นต่อไปอีก เกิดการ overbought มากกว่าสามครั้ง ก่อนที่หุ้นจะขึ้นสูงสุดครั้งสุดท้ายในเดือน December (2) ซึ่งการแกว่งตัวของโมเมนตัมสามารถกลายมาเป็น overbought (oversold) และยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (ขาลง) ที่แข็งแรง การ overbought สามครั้งแรกที่อ่านได้เป็นการคาดการณ์โดยรวม ส่วนครั้งที่สี่คือสัญญาณที่สำคัญสุด จากนั้น RSI จะเคลื่อนออกจาก overbought ไป oversold ในเดือนมกราคม ในที่สุดหุ้นก็ลงถึงจุดต่ำสุดบริเวณ 46 ในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา (3); จุดต่ำสุดท้ายไม่ได้เกิดพร้อมกับค่า oversold ที่อ่านได้จริง

เหมือนกับการแกว่งตัวของโมเมนตัม, การอ่าน overbought และ oversold สำหรับ RSI ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อราคาเคลื่อนที่ออกด้านข้าง (sideway) ภายในช่วงที่กำหนด

RSI Divergence

สัญญาณ RSI divergence เป็นจุดกลับตัวที่สำคัญ เพราะว่าทิศทางของโมเมนตัมไม่ได้ยืนยันราคา ซึ่งจะเกิด bullish divergence เมื่อหลักทรัพย์ที่กำหนดทำ lower low และ RSI แสดง higher low ซึ่ง RSI จะไม่ได้ยืนยันการ lower low และแสดงโมเมนตัมที่แข็งแกร่ง และ bearish divergence จะเกิดขึ้นเมื่อหลักทรัพย์เป็น higher high และ RSI เป็น lower high ซึ่ง RSI ไม่ได้ยืนยันว่าเป็น new high และแสดงโมเมนตัมที่อ่อนแรง ในกราฟ5 ด้านล่างแสดง bearish divergence ใน August-October และหุ้นเคลื่อนที่ไปที่ new highs ในเดือน September-October, แต่ RSI แสดง lower highs สำหรับ bearish divergence ซึ่งภายหลังมีการทะลุลงมาในกลางเดือน October เป็นการยืนยันโมเมนตัมที่อ่อนแรงลง

มีการเกิด bullish RSI divergence ในเดือน January-March ซึ่งการเกิด bullish divergence โดยที่ eBay เคลื่อนที่ไป new lows ในเดือน March และ RSI อยู่เหนือ low เดิม ซึ่ง RSI สะท้อนให้เห็นถึงโมเมนตัมขาลงที่น้อยลงระหว่างเดือน February-March และ breakout ช่วงกลางเดือน March เป็นการยืนยันการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม ซึ่งแนวโน้ม divergence จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเกิดรูปแบบหลังจากการอ่าน overbought หรือ oversold

ก่อนที่จะตื่นเต้นมากไปกับ divergence ที่เป็นสัญญาณการเทรดที่ยอดเยี่ยม, ยังต้องจำไว้ว่า divergences อาจจะมีการอ่านผิดพลาดในแนวโน้มที่แข็งแรง ซึ่งแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรงสามารถแสดง bearish RSI divergences ก่อนที่จะเกิดจุดบนสุดจริง ตรงกันข้าม, bullish RSI divergence สามารถปรากฎในแนวโน้มที่แข็งแกร่ง – และยังคงเป็นแนวโน้มขาลงต่อ ซึ่งกราฟ6 แสดง the S&P 500 ETF (SPY) กับ bearish RSI divergence สามครั้งที่เกิดขึ้น และแนวโน้มขาขึ้นไปต่อ ซึ่ง bearish RSI divergence เหล่านี้ อาจจะมีการเตือนการดึงกลับของราคาระยะสั้น, แต่มีความชัดเจนว่าไม่เกิดแนวโน้มกลับตัว

การใช้ RSI – ตัวอย่าง

ตัวอย่างเทคนิคการเทรดอื่นๆจาก RSI เมื่อมีการเกิด overbought หรือ oversold อีกครั้ง สัญญาณนี้เรียกว่า bullish “swing rejection” และมีสี่ส่วนดังนี้:

  • RSI ลงไปที่เขต oversold
  • RSI ข้ามกลับไปด้านบน 30%.
  • RSI แสดงการลงอีกครั้งโดยไม่ได้ข้ามกลับไปยังเขต oversold
  • RSI ทะลุ high สูงสุดในปัจจุบัน

ตามที่คุณเห็นในกราฟ, RSI indicator เป็น oversold, ทะลุขึ้นไปผ่าน 30% และไม่ก่อให้เกิด low ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสัญญาณเมื่อเด้งขึ้นสูงกว่าเดิม ซึ่งการใช้ RSI ในวิธีนี้คล้ายกับการวาดเส้น trendlines ในกราฟราคา

เหมือนกับ divergences, มีรูปแบบ bearish ของสัญญาณการแกว่งตัวที่เหมือนภาพในกระจกของรูปแบบ bullish ซึ่งการแกว่งตัวของ bearish ก็มีสี่ส่วนเช่นเดียวกัน:

  • RSI ขึ้นไปในเขต overbought
  • RSI ตัดกลับมาต่ำกว่า 70%
  • RSI เกิดรูปแบบ high ขึ้นอีกแต่ไม่ได้ตัดขึ้นไปที่เขต overbought
  • RSI ทะลุ low ต่ำสุดในปัจจุบัน

กราฟต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณ bearish swing rejection ซึ่งเหมือนเทคนิคการเทรดส่วนใหญ่, สัญญาณนี้จะน่าเชื่อถือมากที่สุดเมื่อสอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาว สัญญาณ bearish ในแนวโน้มเชิงลบมีโอกาศน้อยที่จะสร้างสัญญาณเตือนที่ผิด

กลยุทธ์ RSI

การเกิดการกลับตัวในเชิงบวกเมื่อ RSI ค่อยๆเกิด lower low และหลักทรัพย์เกิดรูปแบบ higher low ซึ่งการเกิด lower low นี้ไม่ได้อยู่ที่ระดับ oversold, แต่มักจะอยู่ระหว่าง 30และ50 ซึ่งกราฟ จะแสดง MMM ด้วยการกลับตัวเชิงบวกในเดือน June 2009 โดย MMM ทะลุแนวต้านในไม่กี่สัปดาห์ผ่านมา และ RSI เคลื่อนที่เหนือ 70 ถึงแม้โมเมนตัมจะอ่อนแรงลงเมื่อเกิด lower low ใน RSI, MMM ก็ยังคงอยู่เหนือ low เดิม และแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งพื้นฐาน สาระสำคัญ, การเคลื่อนไหวของราคาไม่เป็นไปตามโมเมนตัม

การกลับตัวเชิงลบเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับการกลับตัวเชิงบวก ซึ่งการที่ RSI เกิด higher high, แต่หลักทรัพย์เกิด lower high ทวนอีกครั้ง, การเกิด higher high มักจะเกิดต่ำกว่าระดับ overbought ในพื้นที่ 50-70 ซึ่งกราฟด้านล่างแสดงให้เห็นราคาที่เกิด lower high เหมือนกับ RSI ที่เกิด higher high ถึงแม้ว่า RSI จะค่อยๆเกิด new high และโมเมนตัมแข็งแรง, การเคลื่อนไหวของราคาล้มเหลวในการยืนยันการเกิด lower high การคาดการณ์การกลับตัวเชิงลบนี้เป็นการทะลุแนวรับใหญ่ในสิ้นเดือน June และการลดลงอย่างรวดเร็ว

การตั้งค่า Relative Strength Index (RSI) ใน MetaTrader 4/5

ในส่วนนี้จะแสดงให้คุณเห็นวิธีการตั้งค่า RSI ใน MT5.

เพิ่ม RSI และตั้งค่าเริ่มต้นของอินดิเคเตอร์นี้

  • คลิก Insert และเคลื่อนเม้าส์ของคุณเหนือ indicator และ Oscillators
  • คลิก Relative Strength Index
  • การคำนวณของ indicator: เช่น ตัวเลขของช่วงที่ใช้สำหรับ RSI (คุณไม่ต้องกังวลมากเกี่ยวกับสิ่งนี้ในการเริ่มต้น)
  • ลักษณะจริงของ indicator: เช่น มันมีลักษณะอย่างไร, สี และ ความหนาของเส้น, อื่นๆ

การเปลี่ยนแปลงการตั้งค่า

การเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าของ indicator ทำได้โดยตรงบนกราฟ:

  • คลิกขวาที่ RSI (คุณจะมีเส้นของ indicator เพื่อรับเมนูที่จะเห็นในด้านล่าง)
  • เลือก RSI(14) Properties – ตัว (14) คือการตั้งค่า (Periods) และสามารถตั้งแตกต่างได้, ขึ้นอยู่กับตัวเลือกของคุณเมื่อตั้งค่าเริ่มต้น

เมนูตั้งค่าเริ่มต้นจะปรากฎอีกครั้งที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลง indicator ได้

การลบ indicator

  • คลิกขวาที่ indicator ที่คุณต้องการจะลบออก (คุณจะมีเส้นของ indicator เพื่อรับเมนูที่จะเห็นในด้านล่าง)
  • คลิก Delete Indicator

RSI indicator จะหายไปจากกราฟของคุณ

RSI indicator คือ

บางตลาดจะเข้าสู่แนวโน้มที่แข็งแรงมากๆในบางครั้งก็ไม่มีความถูกต้อง ซึ่ง RSI สามารถคงอยู่ใน ระดับ overbought หรือ oversold ในช่วงเวลายาวนาน อย่ารีบร้อนขายในตลาดที่เป็น overbought ซึ่งนักเทรดจำนวนมากถูกเผาไปแล้วโดยความผิดพลาดนี้

นักเทรดที่มีประสบการณ์จะปรับพารามิเตอร์ของ RSI ให้ตรงกับสไตล์การเทรดของเขา นักเทรดระยะสั้นบางคน พวกเขาชอบให้ RSI เคลื่อนที่แบบรวดเร็ว ดังนั้นเขาจะปรับช่วงเป็นตัวเลขที่ต่ำลงเช่น 4 ซึ่งคุณสามารถดูความแตกต่างของระดับ overbought และ oversold ได้เช่นกัน

ทำความเข้าใจว่า RSI คืออะไร นั้นสำคัญ, แต่ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือ, MetaTrader 5 AM Broker ให้คุณใช้เครื่องมือ RSI และผู้สอนของเราสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้อง เริ่มเล่นในบัญชีทดลอง และสังเกตวิธีที่ RSI indicator สามารถทำเงินให้คุณได้อย่างจริงจัง อีกทางเลือกหนึ่ง, ใช้ EA Forex และสร้างกลยุทธ์การเทรดแบบอัตโนมัติโดยใช้ RSI สูตร เพียงไม่กี่คลิก, โดยไม่ต้องเขียนโค้ดใดๆ

เขียน ea forex ด้วยตัวคุณเอง เพียงไม่กี่คลิก – โปรแกรมช่วยเขียน EA Forex

การใช้ Indicator ต่าง ๆ : Relative Strength Index (RSI)

การใช้ Indicator ต่าง ๆ : Relative Strength Index (RSI)

บทความนี้เป็นบทความเกี่ยวกับการใช้ Indicator ในหมวดของ Oscillator ซึ่งแนะนำการใช้งาน Indicator เบื้องต้น โดย Indicator เหล่านั้นเป็น Indicator ที่ติดตั้งอยู่ใน MT4 อยู่แล้ว บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างเขี้ยวเล็บให้กับนักลงทุน และเทรดเดอร์ในตลาด Forex ที่ยังไม่มีพื้นฐานการใช้งาน Indicator ต่าง ๆ เหล่านี้ โดยบทความนี้เป็นบทความที่ 13 ในชุดการใช้ Indicator ต่าง ๆ ซึ่งบทความนี้นำเสนอการใช้งาน Relative Strength Index หรือ ดัชนีวัดความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ ของราคา หรือ เป็นที่รู้จักดีในชื่อ RSI

Relative Strength Index (RSI)

Indicator Relative Strength หรือ RSI เป็น Indicator ประเภท Oscillator หรือเครื่องมือวัดการแกว่งตัวของราคาตัวหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และเป็นที่นิยมมาอย่างยาวนาน ทั้งเทรดเดอร์ในต่างประเทศและในประเทศ บทความนี้ เราจะนำเสนอเกี่ยวกับ ลักษณะของ RSI การคำนวณ ที่มากและการใช้งานของ RSI ในภาวะตลาดแบบต่าง ๆ

RSI จะใช้ในการประเมิน Overbought Oversold ที่สะท้อนผ่านเงื่อนไขของราคาในสิทรัพย์ที่ใช้มันเป็นตัววัด RSI จะแสดงเป็นเส้น 1 เส้น เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระดับราคา โดยที่สูงสุดคือ 100 และต่ำสุดคือ 0 ซึ่งจะถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ Indicator ตัวนี้ถูกพัฒนาโดย J. Welles Wilder Jr. และได้กล่าวไว้ในหนังสือ New Concepts in Technical Trading Systems สูตรการคำนวณ RSI สามารถแจงแจงได้ดังต่อไปนี้

RSI (Step One) = 100 – [100/1+ (average gain/average loss)]

โดยที่ Average gain หรือว่า loss นั้นถูกใช้ในการคำนวณ average Percent gain หรือ Loss จากช่วงเวลาที่ผ่านมา และ จากสูตรดังกล่าวจึงทำให้มันเป็น เปอร์เซ็นต์ของการเคลื่อนไหว

รูปที่ 1 แสดง Indicator RSI ในโปรแกรม MT4

การใช้งานของ RSI

การใช้งาน Indicator RSI นั้นสามารถใช้ได้อย่างเดียว คือใช้วัดความผันผวนของราคา ไม่สามารถใช้วัดเทรนด์ได้ อย่างไรก็ตามการใช้วัดเทรนด์ก็ยังจะพอมีหนทางอยู่บ้าง ในรายละเอียดของการใช้งานจะได้กล่าวถึงเรื่องนี้ โดยการใช้งานจะมีเนื้อหาของ การตั้งค่า RSI ที่เหมาะสม การใช้หาจะจุดเทรด และการวัดเทรนด์ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

การตั้งค่า RSI ที่เหมาะสม

ค่า RSI ที่ตั้งมาใช้ในการคำนวณ เป็นค่า 14 วัน ดังรูป จะสังเกตุได้ว่า การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว รุนแรง จะทำให้การปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่การเคลื่อนไหวที่เป็นกรอบ Side Way หรือว่าเทรนด์อ่อน ๆ ทยอยขึ้นหรือทยอยลงนั้น RSI จะจับสัญญาณไม่ได้ นั่นคือ คุณสมบัติของ RSI ที่ดี

แต่อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติข้างต้นอาจจะไม่ทำให้นักลงทุนหลาย ๆ ท่านถูกใจนัก เนื่องจากให้สัญญาณเทรดที่น้อย ทำให้น้อยครั้งที่จะสามารถเทรดได้ แต่ความน่าจะเป็นที่จะเกิดการกลับตัวจากสัญญาณที่ให้ก็มีสูง ดังนั้น การตั้งค่าที่เหมาะสมสำหรับการใช้ค่า RSI จึงมี 2 แบบดังต่อไปนี้

การตั้งค่าเพื่อใช้เป็นสัญญาณเข้าเทรด จะใช้สำหรับบอกจังหวะเวลาย่อยในเวลาใหญ่ ๆ ในช่วงนั้น ฉะนั้น ค่า RSI ที่ตั้งตอนนี้ควรจะต้องเป็นค่าที่อ่อนไหวสูง แต่ว่าใช้ได้เมื่อเทรนด์ที่เกิดขึ้นมีความแน่ชัดแล้วเท่านั้น ค่าที่เหมาะสมของการตั้งค่า RSI ที่ใช้บอกจังหวะเข้าเทรดจึงควรจะมีค่า 3 หรือ 4 เท่านั้น ทำให้มันมีความไวต่อการตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของราคา

เฉกเช่นเดียวกันกับรูปที่ 1 ที่แสดงการเคลื่อนไหวของ RSI ที่บอกว่า จังหวะการส่งออเดอร์ที่จะเกิดจุดกลับตัวนั้นนาน ๆ ครั้งทำให้จังหวะการเทรดนั้นเกิดขึ้นเมื่อ มันเกิด Overbought ให้ส่ง Sell และ Oversold ให้ส่ง Buy โดยใช้จังหวะที่ตั้งค่าเร็ว เช่น 4 บอกจังหวะว่าเวลาไหนควรซื้อหรือขายอีกทีหนึ่ง ซึ่งทำให้เราไม่ต้องไปนั่งเฝ้าเทรดตลอดเวลา

การหาจุดเทรด

การหาจุดเทรด นั้นค่อนข้างง่ายสำหรับ Indicator RSI เพราะว่าการใช้งาน คือ การวัดระดับ Overbought และ Oversold นั่นคือ ถ้าหากว่าสัญญาณเกิ Oversold ให้ใช้สำหรับการส่งคำสั่ง Buy และสัญญาณ Overbought นั่นคือ การส่งคำสั่ง Sell โดยใช้ตัวกำหนดจังหวะคือ RSI ที่ให้สัญญาณช้า ขณะที่กำหนดการเข้าเทรด คือ RSI ที่ให้สัญญาณเร็วอย่างที่กล่าวไว้ในตอนแรก

รูปที่ 2 แสดงสัญญาณ Oversold

การวัดเทรนด์

สำหรับการวัดเทรนด์ อย่างที่ได้กล่าวไปตอนแรก ว่า RSI indicator นั้นไม่สามารถบอกเทรนด์ได้เนื่องจาก Indicator RSI ตอบสนองต่อราคาค่อนข้างไว ไม่มีตัวเปรียบเทียบภาวะตลาดกระทิงตลาดหมีอย่างชัดเจน แต่ก็สามารถทำได้ โดยการใช้ Time Frame ที่ใหญ่กว่า เช่น การใช้ Time Frame Daily เป็นตัวกำหนดจังหวะของเทรนด์ และใช้การดูจังหวะใน Time Frame ขนาดเล็กแทน นั่นคือ 1 ชั่วโมง

จังหวะที่เหมาะสมควรจะต้องห่างกัน 1 Time Frame ตัวอย่างเช่น ถ้าหากเลือก Time Frame ในการวัดเทรนด์ต้องเลือก Daily ก็ต้องเลือก 1H เป็นการหาจังหวะเทรด ดังตัวอย่างการเลือกเว้น Time Frame ดังต่อไปนี้

1M 5M 10M 30M 1H 4H 1D 1W M

Keywords: การใช้ RSI RSI กับ Trend RSI กับจังหวะเทรด

Relative Strength Index (RSI) ประโยชน์และการนำไปใช้งาน

RSI คืออะไร? Relative Strength Index (RSI) เป็น indicators ประเภท momentum oscillator ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยเซียนหุ้นสาย Technica ที่มีนามว่า Mr. Welles Wilder เป็น indicators ที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวของราคาที่เกิดขึ้น

ประโยชน์และการนำไปใช้งาน

  • บ่งบอกถึงภาวะที่มีการซื้อหรือขายมากเกินไป (Overbought, Oversold)
  • สัญญาณเตือนการกลับตัวของราคา (Divergence)
  • สัญญาณเตือนการกลับทิศทางจากการเหวี่ยงที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หรือการสวิงที่ผิดพลาด (Failure Swing)
  • ทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้าน ของแนวโน้ม (Trend identification (Trend ID))
  • ให้สัญญาณการกลับทิศทางของราคาที่กำลังเกิดขึ้นว่า จะยังคงอยู่ต่อไป (Positive & Negative Reversal)

1. บ่งบอกถึงภาวะที่มีการซื้อหรือขายมากเกินไป (Overbought หรือ Oversold)

1.1 บ่งบอกถึงภาวะที่มีการซื้อมากเกินไป (Overbought) ซึ่งดูได้จาก เมื่อเส้น RSI วิ่งล่ำเส้น Overbought (70) ขึ้นไป จากกรณีเมื่อมีแรงซื้อเกิดขึ้นเยอะๆเช่นนี้ อาจส่งผลให้ราคามีโอกาสปรับตัวลง ตามตัวอย่าง

หมายเหตุ Overbought เป็นเพียงสัญญาณบอกความร้อนแรงของราคา ไม่ใช่สัญญาณขาย ในการพิจารณาทุกครั้งก่อนที่จะซื้อหรือขายควร ใช้สัญญาณจาก indicators อื่นร่วมด้วย เช่น เพิ่มเส้น MA หรือ Boolinger Bands เข้ามาเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

1.2 บ่งบอกถึงภาวะที่มีการขายมากเกินไป (Oversold) ซึ่งดูได้จาก เมื่อเส้น RSI วิ่งลงต่ำเลยเส้น Oversold (30) ลงมา จากกรณีเมื่อมีแรงขายมากๆเช่นนี้ อาจส่งผลให้ราคามีโอกาสปรับตัวขึ้น ตามตัวอย่าง

หมายเหตุ Oversold เป็นเพียงสัญญาณบอกความร้อนแรงของราคา ไม่ใช่สัญญาณซื้อ ในการพิจารณาทุกครั้งก่อนที่จะซื้อหรือขายควร ใช้สัญญาณจาก indicators อื่นร่วมด้วย เช่น เพิ่มเส้น MA หรือ Boolinger Bands เข้ามาเพื่อช่วยยืนยันการตัดสินใจ

2. สัญญาณเตือนการกลับตัวของราคา (Divergence)

Divergence คือรูปแบบลักษณะที่เกิดจาก momentum ของราคากับ indicator มีความขัดแย้งกัน ในส่วนของ Divergence ที่เกิดจาก indicators RSI นี้ แยกออกเป็น 2 ส่วนคือ

  • Bullish Divergence สัญญาณการกลับตัวจากขาลง-เป็นขาขึ้น ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่าง ราคา กับ indicators
  • Bearish Divergence สัญญาณการกลับตัวจากขาขึ้น-เป็นขาลง ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่าง ราคา กับ indicators

2.1 Bullish Divergence เป็นรูปแบบของความไม่สอดคล้องกัน(ความขัดแย้ง) ระหว่างราคาหุ้นหรือค่าเงิน กับ indicator ที่เดินไปคนละทาง หรือสวนทางกัน ลักษณะคือ ราคาของหุ้นหรือค่าเงินที่เกิดขึ้นในกราฟต่ำลงๆ ไปเรื่อยๆ (Lower Low) ในขณะที่ indicators RSI กับตรงกันข้ามคือ เดินหรือวิ่ง สูงขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ (Higher Low) รูปแบบลักษณะเช่นนี้ แสดงถึงแนวโน้ม ที่เป็นสัญญาณการกลับตัวจากขาลง-เป็นขาขึ้น ตามตัวอย่าง

2.2 Bearish Divergence เป็นรูปแบบของความไม่สอดคล้องกัน(ความขัดแย้ง) ระหว่างราคาหุ้นหรือค่าเงิน กับ indicator ที่เดินไปคนละทาง หรือสวนทางกัน ลักษณะคือ ราคาของหุ้นหรือค่าเงินที่เกิดขึ้นในกราฟสูงขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ (Higher High ) ในขณะที่ indicators RSI กับตรงกันข้ามคือ เดินหรือวิ่ง ต่ำลงๆ ไปเรื่อยๆ (Lower High) รูปแบบลักษณะเช่นนี้ แสดงถึงแนวโน้ม ที่เป็นสัญญาณการกลับตัวจากขาขึ้น-เป็นขาลง ตามตัวอย่าง

3. สัญญาณเตือนการกลับทิศทางจากการเหวี่ยงที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หรือการสวิงที่ผิดพลาด (Failure Swing)

Failure Swing เป็นรูปแบบที่มีลักษณะคล้ายๆ กับการเกิด Divergence แบ่งออกเป็น 2 ส่วนเช่นกันคือ

  • Bullish Failure Swing สัญญาณเตือนอาจมีการกลับตัวเปลี่่ยนจากขาลงเป็นขาขึ้น
  • Bearish Failure Swing สัญญาณเตือนอาจมีการกลับตัวเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง

3.1 Bullish Failure Swing เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจมีการกลับตัวเปลี่่ยนจากขาลงเป็นขาขึ้น ซึ่งมีรูปแบบที่ประกอบด้วย

  • เส้น RSI ลงต่ำกว่า เส้น Oversold (30)
  • ต่อมาเส้น RSI เด้งขึ้นเหนือ Oversold (30) แล้วเกิดการกลับตัวลง (Pullback)
  • การกลับตัวลงมาของเส้น RSI นั้น จะอยู่เหนือเส้น Oversold (30)
  • ต่อมาเส้น RSI เกิดการดึงกลับขึ้นจนทะลุแนวต้าน (กราฟราคาก็ทะลุเช่นกัน)

3.2 Bearish Failure Swing เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจมีการกลับตัวเปลี่่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง ซึ่งมีรูปแบบที่ประกอบด้วย

  • เส้น RSI ขึ้นสูงกว่า เส้น Overbought (70)
  • ต่อมาเส้น RSI เด้งลงต่ำกว่า เส้น Overbought (70) แล้วเกิดการกลับตัวขึ้น (Pullback)
  • การกลับตัวขึ้นมาของเส้น RSI นั้น จะอยู่ต่ำกว่าเส้น Overbought (70)
  • ต่อมาเส้น RSI เกิดการเด้งกลับลงมาจนทะลุแนวรับ (กราฟราคาก็ลงทะลุแนวรับเช่นกัน)

4. ทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้าน ของแนวโน้ม (Trend identification (Trend ID))

การทำหน้าเป็นแนวรับหรือแนวต้านนั้น แยกออกเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงที่อยู่ในตลาดขาขึ้นกับช่วงที่อยู่ในตลาดขาลง (Bullish & Bearish Market)

4.1 Bullish Market ในตลาดขาขึ้นเส้น RSI จะเคลื่อนที่ขึ้นลงอยู่ระหว่าง 40-90 โดยใน Zone 40-50 เส้น RSI จะทำหน้าที่เป็นแนวรับในแนวโน้มขาขึ้น ตามตัวอย่าง

4.2 Bearish Market ในตลาดขาลงเส้น RSI จะเคลื่อนที่ขึ้นลงอยู่ระหว่าง 10-60 โดยใน Zone 50-60 เส้น RSI จะทำหน้าที่เป็นแนวต้านในแนวโน้มขาลง ตามตัวอย่าง

5. ให้สัญญาณการกลับทิศทางของราคาที่กำลังเกิดขึ้นว่า จะยังคงอยู่ต่อไป (Positive & Negative Reversal)

โดยรูปแบบของ Positive & Negative Reversal นั้น จะเกิดขึ้นหลังจากผ่านจุดสูงสุดและต่ำสุดไปแล้ว
5.1 Positive Reversal เป็นสัญญาณที่แสดงว่า การกลับทิศทางบวกที่เป็นอยู่นั้น จะยังดำเนินต่อไป ความหมายก็คือ ราคามีโอกาสที่จะขึ้นต่อไปอีกนั่นเอง ซึ่งมีรูปแบบลักษณะคือ

  • ราคาในกราฟเป็น Higher Low (ราคาต่ำ ที่สูงขึ้นๆ เรื่อยๆ)
  • แต่ RSI กลับเป็น Lower Low ใน Zone 30-50 (ราคาต่ำ ที่ต่ำลงๆ เรื่อยๆ)

5.2 Negative Reversal เป็นสัญญาณที่แสดงว่า การกลับทิศทางลบ ที่เป็นอยู่นั้น จะยังดำเนินต่อไป ความหมายก็คือ ราคามีโอกาสที่จะลงต่อไปๆ อีกนั่นเอง ซึ่งมีรูปแบบลักษณะคือ

  • ราคาในกราฟเป็น Lower High (ราคาสูง ที่ ต่ำลงๆ เรื่อยๆ)
  • แต่ RSI กลับเป็น Higher High ใน Zone 50-70 (ราคาสูง ที่ สูงขึ้นๆ เรื่อยๆ)
การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

รายได้ออนไลน์
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: