หมายถึงกลยุทธ์ Stochastic เทรด

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

รวมคำศัพท์ในวงการตลาด Forex

สำหรับคำศัพท์ที่ใช้ในตลาดฟอเร็กซ์ ค่อนข้างจะมีเยอะมากทีเดียว ซึ่งคำศัพท์ที่ใช้ หรือเห็นกันบ่อยๆมีตัวไหนบ้าง ไปดูกันได้เลยครับ

– AC AC ย่อมาจาก Accelerator/Decelerator Oscillator และเป็นตัวบ่งชี้การวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้ในการระบุโอกาสการซื้อหรือขาย ตัวบ่งชี้ประกอบด้วยเป็นเส้นศูนย์และแท่งเขียว/แดงที่แสดงบนกราฟ: แท่งเขียวเหนือเส้นศูนย์จะเป็นสัญญาณซื้อในขณะที่สัญญาณขายจะแสดงโดยแท่งสีแดงจะอยู่ด้านล่างเส้นศูนย์

-Account currency สกุลเงินในบัญชีทั้งหมดซึ่งมีการดำเนินการฝาก/ถอน

– Accumulation/Distribution Indicator ตัวบ่งชี้ A/D (Accumulation/Distribution) แสดงความแตกต่างระหว่างการเคลื่อนไหวของราคาขาขึ้นทั้งหมดถึงจุดปิด (สะสม), และการเคลื่อนไหวขาลงของราคาทั้งหมด (กระจาย) โดยเวลาปิดระหว่างช่วงเวลาที่แน่นอน ตัวบ่งชี้นี้ช่วยให้เทรดเดอร์ประเมินว่าตลาดถูกควบคุมโดยผู้ซื้อ (สะสม) หรือขาย (กระจาย)

– Affiliate Website เว็บไซต์ที่เชื่อมต่อกับที่อื่เพื่อให้ค่าคอมมิชชั่นสำหรับลูกค้า นอกจากเว็บมาสเตอร์, บุคคลเช่นบล็อกเกอร์สามารถเป็นพันธมิตรเว็บไซต์

– Algorithmic Trading คำที่หมายถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับเวลา, ราคา และปริมาณของตลาดในทางคอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ชั้นสูงและใช้กันอย่างแพร่หลายโดยกองทุนป้องกันความเสี่ยงและธนาคารเพื่อลดผลกระทบความเสี่ยงและตลาด การเทรดขนาดใหญ่จะแบ่งเป็นการเทรดเล็ก ๆ และการเทรดจะดำเนินการโดยปราศจากการแทรกแซงของมนุษย์โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์รับข้อมูล

– Alligator ตัวบ่งชี้ Alligator เป็นกลยุทธ์การซื้อขายที่ทำกำไรและมันคือการรวมกันของเส้นสมดุล (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) ที่ใช้รูปทรงเรขาคณิตเป็นเศษส่วนและการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่เชิงเส้นเพื่อส่งสัญญาณเริ่มต้นของแนวโน้มใหม่ เมื่อเทรนด์ใหม่กำลังจะเริ่มต้นที่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะเริ่มต้นที่จะเกิดสัญญาณการกลับตัวไปในทิศทางที่แตกต่างกัน สัญญาณหลักแสดงให้เห็นจระเข้มีความแข็งแรงของแนวโน้มมีการเตรียมการสำหรับการเข้าสู่ตลาดการเข้าที่เกิดขึ้นจริงและ Stop Loss

– Alpha Capture อัลฟ่าหมายถึงส่วนหนึ่งของความเสี่ยงของหุ้นและผลตอบแทนซึ่งเป็นส่วนที่เป็นหุ้นรายบุคคลเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม การจับอัลฟาคือการเทรดสเปรดระหว่างหุ้นในอนาคตและดัชนีหุ้นในอนาคต
Annual Interest Rate อัตราดอกเบี้ยเป็นเปอร์เซ็นต์ของจำนวนเงินที่จ่ายสำหรับการใช้เงินที่ยืม อัตราดอกเบี้ยมักจะแสดงในแง่ของอัตราร้อยละต่อปี

– APEC รูปแบบสั้นสำหรับกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกรวมถึง 21 ประเทศที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการค้าเสรีและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

– Arbitrage การกระทำของการได้กำไรจากการปรับฐานของราคาหรืออัตราผลตอบแทนที่แตกต่างในหลักทรัพย์ที่คล้ายกันและในตลาดที่แตกต่างกันโดยการใช้ตำแหน่งในตลาดและตำแหน่งชดเชยอื่น ตำแหน่งสามารถปิดการทำกำไรออกมาเป็นราคาหรืออัตราผลตอบแทนที่กลับเข้ามาในเส้น (เช่นหุ้นและสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสามารถเป็นราคาที่แตกต่างกันและที่ถูกกว่าสามารถซื้อและขายให้กับตลาดโดยมีราคาสูงขึ้น)

– Ask Price ราคา Ask คือราคาในตลาดสำหรับเทรดดอร์ที่จะซื้อสกุลเงินดังที่แสดงไว้อยู่ทางด้านขวามือของราคา (เช่น EUR/USD 1.1965/68 แสดงให้เห็นว่า 1 ยูโรสามารถซื้อ 1.1968 USD) มันจะเรียกว่าราคาเสนอซื้อ

– Asset Management บางครั้งยังใช้เป็นคำพ้องสำหรับการจัดการกองทุนมันเป็นฟังก์ชั่นการควบคุมสินทรัพย์และหนี้สิน (การอ้างสิทธิ์ทางการเงินทั้งหมด หนี้หรือความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับหรือเกิดขึ้นโดยองค์กรหรือบุคคล) เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด

– Associated Person คำสั่งซื้อข้อเรียกร้อง AP กองทุนของลูกค้าและลูกค้าหรือคนที่กำกับดูแลบุคคลที่อยู่ในความดูแลของการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวและทำหน้าที่ในนามของโบรกเกอร์แนะนำให้คำปรึกษาในการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า ค่าคอมมิชชั่นของร้านค้าหรือผู้ประกอบการ

– Aussie ภาษาตลาดสำหรับเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD)

– Authorized Dealer สถาบันการเงินที่มีการควบคุมหรือดีลเลอร์ที่ได้รับอนุญาตให้จัดการในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

– Automated Trading หรือที่เรียกว่าอัลกอริทึมการซื้อขายถูกใช้เพื่อแบ่งการซื้อขายขนาดใหญ่เป็นการซื้อขายขนาดเล็กเพื่อจัดการผลกระทบต่อตลาดและความเสี่ยง การซื้อขายอัตโนมัติหมายถึงการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ขณะเข้าสู่คำสั่งซื้อขาย จะใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (อัลกอริทึม) สำหรับการตัดสินใจและดำเนินการทำธุรกรรมในตลาดการเงิน มันเป็นอัลกอริทึมคอมพิวเตอร์ที่ตัดสินใจในแง่มุมของการสั่งซื้อ เช่น เวลา, ราคาหรือปริมาณส่วนใหญ่โดยไม่มีการแทรกแซงของมนุษย์

– Average Directional Index (ADX) แสดงให้เห็นพลังแนวโน้มในชุดของราคาของตราสารทางการเงินแสดงให้เห็นแนวโน้มขึ้นหรือลงของพวกเขา มันจะช่วยในการวิเคราะห์แนวโน้มของตลาดและการตัดสินใจซื้อขาย ADX เป็นตัวบ่งชี้ที่ล้าสมัยที่แสดงให้เห็นความแข็งแรงแนวโน้มเท่านั้น แต่ไม่มีทิศทางแนวโน้มและช่วงระหว่าง 0 และ 100 (กับการอ่านสูงกว่า 50 แสดงให้เห็นแนวโน้มที่แข็งแกร่งมาก)

– Average Hourly Earnings ตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจที่ประเมินระดับอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นโดยทุกภาคส่วนทางเศรษฐกิจ (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเกษตร) เมื่อค่าจ้างมีการจ่ายเงินให้กับพนักงาน เนื่องจากการเพิ่มค่าจ้างให้กับพนักงานหมายถึงและการเพิ่มขึ้นของการบริโภคของภาคเอกชนในตัว, รายได้เฉลี่ยรายชั่วโมงเป็นตัวชี้วัดชั้นนำของค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค

– Average True Range ATR เป็นตัวบ่งชี้ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับความผันผวนของราคาโดยไม่ต้อแสดงให้เห็นแนวโน้มราคาจริง การคำนวณจะขึ้นอยู่กับช่วงสูงต่ำของการซื้อขายของวันและการขยาย ATR ช่วงนี้กับราคาปิดของเมื่อวานนี้ถ้ามันอยู่นอกช่วงของวันนี้

– Awesome Oscillator AO เป็น 34 แถบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่กราฟแสดงโมเมนตัมของตลาดของจำนวนระยะเวลาล่าสุดเมื่อเทียบกับโมเมนตัมเป็นจำนวนมากของรอบระยะเวลาก่อนหน้านี้ มันแสดงให้เห็นสถานการณ์ของตลาดในปัจจุบันเมื่อเทียบกับโมเมนตัมของระยะเวลาที่ยาวนานและช่วยให้เทรดเดอร์มีการตัดสินใจซื้อหรือขาย

– Backwardation สถานะ backwardation เกิดขึ้นเมื่อราคาปัจจุบันของสินค้าโภคภัณฑ์มีค่าสูงกว่าราคาที่คาดการณ์ล่วงหน้า (ราคาที่ตกลงกันโดยขายและผู้ซื้อสินทรัพย์) ปัจจัยที่จะนำไปสู่ backwardation เช่นภัยพิบัติทางธรรมชาติส่งผลอย่างร้ายแรงต่อทั้งราคาในปัจจุบันและที่คาดการณ์ไว้

– Bank Rate อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลาง (เช่นธนาคารที่มีการกำกับดูแลที่สำคัญของระบบการเงินของประเทศ) ให้กู้ยืมเงินแก่ระบบธนาคารในประเทศ

– Bar Chart/Graph หรือที่เรียกว่า OHLC (เปิดสูง-ต่ำ-ปิด) กราฟแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของราคาสำหรับตราสารทางการเงินเมื่อเวลาผ่านไป แต่ละเส้นแนวตั้งบนกราฟหมายถึงราคาสูงสุดและต่ำสุดในช่วงหน่วยเวลาหนึ่งซึ่งสามารถมีระยะหนึ่งนาทีหรือนานหลายสัปดาห์ เส้นแนวตั้ง (เครื่องหมายที่เรียกว่าแฮตหรือติ๊ก) บ่งชี้ว่าราคาเปิดทางด้านซ้ายและราคาปิดอยู่ด้านขวาในช่วงเวลาเดียวกันของเวลา

– Base Currency ในการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน สกุลเงินจะถูกยกมาในแง่ของคู่สกุลเงิน สกุลเงินแรกในคู่เป็นสกุลเงินหลักซึ่งเป็นสกุลเงินที่เทียบกับที่อัตราแลกเปลี่ยนจะถูกยกมาโดยทั่วไปในประเทศที่ระบุ ยกตัวอย่างเช่น USD/JPY เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินหลัก EUR/USD เงินยูโรเป็นสกุลเงินหลัก

ฉันอยากเทรดforex

Support By www.siammetatrader.com

Social Icons

SUPPORT

EXCHANGE RATE

27 มิถุนายน 2558

STOCHASTICS

STOCHASTICS คือ ดัชนีวัดการแกว่งตัวของราคาที่ศึกษาความสัมพันธ์ การเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเวลาหนึ่งๆ กับราคาปิด โดยมาจากข้อสังเกตที่ว่า ถ้าการสูงขึ้นของราคานั้นมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อไป ราคาปิดของหุ้นนั้นจะอยู่ใกล้กับราคาสูงสุด แต่ถ้าราคาของมีแนวโน้มลดต่ำลง ราคาปิดจะอยู่ในระดับเดียวกับราคาต่ำสุดของวัน
ความสัมพันธ์ระหว่าง ราคาสูงสุด-ต่ำสุดกับราคาปิด ได้ถูกนำมาพัฒนาเป็นสูตรสมการในการดูแนวโน้มขึ้น หรือลงของราคาหุ้นในช่วงสั้น ๆ โดยนำมาใช้ดูว่า ราคาปิดอยู่ที่ระดับกี่เปอร์เซ็นต์ของช่วงราคาที่ซื้อขายในช่วงระยะเวลา หนึ่ง

เส้น %K เป็นเส้น STOCHASTICS
เส้น %D เป็นเส้นค่าเฉลี่ยของเส้น %K

%K = ราคาปิด (วันนี้) – ราคาต่ำสุด (ในช่วง n วัน)
ราคาสูงสุด (ในช่วง n วัน) – ราคาต่ำสุด (ในช่วง n วัน)
%D = ค่าเฉลี่ย (n วัน) ของค่า %K

ความหมายของระดับ 0% และ 100%

ระดับ 0% หมายถึงระดับที่บอกภาวะขายมากไป (OVERSOLD) ของราคาแต่ ณ ระดับนี้ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะลดลงต่ำกว่านี้อีกไม่ได้ เพียงแต่บอกว่า ณ ระดับนี้ราคาอาจหยุดพักชั่วคราว หรืออาจดีดตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ราคาจะตกลงต่อระดับ 0%

ระดับ 100 % หมายถึงระดับที่บอกภาวะซื้อมากไป (OVERBOUGHT) ของราคา แต่ ณ ระดับนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาจะไม่สามารถวิ่งขึ้นสูงต่อไปได้ แต่กลับชี้ให้เห็นว่าหุ้นมีความแข็งแรง จน สามารถผลักดันให้เส้น STOCHASTIC ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 100% ได้ อย่างไรก็ดี ณ ระดับราคานี้ STOCHASTIC อาจมีการปรับตัวลงมาบ้าง แต่เป็นการปรับตัวเพื่อลดภาวะ OVERBOUGHT มากกว่า

STOCHASTICS คือ ดัชนีวัดการแกว่งตัวของราคาที่ศึกษาความสัมพันธ์ การเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเวลาหนึ่งๆ กับราคาปิด โดยมาจากข้อสังเกตที่ว่า ถ้าการสูงขึ้นของราคานั้นมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อไป ราคาปิดของหุ้นนั้นจะอยู่ใกล้กับราคาสูงสุด แต่ถ้าราคาของมีแนวโน้มลดต่ำลง ราคาปิดจะอยู่ในระดับเดียวกับราคาต่ำสุดของวัน
ความสัมพันธ์ระหว่าง ราคาสูงสุด-ต่ำสุดกับราคาปิด ได้ถูกนำมาพัฒนาเป็นสูตรสมการในการดูแนวโน้มขึ้น หรือลงของราคาหุ้นในช่วงสั้น ๆ โดยนำมาใช้ดูว่า ราคาปิดอยู่ที่ระดับกี่เปอร์เซ็นต์ของช่วงราคาที่ซื้อขายในช่วงระยะเวลา หนึ่ง

เส้น %K เป็นเส้น STOCHASTICS
เส้น %D เป็นเส้นค่าเฉลี่ยของเส้น %K

%K = ราคาปิด (วันนี้) – ราคาต่ำสุด (ในช่วง n วัน)
ราคาสูงสุด (ในช่วง n วัน) – ราคาต่ำสุด (ในช่วง n วัน)
%D = ค่าเฉลี่ย (n วัน) ของค่า %K

ความหมายของระดับ 0% และ 100%

ระดับ 0% หมายถึงระดับที่บอกภาวะขายมากไป (OVERSOLD) ของราคาแต่ ณ ระดับนี้ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะลดลงต่ำกว่านี้อีกไม่ได้ เพียงแต่บอกว่า ณ ระดับนี้ราคาอาจหยุดพักชั่วคราว หรืออาจดีดตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ราคาจะตกลงต่อระดับ 0%

ระดับ 100 % หมายถึงระดับที่บอกภาวะซื้อมากไป (OVERBOUGHT) ของราคา แต่ ณ ระดับนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาจะไม่สามารถวิ่งขึ้นสูงต่อไปได้ แต่กลับชี้ให้เห็นว่าหุ้นมีความแข็งแรง จน สามารถผลักดันให้เส้น STOCHASTIC ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 100% ได้ อย่างไรก็ดี ณ ระดับราคานี้ STOCHASTIC อาจมีการปรับตัวลงมาบ้าง แต่เป็นการปรับตัวเพื่อลดภาวะ OVERBOUGHT มากกว่า

STO จะมีสองเส้นมาให้ใช้งาน ประกอบด้วย เส้น %K เส้นหลัก กับเส้น %D เส้นรอง โดยเราจะยึดดู %K เป็นหลัก

หาก %K ตัด %D ขึ้นมาได้ จะเป็นสัญญาณซื้อ
และหาก %K ตัด %D ลงมา จะเป็นสัญญาณขาย

2. Overbought กับ Oversold (สภาวะที่หุ้นมีการซื้อมากเกินไป และขายมากเกินไป)

เครื่อง มือชนิดนี้ จะแกว่งตัวในกรอบ 0-100 แต่ในทางเทคนิค เขาจะมีโซนตัวเลขให้พิจารณาอยู่สองโซนด้วยกันครับ โดยยึดค่า %K เป็นหลักนะครับ

โซน แรกคือ โซนตัวเลข 0-20% โซนนี้ จัดให้อยู่ในโซน “Oversold หรือสภาวะที่มีการขายหุ้นมากเกินไป” และโซนที่สองคือโซนตัวเลข 80-100% จะจัดให้อยู่ใน “สภาวะที่หุ้นมีการซื้อมากเกินไป หรือ Overbought”

3. Bullish Divergence และ Bearish Divergence

สำหรับประเด็นนี้ แนวคิดต่างๆ ก็จะเหมือนกับ MACD และ RSI ครับ

เมื่อใดที่เกิด Divergence ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นนัยว่า หุ้นจะเปลี่ยน Trend ในอนาคตอันใกล้นี้
การเกิด Divergence แต่ละครั้ง มักจะใช้เวลาที่มากพอสมควรในการก่อตัวเป็นรูปร่าง Divergence
และหากเกิด Divergence ในเขต Overbought หรือ Oversold ก็ยิ่งถือว่ามีนัยยะด้วยครับ

หลักการอ่าน STOCHASTICS
สัญญาณ เตือน “ซื้อ” เกิดขึ้นเมื่อเส้น STOCHASTICS เข้าเขต OVERSOLD ที่บริเวณระดับต่ำกว่า 20% และควรซื้อเมื่อเกิดสัญญาณ “ซื้อ” จากการที่เส้น %K ตัดเส้น %D ขึ้น

สัญญาณเตือน “ขาย” เกิดขึ้นเมื่อเส้น STOCHASTICS เข้าเขต OVERBOUGHT ที่บริเวณระดับสูงกว่า 80% และควรขายเมื่อเกิดสัญญาณ “ขาย” จากการที่เส้น %K ตัดเส้น %D ลง

Exnessคืออะไร

Support By www.siammetatrader.com

Ads 468x60px

Monday, July 27, 2020

สภาพแวดล้อมในตลาด

สภาพแวดล้อมในตลาด
เปรียบเทียบระหว่าง ชายคนสองคนที่ไปรบในสงคราม ชายที่โง่จะรีบเปิดศึกโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่มีการวางแผน เหมือนคนที่หิวโหยและรีบกินทุกอย่างที่ขวางหน้าในงานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ ส่วนคนฉลาดจะวิเคราะห์สถานการณ์ก่อน เพื่อให้รู้ถึงสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้รู้ว่าตนเองควรจะสู้อย่างไร
ในการเทรดก็เหมือนการทำศึกในสงคราม เราควรจะรู้ว่าสภาวะในตลาดเป็นแบบไหนก่อนที่จะเริ่มวางแผนว่าจะเทรดอย่างไร ดี เทรดเดอร์บางคนหงุดหงิดและบอกว่า ระบบเทรดที่ใช้ไม่ดี ในความเป็นจริงระบบเทรดที่ใช้บางครั้งมันก็ใช้การไม่ได้ แต่ในบางครั้งมันก็ทำกำไรให้อย่างมากมาย ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเราได้ใช้ระบบเทรดที่เหมาะสมกับสภาพตลาดในขณะนั้นๆ
สำหรับ เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ช่ำชองแล้ว พวกเขาจะพยายามหากลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการเทรดสำหรับสภาพแวดล้อมของ ตลาดในปัจจุบัน เช่น เวลานี้ควรจะใช้ Fibonacci เพื่อหาโซนปรับตัวของราคา (Retracement) หากราคาวิ่งเป็นเทรน หรือว่าราคาวิ่งอยู่ในกรอบราคา (Rang Holding) แล้วเราควรจะเล่นอย่างไรในสถานการณ์ตลาดที่แตกต่างกัน การที่เรารู้ว่าสภาวะตลาดเป็นเช่นไรทำให้เราสามารถเลือกกลยุทธ์ และระบบเทรดที่เหมาะสมกับสภาพตลาดในขณะนั้น
ดังนั้นเทรดเดอร์ควรจะมีระบบ เทรดของตัวเองมากกว่า 1 ระบบ เพื่อรองรับกับสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน และไม่ต้องกลัวว่าคุณจะไม่ได้ใช้ระบบเทรดใดระบบหนึ่ง เพราะในตลาด Forex เราจะพบสภาวะตลาดที่ราคาวิ่งในกรอบราคา (Rang) และ วิ่งเป็นเทรน (trending) ในทุกรอบเวลา (Time Frame) และถ้าคุณใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมแล้วก็จะช่วยให้คุณสามารถเลือกใช้เครื่องมือ (Indicators) ที่มีมาใช้ได้อย่างง่ายดาย ยกตัวอย่างเช่น Fibos และ Trend line จะมีประโยชน์มากในตลาดที่เป็นเทรน ขณะที่ Pivot Point และเส้นแนวรับแนวต้านของ Pivot Point จะใช้งานได้ดีมากเมื่อราคาวิ่งอยู่ในกรอบ
สภาพแวดล้อมของตลาดแบ่งได้เป็น 3 แบบคือ

ตลาดขาขึ้น (Trend Up)
ตลาดขาลง (Trend Down)
วิ่งในกรอบราคา ( Ranging หรือ Sideway)

ตลาดที่เป็นเทรน (Trending market)
ตลาด ที่เป็นเทรน คือ การที่ราคาวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน และแน่นอนว่าอาจจะมีบางช่วงที่ราคาวิ่งสวนทางกับเทรน แต่ถ้าพิจารณาในกรอบราคาที่ใหญ่กว่า ก็จะเห็นว่าการวิ่งสวนทางเหล่านั้นเป็นการปรับตัวของราคา

ปรกติ เราจะสังเกตเทรนขาขึ้นได้จาก “จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดใหม่ที่ยกตัวสูงขึ้น (Higher High , Higher Low)” และเทรนขาลงก็จะเป็น “จุดสูงสุดและต่ำสุดใหม่ที่ปรับตัวต่ำลง (Lower High, Lower Lows) “
กลยุทธ์ การซื้อขายสำหรับเวลาท่ตลาดเป็นเทรน เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักจะเลือกเทรดในสกุลเงินหลัก เพราะแนวโน้มของคู่เงินเหล่านี้จะมีสภาพคล่องสูง เพราะสภาพคล่องเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับกลยุทธ์การเทรดตามแนวโน้ม สภาพคล่องยิ่งมากก็ยิ่งทำให้มีการเคลื่อนที่ของราคามากขึ้นเท่านั้น

ADX ในตลาดที่เป็นเทรน
ADX คือ Average Directional Index indicator ในบางโปรแกรมอาจเป็น Average Directional Movement Index indicator แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนหลักการใช้ก็จะเหมือนกัน ADX นี้ถูกพัฒนาโดย J. Welles Wilder เป็น Oscillator พื้นฐานอีกตัวที่จะติดมากับโปรแกรมเทรด (MT4) ตัวบ่งชี้มีระดับอยู่ระหว่าง 0-100 ใช้เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของแนวโน้ม ไม่เหมือนกับการทำงานของ Stochastic ที่จะบอกเราว่าเมื่อไหร่เทรนเป็นขาขึ้นหรือขาลง แต่ ADX จะบอกเราว่าแนวโน้มในขณะนี้แข็งแรงหรือว่าอ่อนแอ ในหลักการทำงานทั่วไปถ้า ADX อยู่ต่ำกว่าระดับ 20 หมายความว่าแนวโน้มหรือเทรนนั้นๆ กำลังอ่อนแอ แต่ถ้า ADX อยู่เหนือระดับ 50 นั่นหมายถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่ง
ถ้า ADX อยู่เหนือระดับ 25 โดยปรกติแล้วมักจะแสดงให้เห็นว่าราคามีแนวโน้ม หรือราคาอยู่ในแนวโน้มที่แข็งแกร่งอยู่แล้วในขณะนี้ ยิ่งอยู่ในระดับที่สูงขึ้น ก็หมายถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่งขึ้น แต่ ADX เป็นตัวชี้วัดที่ให้สัญญาณช้ากว่าอย่างอื่น ซึ่งหมายความว่ามันไม่จำเป็นในการใช้ทำนายอนาคต และมันยังเป็นตัวบ่งชี้ที่ไม่มีทิศทางซึ่งหมายความว่ามันจะรายงานออกมาเป็น ตัวเลขที่บอกถึงระดับความแข็งแกร่งของแนวโน้มเท่านั้น ลองดูตัวอย่างนี้ เห็นได้ชัดว่าราคามีแนวโน้มปรับตัวลดลงแม้ว่า ADX มากกว่า 25

Moving Average ในตลาดที่เป็นเทรน
นอก จาก ADX แล้ว เรายังสามารถให้ Simple Moving Average ในการตรวจสอบแนวโน้มของราคาได้อีกด้วย ลองใส่ SMA 7,20 และ 65 เข้าไปในกราฟของคุณ แล้วรอให้เส้น SMA ทั้งสามเส้นวิ่งมารวมกันแล้วกระจายออกจากกัน ถ้า SMA ที่มีค่าน้อย กระจายออกมาอยู่เหนือเส้นที่มีค่ามาก คือ SMA7,20 และ 65 ไล่กันลงมาตามลำดับ นั่นหมายถึงแนวโน้มขาขึ้น

ใน ทางกลับกัน ถ้า SMA ที่มีค่าน้อยกลับลงมาอยู่ต่ำกว่าเส้นที่มีค่ามากกว่า คือ SMA 7,20 และ 65 เรียงตัวไล่กันขึ้นไปตามลำดับ นั่นแสดงถึงแนวโน้มขาลง

Bollinger Band ในตลาดที่เป็นเทรน
แถบ ของ Bollinger Band ปรกตินั้นจะมีค่าเบี่ยงแบนมาตรฐานตามสูตรอยู่แล้ว แต่วิธีการที่จะใช้มันเพื่อหาแนวโน้มคือ ใส่ Billinger band มีมีค่ามาตรฐาน (Standard deviation 1) และใส่ Bollinger Band อีกอันโดยตั้งค่า Deviation เป็น 2
Sell Zone คือ บริเวณที่อยู่ระหว่าง Band ทั้งสองอัน (DS1 และ SD2) ที่อยู่ด้านล่าง จำไว้ว่า ราคาควรจะต้องปิดอยู่ในระหว่างพื้นที่ตรงนี้จึงจะพิจารณาในการ Sell
และ Buy Zone คือ พื้นที่ระหว่าง Band ทั้งสองอันเหมือนกับ Sell Zone แต่จะอยู่ด้านบน และราคาจะต้องปิดตัวในระหว่างพื้นที่ของทั้งสอง Band นี้ จึงจะพิจารณาว่าเป็น Buy Zone
และราคาในระหว่างพื้นที่ของ Band ที่เซทค่า SD1 นั้นเป็นช่วงที่ราคาเกาะตัวกันเป็น Sideway ราคาจะปิดตัวในระหว่างพื้นที่นี้ เป็นช่วงที่ไม่น่าเล่น

ราคาที่วิ่งในกรอบราคา (Sideway หรือ Ranging Market)
Ranging Market คือ สภาวะที่ราคาวิ่งระหว่างกรอบราคาสูงสุด และต่ำสุด ตรงระดับราคาสูงสุดจะทำหน้าที่เป็นแนวต้าน และราคาต่ำสุดจะเป็นแนวรับ และราคาวิ่งอยู่ในกรอบราคานี้เป็น Sideway ไม่สามารถทะลุออกไปนอกกรอบได้ ในกรณีแบบนี้ เราอาจใช้เส้น Horizontal Line มาวางไว้เพื่อดูแนวรับแนวต้านของกรอบราคาได้ง่ายขึ้น

ADX ใน Ranging Market
ก็ เหมือนกับที่เราได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่า ถ้า ADX อยู่ต่ำกว่าระกับ 25 นั่นก็หมายความว่า แนวโน้มของราคามีความอ่อนแอ และนั่นก็คือ ตลาดที่เป็น Ranging Market หรือ ตลาด Sideway นั่นเอง แต่อย่าลืมว่า ยิ่ง ADX มีค่าน้อยลงเท่าไหร่ ก็หมายถึงตลาดแนวโน้มหรือเทรนยิ่งอ่อนแอมากเท่านั้น

Bollinger Band ใน Ranging Market
Bollinger Band จะหุบแคบลงเมื่อมีความผันผวนในตลาดน้อย และจะขยายขึ้นเมื่อมีความผันผวนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ Bollinger Band เป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับกลยุทธ์แบบ Breakout
เมื่อ Bollinger Band หุบแคบลงนั่นหมายถึงตลาดมีความผันผวนต่ำ และราคาน่าที่จะเคลื่นไหวเพียงเล็กน้อยไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อ Band เริ่มที่จะขยายกว้างขึ้น ก็หมายถึงความผันผวนที่มีมากขึ้นและราคาจะไม่วิ่งไปในทิศทางเดียวกัน

โดย ทั่วไปช่วงราคาจะมีช่วงที่แคบเมื่อเทียบกับ เวลาที่ Band ขยายใหญ่ หรือการใช้เส้น Horizontal Line เป็นแนวรับแนวต้าน อย่างกรณีในภาพตัวอย่าง จะเห็นได้ว่ากรอบราคาแคบมาก
แนวคิดพื้นฐานในการเทรดในตลาดที่ราคาวิ่ง อยู่ในกรอบแบบนี้ คือ การซื้อต่ำที่ใกล้กับแนวรับ และปิดทำกำไรเมื่อราคาวิ่งมาที่แนวต้าน และขายในราคาที่สูงให้ระดับกับแนวต้าน และปิดทำกำไรที่ระดับแนวรับ และเครื่องมือที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ เส้น Horizontal Line และ Bollinger Band
นอกจากนี้ การใช้ Oscillators อย่าง Stochastic และ RSI จะช่วยคุณหาและยืนยันจุดกลับตัวของราคาในกรอบราคาได้ง่ายขึ้น อย่างเช่นการใช้เงื่อนไข Over bought และ Oversold

Bonus Tip: การเทรดโดยใช้กลยุทธ์แบบ Range-Bound (การกลับตัวในกรอบราคา) นี้ ไม่เหมาะที่จะใช้กับคู่เงินที่มีสกุลเงิน USD ร่วมอยู่ด้วย คู่เงินที่เป็นที่นิยมเทรดแบบนี้คือ EUR/CHF เพราะอัตราการเติบโตของสหภาพยุโรปและสวิสเซอรืแลนด์มีความใกล้เคียงกันมาก ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนของทั้งสองสกุลมีเสถียรภาพมาก จึงเหมาะกับการเทรดโดยใช้กลยุทธ์นี้เป็นอย่างมาก
ข้อสรุป ตลาดมีความหลากหลาย และไม่ว่าตลาดอยู่ในสภาวะไหน มีแนวโน้ม (Trending Market ) หรือว่าราคาวิ่งอยู่ในกรอบราคาแบบ Sideway (Ranging Market) ก็ตาม คุณก็ควรเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับตลาดในขณะนั้นๆมาใช้ให้เกิดประโยชน์ตาม จังหวะของตลาด

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

รายได้ออนไลน์
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: